Analysis

หรือจะสมัยที่หก? : 5 ปัจจัยที่ มาดริด ต้องกังวลก่อนเจอ ลิเวอร์พูล

Salah Firmino

แมตต์ แลดสัน จากเว็บไซต์ This is Anfield วิเคราะห์ถึง 5 ปัจจัย ที่จะสร้างความกังวลให้ “ราชันชุดขาว” เมื่อต้องเจอ “หงส์แดง” ในเกมชิงถ้วยบิ๊กเอียร์

We are part of The Trust Project What is it?

ลิเวอร์พูล เพิ่งจัดงานแถลงก่อนเกมแชมเปี้ยนส์ ลีก ที่แอนฟิลด์ ไปเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยแชมป์ยุโรปห้าสมัย กำลังนับถอยหลังสู่รอบชิงชนะเลิศกับ เรอัล มาดริด ที่กรุงเคียฟ ลูกทีมของ เยอร์เกน คล็อปป์ สภาพร่างกายกำลังสด ระหว่างช่วงบินไปเก็บตัวฝึกซ้อมที่สเปนเมื่อสัปดาห์ก่อน ดูผ่อนคลาย และมีสปิริตที่ดีกับการซ้อมเบาๆด้วยการผ่านบอลเร็ว ผสมผสานกับลิงชิงบอล

ในวันเดียวกัน สื่อแดนกระทิงดุเผยว่าทั้งทีมงานสต๊าฟฟ์ และนักเตะเรอัล มาดริด ต่างก็คาดว่าศึกครั้งนี้เป็นรอบชิงชนะเลิศที่ง่ายดาย ในการเจอกับ ลิเวอร์พูล ที่สภาพจิตใจอ่อนแอ โดย ดิเอโก ตอร์เรส นักเขียนของ เอล ปาอิส กล่าวในรายงานว่า “นี่คือรอบชิงชนะเลิศที่ง่านดายสำหรับพวกเขา ทั้ง ฟลอเรนติโน เปเรซ, กัปตันทีม และทุกๆคนต่างก็มั่นใจสำหรับเกมนี้”

ลิเวอร์พูล ถูกมองว่า “น่าตื่นเต้นอย่างเหลือเชื่อ เป็นทีมที่เกมรุกโดดเด่น แต่ปัญหาใหญ่คือเกมรับ และสภาพจิตใจที่อ่อนแอ” นักเขียนอีกคนหนึ่ง บอกว่ากองกลางของ ลิเวอร์พูล นั้น ขาดความสร้างสรรค์ ต่างกับนักเตะอย่าง ปอล ป็อกบา, อิลคาย กุนโดกาน, เควิน เดอ บรอยน์ และ ดาบิด ซิลบา

เป็นที่รู้กันดีว่าสื่อสเปนไม่ได้มีชื่อเสียงเรื่องความถ่อมตนอยู่แล้ว แต่คำพูดข้างต้นอาจเป็นเพียงเสียงเพลงผ่านหูของ คล็อปป์ เท่านั้น และนี่คือ 5 เหตุผล ที่ เรอัล มาดริด ต้องกังวลกับ ลิเวอร์พูล ในนัดชิงชนะเลิศวันเสาร์นี้

1. ซาลาห์ vs มาร์เซโล

ทั้งสื่อและแฟนบอลต่างก็พูดถึงการปะทะกันแบบตัวต่อตัว ซึ่งการพบกันระหว่าง โมฮาเหม็ด ซาลาห์ กับ มาร์เซโล คือหัวข้อสนทนาหลักในมุมของแฟนลิเวอร์พูล

เรอัล มาดริด ดันแนวรับขึ้นสูงมากๆ ซึ่งเป็นแท็คติกที่ลิเวอร์พูลต้องเจออยู่บ่อยๆในฤดูกาลนี้ และใช้ความเร็วของ ซาลาห์ เป็นกุญแจสำคัญในการทะลุทะลวงช่องว่างแนวรับคู่ต่อสู้ เป็นที่รู้กันดีว่า มาร์เซโล คือฟูลแบ็คสายบุกแห่งวงการฟุตบอล ด้วยพลังเกมรุกอันน่าประทับใจ ในทางกลับกันก็เป็นการเปิดช่องว่างในแนวรับของตัวเองเช่นกัน

หลังฐานที่เห็นได้ชัดคือ เกมรอบรองชนะเลิศกับ เมื่อโดนแบ็คขวาของ บาเยิร์น มิวนิค อย่าง โยชัว คิมมิช ยิงประตูได้ทั้งสองนัด โดยเฉพาะลูกแรกที่งดงามสุดๆ เมื่อ ฮาเมส โรดริเกวซ ผ่านบอลจังหวะโต้กลับทำให้ บาเยิร์น หลุดเข้าไปสามต่อสองกับแนวรับ เรอัล มาดริด ก่อน คิมมิช จะซัดมุมแคบเข้าไปสุดสวย ซึ่งจังหวะดังกล่าว มาร์เซโล เติมเกมขึ้นสูงและกลับลงไปรับไม่ทัน

ซาลาห์ คงหวังว่าเขาจะได้โชว์ฟอร์มเหมือนในเกมเลกแรกกับ โรม่า ที่ทำเอาฝั่งขวาของลิเวอร์พูลถึงกับลุกเป็นไฟ

2. ถึงจุดอิ่มตัว

ทีมของ ซีเนอดีน ซีดาน คว้าถ้วยแชมเปี้ยนส์ ลีก ได้สองสมัยติดต่อกัน แต่สามครั้งจาก 4 ปีล่าสุด ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่เขาใจได้เมื่อพวกเขามั่นใจสุดๆในการพบกับ ลิเวอร์พูล ที่ไม่ได้สัมผัสรอบชิงชนะเลิศมา 11 ปีแล้ว

มาดริด รู้ดีว่าต้องมีสภาพจิตใจอย่างไรในการเอาชนะเกมใหญ่ๆแบบนี้ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม อย่างที่เห็นกันบ่อยๆคือ ชัยชนะสองจากสามครั้งล่าสุดของพวกเขา เกิดขึ้นในช่วงต่อเวลาพิเศษ หักอกคู่ต่อสู้ได้แบบน่าปวดใจสุดๆ

ส่วนทาง ลิเวอร์พูล ก็ต้องหวังว่าจุดอิ่มตัวต่อความสำเร็จในรายการนี้ จะเป็นปัญหาสำหรับ “ราชันชุดขาว” ที่ผลงานในลีกไม่น่าประทับใจเอาเสียเลย หลังจบอันดับ 3 ของ ลา ลีกา ตามหลัง บาร์เซโลนา ถึง 17 แต้ม

3. ดาวรุ่ง vs จอมเก๋า

การขาดประสบการณ์ชูถ้วยยุโรปของนักเตะลิเวอร์พูล อาจเป็นข้อเสียเปรียบของพวกเขา แต่ด้วยอายุที่น้อยกว่ามาก อาจเป็นข้อได้เปรียบของ “หงส์แดง” เช่นกัน

11 ตัวจริงที่คาดของ เรอัล มาดริด ต้องมี เซร์คิโอ รามอส อายุ 32, มาร์เซโล 30, ลูก้า โมดริช 32 คริสเตียโน โรนัลโด้ 33 ขณะที่ คาริม เบนเซม่า 30 พวกเขาเหล่านี้ต่างก็ผ่านจุดสูงสุดของตัวเองมาแล้วท้ายที่สุดแล้ว ก็ต้องถึงจุดที่พวกเขาไม่สามารถใช้ประสบการณ์ก้าวผ่านทีมที่มีอายุน้อยกว่าได้  

ลิเวอร์พูลเต็มไปด้วยนักเตะดาวรุ่ง มีตัวเก๋าประสบการณ์เพียงคนเดียวคือ เจมส์​ มิลเนอร์ ที่อายุเยอะที่สุด 32 ปี คนอื่นๆที่เหลือต่างก็กระหายความสำเร็จด้วยกันทั้งนั้น

คลอปป์ พูดถึงเรื่องนี้ในงานแถลงข่าวว่า “พวกเขามีประสบการณ์มากกว่า นั่นคือเรื่องจริง ประสบการณ์เป็นสิ่งสำคัญในชีวิต แต่มันก็ไม่ใช่แค่สิ่งเดียว คุณสามารถยกระดับมันได้ด้วยความปรารถนา, ทัศนคติ และ ความขยัน และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมผมถึงรักฟุตบอล”