หรือจะตามรอยโรนัลโด้? เมื่อมาห์เรซเป็นฮีโร่ทุบ "ปราสาทเรือนแก้ว"

คริส ฟลานาแกน คอลัมนิสต์ของ FFT อยู่ที่สนามเซลเฮิร์สต์ ปาร์ค เพื่อทำการวิเคราะห์เลสเตอร์ ซิตี้ ที่เอาชนะคริสตัล พาเลซ ผ่าน Stats Zone

1. มาห์เรซว่าที่แข้งแห่งปี

คริสเตียโน่ โรนัลโด้, แกเร็ธ เบล, แฟรงค์ แลมพาร์ด, สตีเว่น เจอร์ราร์ด, ยาย่า ตูเร่, อังเดร แคนเชลสกีส์ มีเพียงหกคนนี้เท่านั้นที่ไม่ใช่กองหน้า แต่ยิงได้มากกว่า 16 ลูกต่อซีซั่นในพรีเมียร์ ลีก แม้กระทั่งพอล สโคลส์ กับ ไรอัน กิ๊กส์ ก็ไม่เคยทำได้
 
ในเกมเมื่อคืนนี้ มาห์เรซก็เข้าร่วมทำเนียบดังกล่าวจนได้ ประตูที่ 16 ในลีกของเขา ดีพอที่จะทำให้เลสเตอร์ ซิตี้ คว้าอีกหนึ่งชัยชนะสุดล้ำค่าในการไล่ล่าแชมป์ลีกสูงสุด นำห่างจากอันดับสองอย่างท็อตแน่มถึง 8 แต้ม ก่อนเปิดบ้านเจอบอร์นมัธ ทำเอาแฟน "จิ้งจอกสยาม" ร้องเพลงว่า "เราจะคว้าแชมป์ลีก" แบบนอน-สต็อปถึง 15 นาที หลังสิ้นเสียงนกหวีดสุดท้าย
 
พูดได้เต็มปากว่ามาห์เรซคือส่วนสำคัญที่สุดในทีมเวลานี้ มากยิ่งกว่า เจมี่ วาร์ดี้ เสียอีก เมื่อวาร์ดี้เองก็มีส่วนกับประตูถึง 25 ลูก ซัดเองไป 19 และทำอีก 6 แอสซิสต์จนถึงตอนนี้ ส่วนมาห์เรซนั้นอยู่ที่ 27 ลูก ป้อนให้เพื่อนยิงได้ถึง 11 ครั้ง เหตุผลดังกล่าวทำให้เขาเป็นตัวเต็งคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีอย่างไม่ไร้ข้อกังขา
 
เลสเตอร์มีโอกาสทำประตูแค่สองครั้งในครึ่งเวลาแรกกับพาเลซ ซึ่งมาจากมาห์เรซทั้งสิ้น แข้งชาวแอลจีเรียนยิงประตูจากทางตำแหน่งปีกขวาได้หลายครั้งในซีซั่นนี้ เพราะสามารถสร้างสรรค์โอกาสได้มากมายจากการเล่นที่เปี่ยมด้วยทักษะของเขา แต่อีกสาเหตุก็เพราะเขาเป็นคนที่จมูกไว ซึ่งสัญชาตญาณดังกล่าวทำให้เขาสามารถฉกบอลจากตัวประกบและเปิดสวยๆให้วาร์ดี้ได้ทำประตูตัดสินเกมอยู่เสมอ
 
นอกจากนี้ยังเลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งได้ถึง 5 จาก 9 ครั้ง และเป็นนักเตะที่อันตรายที่สุดของเลสเตอร์ตลอดทั้งเกม ทำให้ อลัน พาร์ดิว กุนซือพาเลซ จัดการเปลี่ยนตัวแบ็คซ้ายอย่าง ปาเป้ ซัวเร่ ในช่วงพักครึ่ง และส่ง มาร์ติน เคลลี่ ลงสนามแทน แสดงให้เห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจากนักเตะตำแหน่งปีก
 

2. มอร์แกนและชาวคณะยังคงแกร่ง

ชัยชนะ 4 ครั้งล่าสุดของเลสเตอร์ ล้วนจบลงด้วยสกอร์ 1-0 ทั้งสิ้น และพวกเขาก็เอาชนะคู่แข่งแค่ลูกเดียวถึง 6 ครั้งแล้วในซีซั่นนี้
 
ซึ่งต้องบอกว่ามากกว่าที่จอร์จ เกรแฮม เคยทำได้ตอนพาอาร์เซนอลคว้าแชมป์ลีกเสียอีก สมัยที่ทีม "ปืนใหญ่" มีแนวรับที่ดีที่สุดในฤดูกาล 1990/91 ที่เอาชนะ 1-0 ได้ 5 เกม และอีก 3 ครั้ง เมื่อปี 1988/89
 
ในความเป็นจริงแล้วชัยชนะ 13 จาก 19 นัด มาจากประตูที่เหนือกว่าคู่แข่งแค่ลูกเดียว มันถูกพูดถึงบ่อยๆในกีฬาอื่นว่าเคล็ดลับคู่ความสำเร็จคือการเอาชนะด้วยช่องว่างที่น้อยที่สุด ดังนั้นจึงเปรียบเสมือนการรักษาพลังงานและทรัพยากรสำหรับใช้ในระยะยาว แม้ชัยชนะเพียงลูกเดียวของเลสเตอร์นั้นอาจไม่ได้มาง่ายๆ แต่พวกเขาก็มักจะเอาชนะการแข่งขันด้วยช่องว่างที่น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้
 
คริสตัล พาเลซ มีสถิติการครองบอล 56% ในเกมนี้ จ่ายบอลสำเร็จ 328 ครั้ง ส่วนเลสเตอร์ 231 ครั้ง แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่ "จิ้งจอกสยาม" ดูเหมือนจะไม่เจอปัญหาอะไรมากนัก มีจังหวะหวาดเสียวให้เห็นจะๆคือช็อตยิงชนคานอย่างจังของ ดาเมียน เดลานีย์ ในนาทีสุดท้าย
 
เกมรับของเลสเตอร์ก็แข็งแกร่งมากจนสร้างความลำบากให้กับพาเลซ จากการผ่านบอลทั้ง 328 ครั้ง ลูกเข้าไปถึงพื้นที่สุดท้ายแค่ 76 ครั้งเท่านั้น ในทางกลับกัน เลสเตอร์ทำได้ถึง 102 ครั้งเลยทีเดียว เรียกได้ว่าเกือบครึ่งต่อครึ่ง
 
เมื่อพาเลซขยับเข้าพื้นที่สุดท้ายและทำให้เลสเตอร์ต้องตั้งรับ ทีมของเคลาดิโอ รานิเอรี่ ทำได้อย่างสุดยอด พวกเขาเคลียร์บอลพ้นอันตรายได้ถึง 38 จาก 43 ครั้ง เวส มอร์แกน ทำไปคนเดียวถึง 17 ครั้งเลยทีเดียว ส่วนอีกฟากของสนาม พาเลซทำได้แค่ 15 จาก 23 ครั้ง
 
 
"วันนี้ผมเบาใจมากๆ เพราะได้เห็นนักเตะของผมตั้งใจแบบสุดๆ และมีสมาธิมากๆด้วย" รานิเอรี่กล่าวหลังเกม
 
"มันเป็นเกมที่ยากที่เราได้เจอในซีซั่นนี้ พวกเขาเป็นแชมป์ที่คู่ควร" อลัน พาร์ดิว ผู้จัดการทีมพาเลซกล่าว "พวกเขาแข็งแกร่งมากและมีระเบียบวินัยในเกมรับ มันยากที่จะเจาะแนวรับและสร้างสรรค์เกมกับพวกเขา"

3. ดริงก์วอเตอร์และก็องเต้โชว์ฝีเท้าคู่ควรทีมชาติ

แดนนี่ ดริงก์วอเตอร์ และเอ็นโกโล่ ก็องเต้ เพิ่งถูกเรียกตัวติดทีมชาติอังกฤษและฝรั่งเศสในสัปดาห์นี้ ซึ่งทั้งคู่ต่างก็แสดงให้เห็นที่เซลเฮิร์สต์ พาร์ค แล้วว่าทำไมชื่อเสียงของพวกเขาถึงโด่งดังขึ้นเป็นพลุแตกในซีซั่นนี้
 
เกมรับที่ประสบความสำเร็จของเลสเตอร์ ไม่ได้มาจากจำนวนการเคลียร์บอลพ้นอันตรายที่ทำได้ แต่ก็มาจากการทำงานอย่างหนักของมิดฟิลด์ด้วยเช่นกัน โดย "จิ้งจอกสยาม" เข้าปะทะ 30 ครั้ง ส่วนพาเลซแค่ 16 โดยก็องเต้เหมาไปคนเดียวถึง 5 ครั้ง ทำสถิติเป็นนักเตะที่เข้าปะทะสูงสุดในพรีเมียร์ ลีกซีซั่นนี้ที่ 133 ครั้ง
 
นอกจากนี้ก็องเต้ยังแย่งบอลได้ 11 ครั้ง มากกว่าทุกคนบนสนาม และเลี้ยงบอลผ่านคู่แข่งได้ถึง 4 หน
 
ขณะเดียวกันแม้เลสเตอร์จะจ่ายบอลสำเร็จน้อยกว่าพาเลซถึงเกือบ 100 ครั้ง แต่ก็ไม่มีใครบนสนามทำได้มากกว่าดริงก์วอเตอร์ (47 ครั้ง) โดย 20 ครั้งจากทั้งหมดเกิดขึ้นในพื้นที่สุดท้าย และก็เป็นตัวเลขที่ดีที่สุดและมากกว่าทุกคนในเกมนี้
 

4. แม้จะไม่ค่อยมีบทบาท แต่วาร์ดี้ก็ยังมีผลงาน

เจมี่ วาร์ดี้ ก็เหมือนกับดริงก์วอเตอร์ที่ถูกเรียกตัวติดทีมชาติอังกฤษ และศูนย์หน้ารายนี้ก็หวังจะแสดงให้เห็นว่าตัวเองคู่ควรกับการเป็นตัวจริงในทีมของ รอย ฮอดจ์สัน

จริงแล้วที่เซลเฮิร์สต์ พาร์ค วาร์ดี้มีเกมที่เงียบเชียบเกมหนึ่ง โดยเจ้าตัวมีโอกาสยิงแค่หนเดียวซึ่งก็โดนบล็อค อีกทั้งยังได้รับบอลแค่ 22 ครั้งและจ่ายบอลสำเร็จแค่ 11 ครั้ง แต่ความมุ่งมั่นที่จะวิ่งหาช่องของวาร์ดี้ก็ทำให้แนวรับของเลสเตอร์ไม่ต้องรับภาระมากนัก เพราะการยืนค้ำของเขาทำให้แผงหลังเจ้าถิ่นไม่กล้าขึ้นสูง ซึ่งการรับบอลส่วนใหญ่มักจะอยู่ทางกราบขวา

แต่ถึงแม้ว่าจะเป็นเกมที่เงียบเหงาของเขา วาร์ดี้ก็ยังอุตส่าห์ช่วยให้ “จิ้งจอกสยาม” ได้ประตูชัย จากการที่เข้ามารับบอลของ แดนนี่ ดริงก์วอเตอร์ ทางกราบซ้าย ก่อนจะปาดอย่างชาญฉลาดให้มาห์เรซทำประตู

และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมวาร์ดี้ถึงเป็นนักเตะคนสำคัญของ “จิ้งจอกสยาม” เหลือเกินในซีซั่นนี้ เพราะเลสเตอร์ไม่ใช่ทีมที่ครองบอลเหนือกว่าคู่แข่งทุกเกม และบางครั้งเขาก็ถูกทิ้งให้โดดเดี่ยวอยู่ข้างหน้า แต่เจ้าตัวก็มีความสามารถที่จะสร้างอิมแพคได้ไม่ว่าจะเป็นเกมไหน หรือสถานการณ์ใดก็ตาม

 

5. อเดบายอร์ไม่สามารถฉุดฟอร์มพาเลซให้กระเตื้องขึ้น

ถ้าหากวาร์ดี้ทำผลงานได้อย่างสม่ำเสมอกับเลสเตอร์ ในเคสของ เอ็มมานูเอล อเดบายอร์ กับพาเลซก็คงจะตรงกันข้าม โดยอดีตศูนย์หน้าอาร์เซนอล, แมนฯซิตี้ และสเปอร์สรายนี้ถุกเปลี่ยนตัวออกในช่วงพักครั้งหลังจากที่ได้บอลเพียง 9 ครั้ง และไม่มีโอกาสส่องเลย อีกทั้งยังแพ้ในการดวลลูกกลางอากาศด้วย

“เขาไม่ใช่นักเตะประเภทที่จะสร้างโอกาสได้เอง มันไม่ใช่สไตล์ของเขา” อลัน พาร์ดิว กล่าวหลังจบเกม “คุณต้องให้บอลแก่เขา ซึ่งเราทำไม่ได้”

โดยกุนซือพาเลซเลือกที่จะส่ง บาการี่ ซาโก้ ลงมาเป็นตัวริมเส้น แล้วให้ โจ เลดลี่ย์ เป็นมิดฟิลด์ตัวกลางตัวที่ 3 พร้อมกับหุบ ยานนิค โบลาซี่ เป็นศูนย์หน้าตัวกลาง ซึ่งถือว่าไม่ใช่การตัดสินใจที่ดีเลย เมื่อพาเลซได้ครอสเข้ากรอบเขตโทษถึง 31 ครั้งในครึ่งหลัง เมื่อเทียบกับ 10 ครั้งในครึ่งแรก

ซึ่งอเดบายอร์น่าจะได้บอลอย่างนั้นบ้าง โดยเจ้าตัวทำได้เพียงลูกเดียวในการลงสนามให้กับพาเลซ 9 เกม ซึ่งทีม “ปราสาทเรือนแก้ว” คือทีมเดียวที่ยังไม่ชนะใครเลยในปี 2016 และนี่ถือเป็นความปราชัยในบ้านครั้งที่ 6 ติดต่อกันทำให้พวกเขายังไม่ปลอดภัยจากการตกชั้น ทั้งๆ ที่เคยขึ้นไปอยู่ถึงอันดับ 3 เมื่อเดือนตุลาคม

และเมื่อถูกถามถึงการหนีตกชั้น พาร์ดิวก็กล่าวว่า “เรารู้ว่าเรากำลังหนีตาย เรามีนักเตะที่มีประสบการณ์มากพอในห้องแต่งตัวที่จะทำให้แน่ใจว่าเราจะไม่ตกชั้น แต่เราก็จำเป็นต้องเก็บแต้มให้ได้โดยเร็ว”

เกร็ดหลังเกม

STATS ZONE

Analyse it with Stats Zone, FREE:

On desktopOn iOSOn Android

  • ริยาด มาห์เรซ มีส่วนร่วมกับประตูในพรีเมียร์ลีกซีซั่นนี้มากกว่านักเตะคนอื่นๆ (16 ประตู 11 แอสซิสต์) ถือว่าเยอะว่า เจมี่ วาร์ดี้ เพื่อนร่วมทีม (25) อยู่ 2 ครั้ง

  • นอกจากนี้มาห์เรซยังยิงประตูในเกมพรีเมียร์ลีกนอกบ้านมากกว่านักเตะทุกคนในซีซั่นนี้ด้วย (12 ประตู)

  • ทั้งมาห์เรซและวาร์ดี้ต่างจ่ายบอลให้กันและกันทำประตูรวมแล้ว 8 ลูกในพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ (มาห์เรซแอสซิสต์ 5 ส่วนวาร์ดี้แอสซิสต์ 3) ซึ่งถือว่ามากสุดเทียบเท่ากับคู่ เมซุต โอซิล และ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ ของอาร์เซนอล

  • คริสตัล พาเลซ ยังเป็นทีมที่ใน 4 ดิวิชั่นของลีกอังกฤษที่ยังไม่ชนะใครในปี 2016

  • เลสเตอร์ ซิตี้ มีการเปลี่ยนแปลงตัวจริงเพียงแค่ 25 ครั้งในฤดูกาลนี้ ซึ่งถือว่าน้อยกว่าทีมอื่นๆ

  • โดยเป็นนัดที่ 10 ของฤดูกาลแล้วที่ 11 ตัวจริงของทีม “จิ้งจอกสยาม” หน้าตาเป็นแบบนี้

  • เป็นนัดที่ 13 แล้วที่เลสเตอร์ ซิตี้ ชนะคู่แข่งด้วยผลต่างแค่ลูกเดียว ซึ่งถือว่ามากกว่าทุกทีมในพรีเมียร์ลีก

  • คริสตัล พาเลซ ทำสถิติแพ้เกมพรีเมียร์ลีกในบ้านเทียบเท่ากับของเดิมแล้ว (6 นัดติดเท่ากับเมื่อเดือนเมษายน 1998)

Analyse Crystal Palace 0-1 Leicester yourself using Stats Zone

STATS ZONE Free on iOS • Free on Android