หยุดเรียนไปล่าฝัน / สู้เพื่อแม่ / ว่าที่กองหลังดาวรุ่ง ‘อินทรีอัคนี’ : วัชรินทร์ เนื่องพระแก้ว

นี่คือแนวรับดาวรุ่งที่เพิ่งเคยสัมผัสเกมระดับอาชีพเมื่อฤดูกาล 2016 แต่ฝีเท้าของเขาพัฒนาจนกลายเป็นตัวเลือกสำคัญของไทยฮอนด้าเวลานี้... 

นัดเปิดซีซั่น 2017 แข้งวัย 21 ปี ลงประเดิมเกมลีกสูงสุดครั้งแรกในชีวิต ท่ามกลางศึกแย่งชิงตำแหน่งในทีม และความเปลี่ยนแปลงของไทยฮอนด้า เอฟซี ที่หวังอยู่รอดบนไทยลีกปีแรกให้ได้ โดยใช้ขุมกำลังดาวรุ่งผนึกกับแข้งเก๋าเพื่อพาทีมไปสู่เป้าหมาย ...แต่เขาเป็นใคร และฝีเท้าเป็นอย่างไร โฟร์โฟร์ทู ประเทศไทย ขออาสาพาทุกท่านไปทำความรู้จักกับเขา ติดตามได้ที่นี่

เรื่องเล่า 60 วินาที

“โต้” วัชรินทร์ เนื่องพระแก้ว เด็กหนุ่มชาวจังหวัดนครราชสีมา เติบโตมาในครอบครัวที่ฐานะไม่ค่อยดีนัก เพราะคุณพ่อเสียชีวิตตั้งแต่เขาอายุแค่ 5 ขวบ มีเพียงคุณแม่ที่ทำอาชีพช่างเสริมสวยต้องเลี้ยงลูกๆ ถึง 3 คนเพียงลำพังอย่างยากลำบาก ด้วยเหตุนี้ ทำให้ต้องเป็นหนี้เงินกู้ ถึงขั้นต้องขายบ้านเพื่อใช้หนี้มาแล้ว

ก่อนหน้านี้ เด็กชายวัชรินทร์ชอบเล่นปิงปอง และกีฬาชนิดอื่นมากกว่าฟุตบอล แต่ตอนอายุ 16 ปี เขาเริ่มหันมาเล่นอย่างจริงจังจากคำชวนของเพื่อนๆ สมัยอยู่โรงเรียนปากช่อง จนได้รับเลือกเป็นนักฟุตบอลของโรงเรียน และฝีเท้าที่ดูมีแวว ทำให้อาจารย์แนะนำให้ “โต้” ลองไปทดสอบฝีเท้ากับสถาบันลูกหนังในเมืองกรุง เพื่อเพิ่มโอกาสสู่การเป็นนักฟุตบอลมากขึ้น หลังจากนั้น เขาไปคัดตัวที่โรงเรียนราชวินิตบางแก้ว และอัสสัมชัญ บางรัก ซึ่งปรากฏว่า ติดทั้ง 2 ที่ แต่สุดท้าย ก็เลือกไปเพิ่มทักษะกับโรงเรียนอัสสัมชัญบางรัก ทว่าหลังฝึกซ้อมกับทีมได้เพียง 3 อาทิตย์ ก่อนถึงวันมอบตัวเพื่อเข้าเรียนชั้น ม.4 เขากลับหนีไปอยู่บ้าน เพราะทนคิดถึงแม่ไม่ไหวจนต้องย้ายกลับไปเรียนที่โรงเรียนปากช่องเหมือนเดิม

จากนั้น เขามีโอกาสสัมผัสเกมฟุตบอลถ้วย ค. และ ข. กับทีมท้องถิ่นชื่อ ปากช่อง ซิตี้ ซึ่ง “โต้” มีส่วนพา ทีมคว้าแชมป์ถ้วย ค. ได้สำเร็จ จนโค้ชของ ปากช่อง แนะนำให้ไปคัดตัวเป็นนักฟุตบอลโค้กคัพกับ อยุธยา เอฟซี เมื่อปี 2015 ก่อนได้รับเลือก และลงไปโชว์ฝีเท้าในทัวร์นาเม้นต์ดังกล่าว กระทั่งฟอร์มไปเตะตาทีมงานของสโมสร ไทยฮอนด้า เอฟซี และเรียกเขามาฝึกซ้อมจนได้เซ็นสัญญาเป็นนักเตะอาชีพเมื่อฤดูกาล 2016

เหตุผลที่ต้องรู้จักเขา

เป็นเวลา 1 อาทิตย์ ที่เด็กต่างจังหวัดอย่างเขาได้เข้ามาทดสอบฝีเท้าในเมืองกรุงกับ ไทยฮอนด้า เอฟซี ซึ่งตลอดเวลาเขาไม่เคยคิดฝันว่าจะมีชื่อติดเป็นหนึ่งในนั้น เพราะตัวเองไม่มีพื้นฐานด้านฟุตบอลเลย เดาะบอลก็ไม่ค่อยเป็น ทว่าสโมสรยังเชื่อมั่นในฝีเท้า และยื่นสัญญาอาชีพครั้งแรกให้กับเขา

ช่วงที่เข้ามาฝึกซ้อมกับทีมแรกๆ เขาไม่สามารถปรับตัวได้ และรู้สึกท้อจนคิดว่านี่อาจจะเป็นสิ่งที่ยากเกินไปสำหรับตัวเอง ทว่า ชัยวุฒิ วัฒนะ กัปตันทีมไทยฮอนด้าเวลานั้น (ปัจจุบันแขวนสตั๊ดแล้ว) เห็นอะไรบางอย่างในตัวเจ้าหนูรายนี้จึงยื่นมือเข้ามาช่วย และอาสาถ่ายทอดวิชาลูกหนังให้กับ “โต้” เริ่มตั้งแต่เบสิคขั้นพื้นฐานเป็นอย่างแรก

ทุกๆ วัน เขาและแข้งรุ่นพี่จะมาซ้อมก่อนเพื่อนร่วมทีมครึ่งชั่วโมงเสมอ หลังเสร็จสิ้นการซ้อมในสนามก็จะเปลี่ยนไปเสริมความแข็งแกร่งให้ร่างกายในฟิตเนสเป็นประจำจนฝีเท้าของเขาเริ่มพัฒนามากขึ้นกว่าเดิม  และได้ประเดิมสนามให้ต้นสังกัดเป็นครั้งแรก ในศึกโตโยต้า ลีกคัพ ที่เปิดบ้านแพ้ โอสถสภา 0-1 เมื่อฤดูกาล 2016 ที่ผ่านมา

แม้ตลอดทั้งซีซั่นจะได้เล่นเพียงฟุตบอลถ้วยแค่ 2 นัด แต่ก็ไม่ได้สัมผัสเกมลีกเลยแม้แต่ครั้งเดียว ทว่าสโมสรกลับตัดสินใจยื่นสัญญาฉบับใหม่ให้กับเขาต่อไป จนกระทั่งเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เขาก็ได้โอกาสสำคัญในชีวิต เมื่อถูกเรียกเข้าไปฝึกซ้อมกับทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี และลงอุ่นเครื่องในเกมพบ พีทีที ระยอง กับ โปลิศ เทโร ซึ่งเขาได้ลงสนามครบทั้ง 2 เกม

ส่วนผลงานกับสโมสรในฤดูกาลนี้ เขาได้รับโอกาสลงเล่นในลีกสูงสุดครั้งแรกของชีวิตเป็นที่เรียบร้อย ในนัดที่ ไทยฮอนด้า บุกพ่าย สุพรรณบุรี เอฟซี 1-2 โดยเจ้าตัวถูกส่งลงเล่นในฐานะ 11 คนแรกอีกด้วย

รู้หรือไม่

จริงๆ แล้วเขาไม่ค่อยชอบฟุตบอล โดยช่วงหนึ่งเขาได้ไปแข่งตามรายการต่างๆ ในจังหวัด แต่กลับไม่ได้ลงสนามเสียที ทำให้ถึงกับฉุกคิดว่านี่อาจไม่เหมาะกับตัวเองเท่าไหร่ จึงตัดสินใจหันหลังให้กับฟุตบอล และไปเล่นกีฬาชนิดอื่นแทน ก่อนกลับมาเล่นจริงจังตอนอายุ 16 ปี ซึ่งเวลานั้นเขากลายเป็นคนที่ชอบเกมลูกหนังถึงขั้นโดดเรียน เพื่อไปเตะฟุตบอลจนการเรียนดิ่งเหว ติดศูนย์ทุกตัวมาแล้ว

ครั้งหนึ่ง “โต้” เคยโดนดูถูกว่าฝีเท้าของเขาไม่มีประโยชน์สำหรับทีม เซ็นเข้ามาก็เล่นไม่ได้จนตัวเองรู้สึกท้อแท้อย่างมาก แต่ก็ได้รุ่นพี่อย่าง ชัยวุฒิ วัฒนะ คนเดิมที่คอยพร่ำสอนทั้งเรื่องใน และนอกสนาม กระทั่งท้ายที่สุดก็สามารถลบคำสบประมาทดังกล่าวไปได้ และกลายเป็นหนึ่งในนักเตะไทยฮอนด้า ชุดทำศึกไทยลีกมาจนถึงทุกวันนี้

นอกจากนี้ ปราการหลังดาวรุ่งวัย 21 ปี นับเป็นอีกหนึ่งแข้งสู้ชีวิตที่ผ่านอุปสรรคมาไม่น้อย เพราะด้วยความที่ฐานะทางบ้านยากจนตั้งแต่เด็ก เขาจึงคิดเสมอว่าอยากจะช่วยเหลือ และแบ่งเบาภาระให้แม่มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

จริงๆ แล้วเขาไม่ค่อยชอบฟุตบอล โดยช่วงหนึ่งเขาได้ไปแข่งตามรายการต่างๆ ในจังหวัด แต่กลับไม่ได้ลงสนามเสียที ทำให้ถึงกับฉุกคิดว่านี่อาจไม่เหมาะกับตัวเองเท่าไหร่

หลังจบ ม.6 “โต้” ตัดสินใจขอคุณแม่ว่า จะไม่เรียนต่อในระดับปริญญาตรี เพราะคิดว่าหากต้องศึกษาในระดับที่สูงขึ้น ค่าใช้จ่ายก็จะเยอะตามไปด้วย อาจจะต้องกู้หนี้ยืมสินมาใช้จ่ายตลอดเวลา ซึ่งตัวเองก็อยากจะทำตามความฝันเป็นนักฟุตบอลอาชีพให้สำเร็จจึงเลือกที่จะหันหน้าเข้าหาเส้นทางลูกหนังอย่างเต็มตัว แน่นอนว่า แม่ของเขาไม่เห็นด้วยอย่างมาก และขอร้องให้กลับไปเรียนต่อให้จบ แต่ “โต้” ยังคงยืนยันคำเดิมโดยมีคำมั่นสัญญาว่า ถ้าอายุถึง 23 ปี หากยังไม่ได้เล่นฟุตบอลอาชีพก็พร้อมจะกลับมาสมัครตำรวจซึ่งเป็นอาชีพที่แม่ของเขาหวังไว้ เพราะคุณพ่อของเขาเคยเป็นตำรวจมาก่อน แต่ท้ายที่สุด เขาก็ได้เดินตามความฝันเป็นนักฟุตบอลอาชีพได้สำเร็จ ซึ่งเงินเซ็นสัญญานักเตะอาชีพครั้งแรก เขาส่งกลับไปให้คุณแม่เกือบทั้งหมด

ทุกวันนี้ “โต้” ในฐานะลูกคนกลางยังคงส่งเงินให้ทางบ้านเรื่อยมา โดยจะสำรองเงินค่ากิน ค่าห้องพักของตัวเองไว้ให้ประหยัดที่สุด ส่วนที่เหลือก็จะส่งกลับไปให้คุณแม่ เพื่อช่วยค่าใช้จ่ายทางบ้าน และเขามีน้องชายอีกคนที่กำลังเดินตามฝันสู่การเป็นนักฟุตบอล ซึ่งปัจจุบันกำลังศึกษาอยู่ที่สถาบันลูกหนังชื่อดังอย่างสวนกุหลาบวิทยาลัยปทุมธานี

จุดแข็ง

ความแข็งแกร่ง เข้าสกัดคู่ต่อสู้ได้เด็ดขาดคือจุดเด่นที่เขามี เพราะ “โต้” จัดเป็นปราการที่รูปร่างสูงใหญ่ ซึ่งเกมแรกในศึกไทยลีกต้องเจอกับทีมที่อุดมไปด้วยขุมกำลังแนวรุกชั้นยอดอย่างสุพรรณฯ แม้จะจบลงด้วยความพ่ายแพ้ แต่เขาก็สามารถพิสูจน์ให้เห็นว่าตัวเองมีดีพอสำหรับเกมบนลีกสูงสุดแค่ไหน

จุดอ่อน

แม้จะเต็มเปี่ยมไปด้วยความแข็งแกร่ง แต่ก็ยังมีจุดผิดพลาดให้เห็นอยู่บ้างในเรื่องของการอ่านเกม เพราะตำแหน่งกองหลังตัวกลางนั้นต้องอาศัยประสบการณ์ไม่น้อย แต่ด้วยวัยเพียง 21 ปี หนทางยังอีกยาวไกล ยังมีหลายสิ่งให้เขาได้เรียนรู้ และพัฒนาฝีเท้าของตัวเองให้ดีขึ้นในอนาคต

โปรดติดตามตอนต่อไป

จริงอยู่ที่เขาได้ลงประเดิมสนามเป็นครั้งแรกในเกมลีกสูงสุด แต่เขาก็รู้ดีว่าการต่อสู้เพื่อแย่งตำแหน่งภายในทีมย่อมดุเดือดกว่าเดิม และยิ่งต้องใช้ความพยายามมากขึ้น ซึ่งประสบการณ์ที่มีของตนเองก็ถือว่ายังน้อยอยู่ แต่ก็ขอมุ่งมั่นทำผลงานให้ดีสุด โดยหวังว่า สักวันหนึ่งผลงานกับสโมสรที่ดีจะเป็นบันไดไปสู่ทีมชาติไทย ชุดใหญ่ในอนาคต