กาลครั้งหนึ่งในยุโรป : 2 ปีที่เยอรมันของดรีมทีมผู้ถูกลืม ...โกวิทย์ ฝอยทอง

อดีตแบ็กซ้ายดรีมทีม ผู้ยอมทิ้งโอกาสลงเล่น เอเชียนเกมส์ในแผ่นดินเกิด เพื่อไปล่าฝันที่เยอรมัน เป็นเวลา 2 ปี… จริงหรือไม่? ที่เขาเคยปฏิเสธข้อเสนอจากทีมระดับบุนเดสลีก้า ติดตามเรื่องราวชีวิตจริงของ “ซิกล้วย” ในเมืองเบียร์ได้ที่นี่

“ผมมีเวลาตัดสินใจ 3 วัน ให้ผมเลือกระหว่าง ไปเยอรมัน ตามที่ได้ทุนจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ หรือปฏิเสธโอกาสนี้ เพื่อเล่นเอเชียนเกมส์ ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ  เชื่อไหมว่า ผมกินไม่ได้นอนหลับเลย สุดท้ายผมก็ตัดสินใจ ไปเยอรมัน เพราะไม่รู้ว่าชีวิตจะมีโอกาสแบบนี้อีกไหม”

นี่คือคำบอกเล่าจากปากของ “เอ๋” (ชื่อเล่นจริงๆ) โกวิทย์ ฝอยทอง ถึงวินาทีตัดสินใจทิ้งชีวิตนักเตะทีมชาติไทย ชุดดรีมทีมอันลือเลื่อง สู่เดินทางไปสู่ดินแดนทางตอนใต้ของประเทศเยอรมัน เพียงลำพังเป็นเวลานานถึง 2 ปี

... ย้อนกลับไปในวัยเด็ก โกวิทย์ เติบโตในครอบครัวที่ประกอบทำนา ในอำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี จากจุดเริ่มต้นที่ว่า “ฟุตบอลไม่ใช่กีฬาที่เขาชอบ และนักฟุตบอลไม่เคยเป็นอาชีพที่อยู่ในหัว”

แต่ด้วยความจำเป็นของโรงเรียนขนาดเล็ก ทำให้ต้องเอานักวิ่งอย่าง โกวิทย์ มาหัดเล่นฟุตบอล กระทั่งได้เห็นนักเตะทีมชาติไทยอย่าง วิทยา เลาหกุล และ ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ทางทีวี ก็เริ่มทำให้เขาเปลี่ยนความคิดที่จะเล่นฟุตบอลจริงจังมากขึ้น เพราะอยากออกทีวีบ้าง แต่ความฝันของเขายังคงแน่วแน่ที่จะอยากจะเป็น "วิศวกร"

โกวิทย์ เข้ามาเรียนต่อในเมืองหลวง ควบคู่กับการเล่นฟุตบอลให้กับ ทีม สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ภายใต้การปลุกปั้นของ “น้าอ๋อย” ดำรงศักดิ์ บุญญานันท์ ที่เจ้าตัวยกให้เป็นพ่อบุญธรรม จากนั้น โกวิทย์ มีชื่อติดทีมชาติไทย ไล่มาตั้งชุด ยู-16 รุ่นเดียวกับ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง, วัชรกร อันทะคำภู, ชูเกียรติ หนูสลุง ต่อยอด จนมาถึงทีมชาติไทยชุดใหญ่ (ยุคดรีมทีม)

ตลอดการรับทีมชาติไทย เจ้าตัวยึดตำแหน่ง แบ็กซ้าย ตัวจริงมาได้ตลอด ด้วยสไตล์การเล่นที่ใจสู้ วิ่งขึ้นลงได้ตลอด เคยผ่านทัวร์นาเมนต์ต่างๆมากมาย ทั้ง เมอร์ไลออนส์ คัพ (ฟุตบอลฉลองเอกราชสิงคโปร์), คิงส์ คัพ, ชิงแชมป์อาเซียน, เอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 12, เอเชียน คัพ, ฟุตบอลโลก รอบคัดเลือกฯ จนมาถึงวันที่ขอถอนตัวออกจากทีมชาติไทย ชุดเตรียมสู้ศึก เอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 13 ที่ประเทศไทย

เอเชียนเกมส์ ครั้งนั้น จบลงด้วยการคว้าอันดับ 4 มาครองได้อย่างยิ่งใหญ่ การขาด โกวิทย์ ฝอยทอง ทำให้ ดุสิต เฉลิมแสน (เดิมเล่นตำแหน่ง กองกลาง) ถูกถอยมาเล่น แบ็กซ้ายเป็นครั้งแรก ก่อนจะกลายเป็นตำแหน่งแจ้งเกิด ที่ทำให้ ดุสิต ก้าวไปถึงรางวัล “ดาราเอเชีย”

ในขณะที่บรรดาเพื่อนร่วมทีม กำลังอิ่มเอมกับช่วงเวลาแห่งความสำเร็จของ ทีมชาติไทยชุดดรีมทีม…ช่วงเวลาเดียวกันนั้น โกวิทย์ ฝอยทอง กำลังเริ่มต้นการผจญภัยในต่างแดน กับประเทศเขาพูดภาษานั้นไม่ได้แม้แต่ประโยคเดียว

เยอรมันพันธุ์ปลาแดก

“ผมมาถึงสนามบินมิวนิค ตอนเวลาประมาณ ตี 4-5 ความรู้สึกเหมือนคนไม่รู้จุดหมายปลายทาง ยืนงงๆ ทำอะไรไม่ถูกจริงๆ จะพูดก็พูดภาษาเยอรมันไม่ได้ รออยู่หลายชั่วโมง จนรุ่งเช้า มีเจ้าหน้าที่จากกงสุลมารับ ถือเป็นความโชคดีของผม ที่ทาง สำนักงานทรัพย์สินฯ ได้ประสานกับคนที่นี่ และจัดการทุกอย่างไว้ให้เราแล้ว” นั่นคือความทรงจำแรกบนแผ่นดินดอยช์ลันด์ ของ โกวิทย์ ฝอยทอง

เขาจะสอนในหลายด้านๆ ทั้งเรื่องของแท็คติก การฝึกสอน ไปจนถึงฟิตเนส บางคลาสจะเชิญ ผู้ตัดสินระดับบุนเดสลีกามาสอน, บางคลาสมีคุณหมอ มาสอนเรื่องฟิตเนส หรือเอาโค้ชเก่งๆ ที่คุมทีมอาชีพจริงๆ มาเป็นวิทยากรด้วย

ในช่วงเดือนตุลาคม ปี 1998 ลมหนาวในฤดูใบไม้ร่วง พัดผ่านร่างกายของเขาให้รู้สึกเย็นหวิวๆ ไม่นานนัก รถของเจ้าหน้าที่กงสุล พา โกวิทย์ มาส่งยังวิทยาลัยทหารของเยอรมัน  ที่นี่เขาได้พบกับ บาบาราห์ สไตน์เลอร์ (เขายกให้เป็นแม่บุญธรรม) ผู้ที่ดูแล จัดการเรื่องที่พัก, ติดต่อเรื่องสถานที่เรียน แนะนำเรื่องการใช้ชีวิตและการปรับตัวในช่วงแรกๆของเขา

โดยมี ประจักษ์ นายทนายเรือหนุ่มชาวไทย ที่มาอยู่ เยอรมัน เข้าปีที่ 5 แล้ว เป็นเพื่อนสนิท ที่ทั้งคอยช่วยเหลือในหลายๆเรื่อง ตั้งแต่ขับรถรับ-ส่ง, สอนภาษา, สอนใช้คอมพิวเตอร์ ไปจนถึงสอนโปรแกรมแชท เพิร์ช 98 เพื่อติดต่อสื่อสาร

เขาพักอาศัยอยู่ย่านใจกลางเมืองมิวนิค เมืองหลวงของแคว้นบาวาเรีย (บาเยิร์น) ที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศเยอรมัน ก่อนเข้าศึกษา ในสถาบันสอนกีฬาแห่งหนึ่งของมิวนิค ที่เปิดสอนกีฬาหลากหลายประเภท ไม่เฉพาะแค่ฟุตบอลอย่างเดียว ลักษณะเหมือนกับโรงเรียนประจำ เปิดสอนวันจันทร์-ศุกร์ (เสาร์-อาทิตย์ หยุด)

“มันไม่เหมือนการอบรมไลเซนส์นะ เหมือนเรามาเรียนหนังสือมากกว่า ต้องจ่ายค่าเทอม ค่าโน้นค่านี้ ตีแล้วสองปี หลักล้านบาทเลย แต่ว่าตรงนี้ทางสำนักทรัพย์สิน เขาจัดการให้หมด”

“เขาจะสอนในหลายด้านๆ ทั้งเรื่องของแท็คติก การฝึกสอน ไปจนถึงฟิตเนส บางคลาสจะเชิญ ผู้ตัดสินระดับบุนเดสลีกามาสอน, บางคลาสมีคุณหมอ มาสอนเรื่องฟิตเนส หรือเอาโค้ชเก่งๆ ที่คุมทีมอาชีพจริงๆ มาเป็นวิทยากรด้วย ทำให้ผมได้ทั้งเพื่อน และได้รู้จักคนเยอะขึ้น”

ที่นี่ โค้ชอาชีพหลายคนผลัดเปลี่ยนหมุนมาสอน หนึ่งในนั้นคือ ลุดวิก ทริเฟลเนอร์ เฮดโค้ชของ เอสเพา โลโฮฟ (SV Lohhof) ที่บังเอิญสะดุดตากับ โปร์ไฟล์ของลูกศิษย์ในชั้นเรียนที่มีดีกรีระบุว่าเป็น “นักฟุตบอลทีมชาติไทย”

ลุดวิก จึงชวนให้ โกวิทย์ มาทดสอบฝีเท้าที่สโมสร เพื่อให้เห็นกับตา ก่อนที่แบ็กซ้ายดรีมทีม จะได้รับการเซ็นสัญญาอาชีพทันที หลังจากย้ายมาอยู่ที่นี่ 3 เดือน ได้เงินตกเดือน ตีเป็นไทย ตกอยู่ราวๆ 75,000 บาท (เมื่อประมาณ 19 ปีที่แล้ว) พร้อมกับย้ายที่พักมาอยู่ ทาวน์เฮาส์ 3 ชั้น ย่านอุนเตอร์ชไนฮาม ที่สโมสรเช่าไว้ให้เจ้าตัว พักอาศัยตลอดการค้าแข้ง

หมู่บ้านที่อยู่ อุนเตอชไนฮาม

ความจริงก่อนหน้านี้ เขาเกือบได้เป็นสมาชิกของ อุนเตอร์ฮัคคิง ทีมในระดับ ลีกา 2 (ลีกรองจากบุนเดสลีกา) โดยมีโอกาสได้ทดสอบฝีเท้า จากการรู้จักโค้ชทีมนอกลีกคนหนึ่ง ชาวตุรกี (ที่ทำหน้าที่เอเยนต์กลายๆให้กับเขาตลอดช่วง 2 ปีที่เยอรมัน) ที่เห็นแวว และติดต่อกับ ลอเรนซ์ กุนเทอร์ คอสเนอร์ กุนซือทีมอุนเตอร์ฮัคคิง เพื่อขอนำตัวนักเตะไทยรายนี้ไปเทสต์แข้ง

โกวิทย์ ได้ลงฝึกซ้อมท่ามกลางนักเตะดาวดังของทีมอย่าง โจเชน ไซท์ซ (Jochen Seitz) ที่เวลาต่อมาได้ย้ายไปค้าแข้งบนลีกสูงสุดกับ สตุ๊ทการ์ท โกวิทย์ ถูกสต๊าฟฟ์โค้ชของทีม จับตามองถึงฝีเท้า เขาถูกทดสอบให้ยิงผ่านผู้รักษาประตู 20 ลูก ปรากฏว่า เขายิงเข้าทุกลูก และทำได้ดีในทุกฐานการฝึก จนโค้ชคอสเนอร์ และทีมสต๊าฟฟ์ ถึงกับตาค้าง และเอ่ยปากว่า "สนใจ"

แต่เมื่อถามไถ่ถึงอายุ กลับพบว่า พ่อหนุ่มจากแดนสยาม มีอายุมากถึง 27-28 ปีแล้ว ซึ่งสโมสรไม่ค่อยนิยมเซ็นสัญญากับนักเตะอายุมาก เนื่องจากเป็นทีมที่เน้นการปั้นนักเตะดาวรุ่ง และส่งขายต่อให้กับทีมใหญ่ ประกอบกับการที่ โกวิทย์ ยังต้องมีภารกิจต้องเรียนหนังสือ หากต้องเล่นให้กับทีมอาชีพอย่าง อุนเตอร์ฮัคคิง (ต้องซ้อมสองเวลา เช้า-เย็น) อาจทำให้เขาต้องทิ้งการเรียนโค้ช เพื่อมาทุ่มเทกับทางนี้อย่างเดียว ซึ่งผิดวัตถุประสงค์ที่เขามาเยอรมัน ทั้งหมดทั้งมวลจึงเป็นเหตุผลที่เขาพลาดโอกาสนี้ไป

แต่หลังจากนั้น เขาได้รับการประสานงาน และจัดเรื่องใบโอนย้ายนักเตะ ผ่านทาง วรวีร์ มะกูดี เลขาธิการ สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ (ในเวลานั้น) ทำให้ท้ายที่สุด เอสเพา โลโฮฟ สามารถใส่ชื่อ โกวิทย์ ฝอยทอง เป็นนักเตะไทยหนึ่งเดียวที่ลงเล่นฟุตบอลอาชีพเยอรมัน ระดับ เรกิโอนัลลิกา (เหมือน T4 บ้านเรา) ในบาเยิร์น ลีก (ลีกทางตอนใต้)

-ชีวิตลูกหนังของเขาจะเป็นอย่างไรต่อไป การฝึกซ้อมท่ามกลางอุณหภูมิ -5 องศา, ทีมหมู่บ้านที่แสนอบอุ่น, และการลงเล่นในลีกอาชีพเยอรมัน ติดตามได้ในหน้าถัดไป-