Inside Dortmund : ก้าวต่อไปของเสือเหลือง

ในปี 2013, FourFourTwo ได้รับโอกาสไปชมการฝึกซ้อมกับ โบรุเซีย ดอร์ทมุนด์ และวันนี้ เรากลับมาอีกครั้ง พร้อมกับพูดถึงความเปลี่ยนแปลงและเรื่องราวต่างๆตลอดสามปีมานี้ในถิ่นที่มีจำนวนแฟนบอลเข้าชมเกมเฉลี่ยต่อนัดมากที่สุดในโลก..

ในฤดูกาลนี้ ทีมดังแห่งเยอรมัน กำลังอยู่ในช่วงถ่ายเลือดใหม่อย่างแท้จริง โดยหลักๆคือ พวกเขาเปลี่ยนหัวโขนผู้จัดการทีมใหม่ จาก เจอร์เก้น คล็อปป์ และเป็น โธมัส ทูเคิ่ล ซึ่งนำพาหลายสิ่งหลายอย่างใหม่ๆเข้ามาสู่สโมสรแห่งนี้ พร้อมกับนักเตะใหม่ที่เข้ามาแทนยุครุ่งเรื่อง ชุดแชมป์บุนเดสลีก้าเมื่อหลายปีก่อน

แต่บอกได้เลยว่า ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน ดอร์ทมุนด์ ก็ยังเป็น ดอร์ทมุนด์ เสมอ…

ย้อนกลับไปเมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว ทีมงาน FFT ต่างประเทศ มีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมแคมป์ฝึกซ้อมของยักษ์ใหญ่รายนี้ โดยตอนนั้น ดอร์ทมุนด์ เพิ่งได้แชมป์ลีกมาจากฤดูกาลที่แล้ว ทว่าปีนั้น พวกเขากำลังตามหลังจ่าฝูงอย่าง บาเยิร์น มิวนิค อยู่พอสมควร

การฝึกซ้อมของ “เสือเหลือง” ทำให้เหล่าทีมงาน FFT ตกตะลึง เมื่อพวกเราเห็นถึงความเอาจริงเอาจังของโค้ชทุกคน ความตั้งใจของผู้เล่น ความกระหายที่จะซ้อม และที่สำคัญที่สุด คือ เหล่าบรรดาแฟนบอลที่ตามมาให้กำลังถึงสนามซ้อมอย่างคับคั่ง

อีกไม่กี่เดือนต่อมา ดอร์ทมุนด์ ไปไกลถึงรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก โดยลูกทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ พิชิตตัวเต็งอย่าง เรอัล มาดริด ที่นำโดย คริสเตียนโน่ โรนัลโด้ และผองเพื่อน มาได้ พร้อมกับทำให้เกิด “ออล เยอรมัน ไฟนอล” ได้เป็นครั้งแรก และแม้สุดท้ายพวกเขาจะไปไม่ถึงฝั่งฝัน แต่อย่างน้อย ทีมที่ไม่ได้มีซุปเปอร์สตาร์มากมายอย่าง ดอร์ทมุนด์ ก็สามารถไปอยู่ในใจแฟนบอลทั่วโลกได้หลายคน

สนิทกับแฟนบอลสุดๆ

อย่างในอังกฤษนั้น ทีมดังแห่งเมืองเบียร์ ก็เป็นที่ชื่นชอบของคอบอลผู้ดีเช่นกัน โดยสถิติจาก สำนักข่าวบีบีซี ระบุว่า “ในทุกเกม จะมีแฟนบอลจากสหราชอาณาจักรไปเชียร์ ดอร์ทมุนด์ ที่ เวสต์ฟาเล่น สตาดิโอน ถึงเกมละ 1,000 คน”

นอกจากนี้ “เสือเหลือง” ยังครองสถิติเป็นทีมที่มีผู้ชมเกมในบ้านมากที่สุดในยุโรป ทั้งยังได้รับการยกย่องจากนิตยสาร Sports Venues(มกราคม 2016) ว่า เป็นทีมที่มีผู้สนับสนุนที่ดีที่สุดในโลก เป็นอันดับ 2 (วัดจากจำนวนแฟนๆที่เข้าชมเกมในบ้าน) โดยเป็นรองเพียง ทีมอเมริกันฟุตบอลชื่อดังอย่าง ดัลลัส คาวบอยส์ เท่านั้น

คำถามที่น่าสนใจก็คือ ทำไมพวกเขาถึงยังครองสถิติเช่นนี้อยู่ ทั้งๆที่ ดอร์ทมุนด์ ไม่สามารถคว้าแชมป์รายการใหญ่ได้เลยตลอดสามปีที่ผ่านมา? ซึ่งทีมงาน FFT ใช้เวลาหลายวันในการคลุกคลี พร้อมกับพูดถึงกับ โค้ช ผู้เล่น และแฟนๆ เพื่อหาคำตอบเหล่านี้..

ข้อแรก คือ สไตล์การเล่นที่ถูกอกถูกใจแฟนๆ โดยในยุคสมัยของ คล็อปป์ พวกเขาก็ใช้ปรัชญา “เกนเก้เพรซซิ่ง” เหมือนกับที่ ยอดกุนซือชาวเยอรมัน กำลังพยายามติดตั้งระบบนี้ที่ ลิเวอร์พูล ซึ่งในเมื่อนักเตะยังวิ่งไม่มีหมด แล้วแฟนๆจะทิ้งทีมไปได้อย่างไร

เช่นเดียวกับ วิถีการคุมทีมข้างสนามของ คล็อปป์ ก็เป็นที่ชื่นชอบของสาวกลูกหนังไม่แพ้กัน เพราะหากลองเทียบกับ หลุยส์ ฟาน กัล ดู เราคงพอได้คำตอบว่า แฟนๆอยากเห็นผู้จัดการทีมเป็นแบบไหนกัน(ฮา)

และแม้ยุคสมัยของ คล็อปป์ จะผ่านพ้นไป พร้อมกับการเข้ามาใหม่ของ โธมัส ทูเคิ่ล หลายสิ่งหลายอย่างก็ยังเหมือนเดิม โดย ทูเคิ่ล เพียงแต่นำพาปรัชญาครองบอล มาใช้กับทีมมากขึ้น..

“ทุกครั้งที่โค้ชใหม่มา เราต้องเปลี่ยนสไตล์การเล่นบ้าง” มาร์เซล ชเมลเซอร์ แบ็คซ้ายที่อยู่กับทีมมากว่า 10 ปีบอกกับ FourFourTwo “ตอนนี้ เราทุกคนเก็บบอลไว้กับตัวนานกว่าเดิมเยอะ”

สาเหตุหนึ่งที่ ทูเคิ่ล เลือกใช้แท็คติคนี้ เพราะว่า หลายทีมในบุนเดสลีก้า หันมาใช้แผนการเล่นแบบรับลึกกับพวกเขา เพราะ ถือว่า ดอร์ทมุนด์ อยู่ในระดับเดียวกับ บาเยิร์น มิวนิค

“ตอนนี้ วิธีการที่จะไปซุ่มดูฟอร์มคู่แข่งที่ดีที่สุด คือ ไปดูเกมที่พวกเขาเล่นกับ บาเยิร์นฯ” ชเมลเซอร์ กล่าวติดตลก “ทุกทีมพยายามตั้งรับลึกเมื่อเจอพวกเขา ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกับที่พวกเราเจอ ดังนั้น การเรียนรู้วิธีการเจาะของบาเยิร์นฯ ก็เป็นเรื่องที่มีประโยชน์ไม่เบา”

อย่างไรก็ตาม ชเมลเซอร์ บอกว่า ปรัชญาของ คล็อปป์ ยังไม่จางหายไปจากถิ่น เวสต์ฟาเล่น สตาดิโอน แน่นอน

“หัวใจของทีมยังไม่เปลี่ยน” ดาวเตะทีมชาติเยอรมันกล่าว “บรรดาทีมงานโค้ชใหม่เลือกจะเก็บมันเอาไว้ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะนั่นแสดงให้เห็นว่า วิถีแบบเกเก้นเพรสซิ่ง กลายเป็นวิถีทางของสโมสรไปแล้ว และคราวนี้เรากำลังเพิ่มปรัชญาการครองบอลเข้าไปด้วย”

Pages