กาลครั้งหนึ่งในยุโรป : การยิงประตูใส่อินเตอร์ มิลาน ครั้งนั้นของ ฟานดี้ อาหมัด

เรื่องจริงที่ฮอลแลนด์เป็นอย่างไร? ครั้งหนึ่ง ฟานดี้ อาหมัด นักเตะชาวสิงคโปร์เคยย้ายไปค้าแข้งกับ โกรนิงเก้น สโมสรจากประเทศ ฮอลแลนด์ เกิดอะไรขึ้นบ้างจากเหตุการณ์ครั้งนั้น จุดเริ่มต้นคืออะไร? และสิ่งใดทำให้เรื่องนี้จบลง และนี่คือคำตอบจากปากของเจ้าตัวเอง 

ฟานดี้ อาหมัด ถูกรบเร้าจากสื่อตั้งแต่ครั้งที่เขายังเป็นนักเตะจนกระทั่งก้าวขึ้นมาเป็นโค้ช คำถามเหล่านี้ก็ยังไม่หมดไป เรื่องของตำนานดาวยิงทีมชาติสิงคโปร์คือที่ต้องการมาโดยเสมอ

อย่างไรก็ตามเขาเริ่มจะเหนื่อยหน่ายต่อคำรบเร้าที่มีตลอดมาแบบไม่ได้หยุด ล่าสุด ฟานดี้ อาหมัด จะเล่าเรื่องนี้จากปากของเขาเองโดยมี FourFourTwo เป็นสื่อกลางที่จะนำสารจากเขาส่งถึงทุกคน ว่าแท้จริงแล้วอะไรกันแน่ที่เกิดขึ้นกับตำนานรายนี้?

มันเริ่มขึ้นได้อย่างไร?

ในปี 1982 ฟานดี้ เป็นยอดนักเตะที่ไม่ว่าจะย่างกรายไปทางไหนในประเทศสิงคโปร์ก็จะเป็นที่สนใจเสมอ ครั้งหนึ่งเขาได้ทดสอบฝีเท้ากับทีมระดับยักษ์ใหญ่อย่างอาหยักซ์ และสามสัปดาห์หลังจากนั้นเขาก็ได้รับสัญญาอาชีพเป็นระยะเวลาทั้งหมด 3 ปี

เรื่องราวมันออกจะน่าเเปลกใจเมื่อ ฟานดี้ โพล่งออกมาว่าเขาจะปฎิเสธข้อเสนอดังกล่าว ซึ่งข้อเสนอนี้จะทำให้เขาเป็นนักเตะสิงคโปร์คนแรกที่ได้ไปค้าแข้งระดับอาชีพในยุโรป แต่กลับเลือกที่จะย้ายไปค้าแข้งที่ อินโดนีเซีย กับ ไนแอ็ค มิตรา ทีมที่มีเพื่อนร่วมทีมชาติอย่าง เดวิด ลี รออยู่ก่อนเเล้ว

I got offered a three-year contract, but when I came back for a break and expected to sign (with Ajax) … my late grandmother wanted me to stay in the region

ขณะที่แฟนบอลต่างตั้งคำถามกับการกระทำที่ดูน่าสงสัยจนเกินมองข้าม เสียงวิจารณ์ดังระงมโดยเฉพาะประเด็นที่ว่า ฟานดี้ อาหมัด เป็นนักเตะใจเสาะกลัวจะคิดถึงบ้านหรือแม้แต่ไม่กล้าออกไปเผชิญโลกกว้างเพราะกลัวการล้มเหลว

ทุกอย่างจบลงตรงนี้เมื่อ ฟานดี้ เปิดเผยว่าแท้จริงแล้วการปฎิเสธข้อเสนอใหญ่ยักษ์ขนาดนั้นนั่นก็เพราะว่าเรื่องของความ "กตัญญู"

"ผมได้รับข้อเสนอ 3 ปี แต่เมื่อผมกลับจากการพักผ่อนและคาดว่าจะได้เป็นสมาชิกของอาหยักซ์ ยายของผมก็อยากให้ผมอยู่ค้าแข้งใกล้ๆหรือในภูมิภาคไว้ก่อนเพราะว่า ณ เวลานั้นผมเองก็ยังไม่รู้ประสาอะไรมากนักและคำว่ายุโรปก็เป็นอะไรที่แปลกใหม่สำหรับเราด้วย"

"ผมไม่เคยเล่นที่นั่นมาก่อนเลยนะ ไม่ว่าจะเรื่องภาษาและอากาศทุกอย่างคือความแตกต่างที่ผมไม่เคยสัมผัส ยายของผมเป็นห่วงว่าการย้ายทีมครั้งนั้นจะเป็นการเห็นผมเป็นครั้งสุดท้าย เพราะในตอนนั้นท่านก็ชราลงมาก และยังไม่เเข็งแรงเหมือนเคย" ฟานดี้ เผยกับ โฟร์โฟร์ทู

"หลังจากนั้นไม่นานผมได้ข้อเสนอจากอีกที่หนึ่ง (จาก มิตรา) ข้อเสนอนั้นใกล้เคียงกับสิ่งที่ต้องการและเราก็เริ่มที่จะพิจารณามัน การเป็นเด็กชายที่เติบโตมาจาก (หมู่บ้าน) กัมปังทำให้ผมต้องเคารพและเชื่อฟังคำชี้แนะจากผู้ใหญ่ที่มีบุญคุณ นั่นคือเหตุผลที่ผมรับข้อเสนอของมิตราในที่สุด"

แห่งแรกคืออินโดนีเซีย

ณ เวลานั้นผมรู้สึกว่ามันเป็นการเริ่มต้นที่ยอดเยี่ยม ผมได้ประสบการณ์ใหม่ และต้องเผชิญหน้ากับความเสี่ยงมากขึ้น (ซึ่งผมต้องการมัน)

ถึงเวลาย้ายไปอินโดนีเซียจริงๆ ฟานดี้ ก็เกิดอาการกังวลขึ้นมาว่านี่หรือคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเขา การตัดสินใจครั้งนั้นจะนำทางเขาไปสู่สิ่งไหนที่รออยู่กันแน่?

วัยเพียง 21 ปี เขาเดินทางมาถึง มิตรา เป็นครั้งแรก ดาวยิงชาวสิงคโปร์เชื่อมั่นว่าประสบการณ์ของเขาจะถูกเหลาให้เฉียบคมมากขึ้นและสิ่งนั้นจะทำให้เขาแข็งแกร่งและพร้อมสำหรับการออกบินสู่ยุโรปไม่วันใดก็วันหนึ่ง

ในความเป็นจริง ฟานดี้ แสดงให้เห็นว่าการเล่นที่ อินโดนีเซีย ไม่ได้ทำให้คุณภาพฝีเท้าของเขาลดลงเลยแม้แต่น้อย แม้จะต้องมีช่วงปรับตัวอยู่บ้างแต่เขาก็เข้าที่เข้าทางเรื่อยๆจนสามารถซัดประตูชัยในเกมอุ่นเครื่องกับ อาร์เซน่อล ทีมดังจากอังกฤษ ซึ่งท้ายที่สุดเเล้ว มิตรา เป็นฝ่ายชนะไปแบบเซอร์ไพรส์ 2-0

ฟานดี้ ยิงประตูใส่อาร์เซน่อล สมัยเล่นให้กับมิตรา : Ferdy Wenas Photography

ในฤดูกาลนั้น มิตรา คว้าแชมป์ลีกไปครอง ขณะที่ ฟานดี้ กระหน่ำตาข่ายไปทั้งหมด 13 ประตู

"ผมยิงได้มากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของลีก สำหรับวัย 21 ในตอนนั้นมันถือว่าเด็กและมาไวมากๆ แต่การเล่นที่ อินโดนีเซีย ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย ฟุตบอลของพวกเขาหนักและต้องใช้ความเชี่ยวชาญรวมถึงความชาญฉลาดในการเล่นมากกว่าที่คิด" อดีตกุนซือของ ไลอ้อนส์XII กล่าว

"ณ เวลานั้นผมรู้สึกว่ามันเป็นการเริ่มต้นที่ยอดเยี่ยม ผมได้ประสบการณ์ใหม่ และต้องเผชิญหน้ากับความเสี่ยงมากขึ้น (ซึ่งผมต้องการมัน) พวกเขาทำให้ผมเเกร่งขึ้นทั้งด้านสภาพร่างกายและจิตใจ ส่วนตัวผมเองก็เข้มงวดกับตัวเองมากขึ้น และต้องปรับเรื่องไหวพริบมากกว่าที่เคย"

"หลังจากสิ่งดีๆเกิดขึ้นผมคิดไว้เสมอว่าหนทางอันสดใส ไม่มีวันหมดสำหรับผม ผมทำในส่วนของผมอย่างดีที่สุด และส่วนที่เหลือก็แล้วแต่พระเจ้าจะนำพา"

ศรัทธาที่มีต่อพระเจ้า  

อันที่จริงแล้ว ฟานดี้ รู้สึกว่าพระเจ้าเริ่มเข้ามามีส่วนกับเขาเมื่อครั้งที่เจ้าตัวมีโอกาสได้ไปค้าแข้งในยุโรปช่วงปี 1983

หลังจากที่ความฟุ้งซ่านสงบลงด้วยการคว้าแชมป์ลีกร่วมกับ นิอัก มิตรา แล้ว ฟานดี้ ก็ไม่เหลืออะไรที่ทำให้เขารู้สึกท้าทายได้อีก ถึงตอนนี้ชะตาได้กำหนดให้เขาสาวเท้าออกจาก "Comfort Zone" เพื่อเจอกับสิ่งที่รอคอยเขาอยู่ในฉากต่อไปของชีวิต

ฟานดี้ เชื่อมั่นเสมอกับการยกระดับตัวเองเมื่อไปเล่นที่ยุโรป

โชคยังดีสำหรับ ฟานดี้ ที่ แมวมองของ อาหยักซ์ ยังไม่มองข้ามและตามดูผลงานของเขาอยู่ และถึงแม้ว่า อาหยักซ์ จะมีนักเตะโควต้าต่างชาติเต็มอัตราเเล้วแต่อีกทีมในดัตช์ลีกอย่าง โกรนิงเก้น ไม่ได้เป็นเช่นนั้น พวกเขามีที่ว่างอยู่และสุดท้าย อาหยักซ์ ก็แนะนำ ฟานดี้ ให้กับ โกรนิงเก้น

เมื่อโอกาสที่สองมาเคาะประตูถึงหน้าบ้านครั้งนี้ผมจะไม่ยอมเสียเวลาอีกเเล้ว เรียกได้ว่าตั้งตารอมันเลยล่ะ ผมไม่อยากจะเสียเวลาให้กับอะไรอีกเเล้ว

"ผมคิดว่ามันคือแผนการของพระเจ้านะ มันไม่ใช่เพราะผมหรือเพราะใคร หลังจากที่ กาลาตาม่า แบนนักเตะต่างชาติและผมได้รับผลกระทบเรื่องนั้นไปเต็มๆ แต่หลังจากมีปัญหาไม่นานข้อเสนอจาก โกรนิงเก้น ก็เข้ามาพอดี"

"เมื่อโอกาสที่สองมาเคาะประตูถึงหน้าบ้านครั้งนี้ผมจะไม่ยอมเสียเวลาอีกเเล้ว เรียกได้ว่าตั้งตารอมันเลยล่ะ ผมไม่อยากจะเสียเวลาให้กับอะไรอีกเเล้ว นี่คือโอกาสมี่จะทำให้ผมได้ย้ายไปเล่นในยุโรปซึ่งผมเลือกตัดสินใจออกไปสู่โลกกว้างเป็นครั้งแรก"

ลองใจตั้งแต่ยังไม่เริ่ม

ก่อนที่ ฟานดี้ จะได้เริ่มวาดแผนที่ของเขาเองสำหรับการผจญภัยกับ โกรนิงเก้น เขาก็ต้องพบกับอุปสรรคแรกที่เดินเข้ามาหาเขาแบบไม่รอช้า

ขณะที่เขากำลังรอให้ โกรนิงเก้น เดินทางกลับมารับตัวเขา ฟานดี้ กลับได้รับการติดต่อจาก กัวลา ลัมเปอร์ เอฟเอ และจากนั้น ฟานดี้ ก็เริ่มที่จะพิจารณาข้อเสนอนั้น

มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้ไปค้าแข้งที่ยุโรป

"ก่อนที่ข้อเสนอนั้นจะเข้ามา ผมก็เซ็นสัญญากับ เคแอล แต่ในอีกหนึ่งวันให้หลังผมก็เกิดเปลี่ยนใจ" ฟานดี้ กลับลำอีกครั้งด้วยการปฎิเสธเงินก้อนโตที่จะทำให้เขาหลุดจากพันธนาการ

"ผมบอกกับ อัลยาส โอมาร์ ประธานสโมสรของพวกเขาว่า ผมจะกลับมาใหม่และเป็นนักเตะที่เก่งกาจยิ่งกว่านี้ภายใน 1-2 ปีหลังจากนี้ และถึงตอนนั้นผมจะมาช่วย เคแอล แน่นอน"

"พอประธานได้ยินแบบนั้นเขาก็กล่าวอวยพรและผมก็คืนเงินเขาไป พร้อมทั้งเก็บกระเป๋าเดินทางไปฮอลแลนด์ นั่นคือเรื่องจริงที่เกิดขึ้น เรื่องราวเข้ารูปเขารอยก็เพราะว่าพวกเขาเชื่อในทิศทางเดียวกันกับตัวผมซึ่งนั่นก็คือผมจะเป็นนักเตะที่ดีขึ้นแน่ หากได้ไปเล่นที่ยุโรป"