อิทธิพลของโซเชี่ยลมีเดียที่กำลังฆ่าเกมลูกหนัง

โซเชียลมีเดียได้มอบอะไรหลายอย่างให้กับทั้งสโมสรฟุตบอลและแฟนๆ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีด้านมืดเลยเสียทีเดียว และ ชาส นิวคีย์-เบอร์เด้น คอลัมนิสต์โฟร์โฟร์ทูผู้รู้ดีเกี่ยวกับเรื่องนี้จะมาชี้ให้เห็นถึงอิทธิพลของทวิตเตอร์และเฟซบุ๊คที่มีต่อเกมลูกหนังในปัจจุบันให้คอบอลได้ทราบกัน...

ตลาดซื้อขายนักเตะถือเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยข่าวลวง ซึ่งพอตลาดเปิดแต่ละครั้งบรรดาเจ้ากรมข่าวลือบนคีย์บอร์ดทั้งหลายก็จะคอยมโนว่าใครย้ายไปเล่นให้ทีมไหนบ้าง

แม้พวกเขาจะสถาปนาตัวเองว่าเป็น ‘วงใน’ ก็จริง แต่ก็มักจะชอบสร้างกระแสความสนใจแบบกลวงๆ ให้แฟนบอลที่มักจะชอบเสพข่าวสารพวกนี้อยู่แล้วได้วาดฝันกันเสมอๆ

มันก็เป็นการสร้างความหวังอารมณ์เดียวกับตอนที่ทีมรักตามหลัง 2-0 ขณะที่เหลือเวลาอีก 5 นาที แล้วเซ็นเตอร์ฮาล์ฟของคุณบังเอิญได้บอลตรงหน้าปากประตูฝั่งตรงข้ามจนทำให้อะดรีนาลีนในตัวสูบฉีดออกมานั่นแหละ และความหวังอันเดียวกันนี้เองที่ทำให้คุณเชื่อว่านี่จะเป็นปีของทีมโปรดของคุณ แม้ว่าความจริงแล้วมันจะไม่ได้ใกล้เคียงเลยแม้แต่สัปดาห์เดียวก็ตาม

ผมขอบอกไว้เลยว่าเนย์มาร์กำลังมาอาร์เซนอล

ใช้โซเชียลมีเดียปั่นกระแส

สิ่งที่พวก ‘วงใน’ ชอบเล่นมากที่สุดคือการสร้างเรื่องราวที่เป็นแบบเอ็กซ์คลูซีฟให้ดูเหมือนกับว่าเอามาจากเบื้องหลังของสโมสรเพื่อสร้างความฮือฮาให้กับแฟนบอล ซึ่งนี่ถือเป็นไม้เด็ดที่มักจะจุดประเด็นให้โหมกระพือได้เสมอโดยใช้ทวิตเตอร์และเฟซบุ๊คในการปั่นกระแส!

ซึ่งเมื่อตอนต้นเดือนมกราคมคุณคงเคยได้ยินเรื่องที่มีการอำอะไรพวกนี้มาบ้าง เมื่อบล็อกที่ทำข่าวเกี่ยวกับนอริชเจ้าหนึ่งเกิดนึกสนุกลือขึ้นมาในทวิตเตอร์ว่า จอร์จ ซานตายานา นักปรัชญาชาวสแปนิชที่เสียชีวิตตั้งแต่ปี 1952 จะเข้ามารับงานคุมทีม “นกขมิ้นเหลืองอ่อน”

ซานตายานาบอกกับนอริชว่าอย่าเซ็นนักเตะท่าดีทีเหลวแบบ ริคกี้ ฟาน โวล์ฟสวิงเคล มาอีกเด็ดขาด

ซึ่งแน่นอนว่าข่าวลือที่ซานตายานาจะเซ็นกับนอริชแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว เมื่อแฟนๆได้รีทวีตมันและแม้แต่สื่อกระแสหลักยังพากันลงข่าว จนในที่สุดทวิตเตอร์อย่างเป็นทางการของสโมสรต้องเข้ามารับมุกด้วย โดยระบุว่านักเขียนผู้ล่วงลับรายนี้ไม่ผ่านการตรวจร่างกายเลยทำให้ชวดงานที่คาร์โรว์ โร้ด ซะอย่างนั้น

โกหกหน้าตาย

การเต้าข่าวลือย้ายทีมมีมาก่อนสังคมออนไลน์จะบูมเสียอีก โดยสมัยก่อนคนขับแท็กซี่เกือบทุกคนจะเล่าให้ผู้โดยสารฟังอย่างภาคภูมิใจว่าตัวเองรู้จักกับพนักงานในบาร์ที่นักเตะเป็นเจ้าของอยู่ ดังนั้นจึงรู้ดีว่ามีความเคลื่อนไหวอะไรบ้าง ซึ่งตอนจบก็มักลงท้ายว่า โรแบร์โต้ คาร์ลอส กำลังจะย้ายมาร่วมทีมโปรดของคุณ แต่มันก็ไม่เคยเกิดขึ้นเลย

นอกจากนี้เรายังเคยชินกับเรื่องราวไร้สาระที่ปรากฏอยู่ตามหน้าหนังสือพิมพ์มาอย่างยาวนาน ซึ่งบรรดานักข่าวต่างตกอยู่ภายใต้ความกดดันที่จะต้องสร้างข่าวลือที่มันขายได้ ไม่ว่าจะมาจากเอเย่นต์หรือมโนขึ้นมาเองก็ตาม

อย่างไรก็ดีแม้แต่หนังสือพิมพ์เกรดต่ำที่สุดก็ยังดูสูงขึ้นมาทันทีเมื่อเทียบความแม่นยำกับพวก ‘วงใน’ ที่อาศัยห้องนอนพ่อแม่กุข่าวอันน่าขำแต่รวดเร็วฉับไวออกมา

บุคคลวงในผู้มีชื่อเสียงกำลังทำลายวงการฟุตบอลด้วยข่าวลือเที่ยวล่าสุด

ซึ่งที่จริงแล้วสื่อตัวจริงน่าจะออกมาแฉพวกนี้ โดยสกายสปอร์ตส์น่าจะทำการถ่ายทอดสดถึงหน้าประตูบ้านของพวกสารเลวอย่าง เจเรมี ไคล์, ไมเคิล คริก และ โรเจอร์ คุ๊ก ที่ชอบทวีตหลอกชาวบ้านด้วยการถอดหน้ากากพวกมันออกมาในช่วงตลาดใกล้วายแล้วสัมภาษณ์ว่า “คุณบอกเรามาตลอดว่า กอนซาโล อิกวาอิน ย้ายไปอาร์เซนอล แล้วคุณจะบอกกับสาธารณชนว่ายังไง?”

ความหวังจอมปลอม

การย้ายที่เกิดขึ้นจริงนั้นได้ทำให้เกิดสิ่งที่น่าเบื่อขึ้นมาอย่างหนึ่งก็คือผู้เชี่ยวชาญตัวปลอม โดยเวลามีนักเตะต่างชาติคนหนึ่งที่ไม่มีชื่อเสียงมาก่อนหน้านั้นเซ็นสัญญากับสโมสรในสหราชอาณาจักร แฟนบอลพวกนี้จะใช้เวลา 20 นาทีในการเสิร์ชชื่อนักเตะจากกูเกิ้ล ก่อนจะแสดงตัวเป็นผู้รอบรู้ทั้งบนทวิตเตอร์และเฟซบุ๊คด้วยการนำเสนอข้อมูลทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของนักเตะคนดังกล่าว

เท่านั้นยังไม่พอบรรดา ‘ผู้เชี่ยวชาญ’ ยังประกอบข้อมูลอย่างลวกๆเกี่ยวกับนักเตะใหม่ที่สามารถทำให้แฟนๆเกิดความคาดหวังที่สูงขึ้นจนผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริงอย่างมาก ด้วยคลิปวีดิโอรวมจังหวะสวยๆที่สะพัดไปทั่วโลกออนไลน์ในปัจจุบัน

กว่าที่คุณจะรู้ว่ากองกลางอเนกประสงค์ผู้เปี่ยมด้วยประสิทธิภาพและมีเทคนิคแพรวพราวทั้งลูกตอกส้น รวมถึงการยิงประตูอันสุดสวยแบบเมสซีอย่างที่เห็นในไวน์หรือยูทูบแท้จริงเป็นอย่างไรก็สายไปแล้ว อารมณ์เดียวกับตอนที่เราเห็นเซลฟี่หน้าสดสาวๆบนอินสตาแกรมนั่นแหละ

สังคมก้มหน้า

เทคโนโลยีได้มอบอะไรให้เกมลูกหนังมากมายแต่ก็ได้พรากอะไรไปจากมันไม่น้อยเช่นกัน เมื่อก่อนเราเคยชมเกมฟุตบอลที่อยู่ตรงหน้าในสนามหรอจอโทรทัศน์แบบตาไม่กระพริบ แต่ตอนนี้มีหลายคนที่หันมาดูผ่านมือถือและแท็บเล็ตกันมากขึ้น คุณจะสามารถเห็นได้ในวันแข่งว่าพวกเขาจะถ่ายรูปเซลฟี่ทั้งในและนอกสนาม แล้วก้มหน้าก้มตาดูเกมบนมือถือของตัวเอง

ขณะเดียวกันแฟนบอลคนอื่นๆที่นั่งบนอัฒจันทร์ก็จะเปิดดูหน้าฟีดในโซเชียลเน็ตเวิร์ค และจะเงยหน้าขึ้นมาตอนที่ได้ยินเสียงฮือฮาจากผู้ชมคนอื่นเท่านั้น เมื่อแฟนบอลหลายคนถูกดึงความสนใจไปที่มือถือทำให้ส่งเสียงเชียร์กันน้อยลงจนเกิดบรรยากาศอันน่าเบื่อเพิ่มมากขึ้น

หยอดมุกลงในโซเชียลมีเดียยังบันเทิงกว่าดูลูกทีมของ หลุยส์ ฟาน กัล ลงเล่น

แต่สถานที่ๆแฟนๆเข้าไปมีส่วนร่วมกันอย่างเข้มข้นกลับเป็นทวิตเตอร์และเฟซบุ๊ค ซึ่งมักจะแข่งกันทวีตและอัพสเตตัสแสดงความความเห็นแทบจะทุกครั้งที่มีการทำประตูเลยทีเดียว

ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่แฟนบอลยุคหลังจะดูที่ผลแพ้ชนะมากกว่า กลายเป็นว่าการเชียร์ด้วยใจที่ไม่ต้องมีเหตุผลมาประกอบกลายเป็นเรื่องโบราณไปเสียแล้ว ถึงแม้ว่าแฟนบอลบนทวิตเตอร์หรือเฟซบุ๊คจะชอบคอมเม้นต์ด้วยอารมณ์ล้วนๆ แบบเหตุผลไม่ค่อยมีก็ตามที

อารมณ์ขันเหือดหาย

เมื่อนึกย้อนไปถึงตอนที่ชมเกมในช่วงทศวรรษที่ 1980 ไปจนถึง 90 เสียงหัวเราะมักจะเข้ามาเป็นส่วนสำคัญของความทรงจำอยู่บ่อยครั้ง แม้แต่ช่วงเวลาที่ย่ำแย่ โดยเฉพาะช่วงเวลาอันย่ำแย่นี่แหละคือตัวสร้างเสียงหัวเราะชั้นดีเลยทีเดียว

แต่เรื่องตลกที่ดูเหมือนไม่น่าจะเป็นเรื่องตลกนี่เองดูเหมือนจะหายไปจากแฟนบอลทุกที และถูกแทนที่ด้วยอีโก้, ความผิดหวัง และความเกลียดชังไม่มีที่สิ้นสุด ทำไมเราต้องดรามากันขนาดนั้น? เป็นเรื่องยากที่จะบอกว่าโซเชียลมีเดียไม่ได้เป็นต้นตอที่ทำให้เกิดเรื่องดังกล่าว ในเมื่อมันเกิดขึ้นบนทวิตเตอร์และเฟซบุ๊คอยู่เป็นประจำ

ร่าเริงหน่อยทุกคน เพราะอีกไม่กี่วันตลาดนักเตะก็จะปิดแล้ว และจากกระแสในทวิตเตอร์ตอนนี้ ฟรีดริช นิตซ์เช นักปรัชญาชาวเยอรมันผู้ล่วงลับอีกคนก็พร้อมเสมอที่จะบินมาคุยเรื่องสัญญากับทีมรักของคุณนะ