กาลครั้งหนึ่งในยุโรป : ความจริงที่อัลเมเรียของ...ธีรศิลป์ แดงดา

“มุ้ย เดี๋ยวเอ็งเข้ามาที่ออฟฟิศพี่นะ”

ธีรศิลป์ แดงดา รีบสืบเท้าขึ้นรถเบนซ์สีดำคันงามขับไปยังออฟฟิศของ รณฤทธิ์ ซื่อวาจา ผู้อำนวยการสโมสรเมืองทองฯ ยูไนเต็ด ทันที หลังจากวางสาย… เขารู้ดีว่าวันนี้มัน คือ วันวิเศษสุดในชีวิตการค้าแข้งเพราะเอกสารร่างสัญญาการเป็นนักเตะอาชีพกับอัลเมเรีย ทีมในศึกลาลีก้า สเปน หนึ่งในลีกที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกปัจจุบัน ถูกจัดเตรียมไว้ยังสถานที่ที่เขากำลังเดินทางมุ่งหน้าไป

ย้อนไปก่อนหน้าประมาณ 3 เดือน... อัลเมเรีย จากสเปน และ ปากอส เดอ แฟร์ไรร่า ภายใต้การคุมทีมของ เอ็นริเก คาลิสโต อดีตกุนซือเมืองทองฯ จากโปรตุเกส ได้ยื่นข้อเสนอขอยืมตัว ธีรศิลป์ แดงดา กองหน้าทีมชาติไทย อย่างเป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อดึงเขาไปร่วมทีมในช่วงก่อนปิดตลาดซื้อ-ขายฤดูกาลหนาวให้กับบอร์ดบริหาร “กิเลนผยอง”...ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงปลายเดือนมกราคม

“มันมีทีมมาสนใจอยู่ 2 ทีมนะ” คำพูดที่ ธีรศิลป์ จับใจความได้ที่ปลายสายจากผู้บริหารสโมสรคนหนึ่ง แต่เขารู้ดีว่ามันไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง หากต้องเดินทางไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ในอีกซีกโลกหนึ่ง ซึ่งยิ่งใหญ่กว่า และต้องลงเล่นระหว่างฤดูกาลโดยที่ยังไม่ได้ทันได้มีการเตรียมตัวใดๆ

“ตอนนั้นบ้านเราปิดฤดูกาลอยู่...แต่ที่นั่น (ยุโรป) มันเป็นช่วงตลาดซื้อ-ขายหน้าหนาว มี อัลเมเรีย กับ ปากอส เดอ แฟร์ไรร่า ที่ยื่นส่งเอกสารขอยืมตัวเราไป 6 เดือน นี่ คือ 2 สโมสรที่ผมเห็นเอกสารร่างเป็นลายลักษณ์อักษรมาจริงว่าต้องการเอาเราไปร่วมทีม พูดตรงๆ คือ ตอนนั้นเรายังไม่รู้หรอกว่า อัลเมเรียทีมนี้เป็นยังไง รู้แค่ว่าอยู่ในสเปน ส่วน ลากอส เนี่ย...ลูกชายของ คาลิสโต ที่เป็นเอเยนต์ เขามาคุยกับเราโดยตรง พร้อมเอกสารเสนอขอยืมตัวจากสโมสร”

“แต่ตอนนั้นถ้าผมตัดสินใจไป มันไม่ใช่เริ่มจากศูนย์ มันจะกลายเป็นเริ่มจากติดลบ เพราะเราปิดซีซั่นไปแล้ว ร่างกายผมก็ไม่ได้เหมือนกับนักฟุตบอลที่คงความฟิตมาตลอดทั้งฤดูกาล ตอนนั้นเหลืออีกไม่กี่วันเท่านั้นก็จะปิดตลาด ผมปรึกษากับพี่เป้ แล้วก็เลยตัดสินใจยังไม่ไป พวกเขากำลังหนีการตกชั้น เพราะฉะนั้นเราไปต้องเล่นได้เลย ไม่มีเวลาปรับตัวกับทั้งในและนอกสนาม ทั้งภาษา และวัฒนธรรม ซึ่งตอนนั้นผมไม่เสียดายเลย เพราะรู้ว่าไม่ใช่จังหวะและเวลา...มันไม่ใช่ไทยลีกแล้วลงไปเล่นดิวิชั่น 1 นะ นี่มัน คือ การไปลาลีก้า สเปน”     

“ถัดมาอีก 2-3 เดือนเรายังได้ยินข่าวอัลเมเรียติดต่อเรามาอยู่เรื่อยๆ ตอนผมปฏิเสธไปครั้งแรก ผมก็ไม่ได้คิดหรือมั่นใจหรอกว่าพวกเขาจะกลับมา แต่สุดท้ายเขาก็กลับมาแล้วบอกว่า งั้นครั้งนี้ให้ข้อเสนอเป็นสัญญายืมตัว 1 ปี เลยละกัน ผมเห็นว่าถ้าเราได้ไปเริ่มต้นใหม่ตั้งแต่ช่วงพรีซีซั่น ได้ปรับตัวก่อน ผมก็น่าจะพร้อมแล้ว”

“สิ่งสำคัญที่สุด คือ ผมไปเพราะอัลเมเรียสนใจตัวผมจริง ถ้าต้องไปเพราะถูกยัดไปด้วยเหตุผลทางการตลาด ผมก็ไม่อยากไป...”

ธีรศิลป์ จรดปากกาเซ็นสัญญาทันทีที่ออฟฟิศแบบไม่มีลังเล มันคือโอกาสครั้งสำคัญของชีวิต ที่เขากำลังจะได้ไปเล่นในลีกที่แข็งแกร่งที่สุดบนโลก…หลังจากวินาทีนั้นเขาติดตามชมเกมลาลีก้า ทุกสัปดาห์ ไม่ว่าจะเตะกันดึกแค่ไหน ระหว่างนั้นมันเป็นช่วงเวลาชี้เป็นชี้ตายว่าอัลเมเรียจะอยู่รอดได้เล่นลาลีก้าต่อหรือไม่มันเป็นช่วงหนึ่งของชีวิตเวลาที่เขาดูฟุตบอลแบบจริงจังมากที่สุด

กระทั่งวันที่ 18 พฤษภาคม 2014 ทีมเล็กๆจากแคว้นอันดาลูเซียทีมนี้เปิดสนาม เอสตาดิโอ เด ฆวยโกส เมดิเตร์ราเนโอส เสมอกับ แอตเลติก บิลเบา 0-0 ในนัดสุดท้ายของฤดูกาล 2013/2014 พวกเขารอดตกชั้นสำเร็จ... และนั่นคือจุดเริ่มต้นของนักเตะลา ลีก้า สเปน คนแรกของประวัติศาสตร์ฟุตบอลไทยอย่างไม่เป็นทางการ

Siamsports

อัลเมเรีย จังหวัดภายใต้แคว้นอันดาลูเซีย ดินแดนทางตอนใต้ของประเทศสเปน ที่เคยถูกปกครองโดยชาวมุสลิมหลายศตวรรษ...แสงแดดที่แผดไออุ่นคอยกระทบท้องทะเลเมดิเตอร์เรเนียนตลอดปี ทำให้สีน้ำสวยงามน่าชม...ท่ามกลางประชากรที่มีเพียงไม่ถึง 200,000 คน “อูเด อัลเมรีอา” คือ ทีมฟุตบอลประจำเมืองเพียงทีมเดียว  

“มันตื่นเต้นอ่ะ” ธีรศิลป์ เริ่มเล่าวินาทีที่เดินทางถึงประเทศสเปน…

“มันเป็นการไปสเปนครั้งที่ 2 หลังจากครั้งแรกไปซ้อมกับแอตเลติโก มาดริด คือ ปกติมันไม่เคยมีความรู้สึกแบบนี้มาก่อน ที่ผ่านมาเราเคยไปแค่ร่วมฝึกซ้อมเพราะเป็นพันธมิตร แต่ครั้งนี้ คือ เรามาแบบเป็นนักบอลอาชีพเว้ย ต้องมาแข่ง มาแย่งตำแหน่ง มาแข่งขันในลีกที่ดีที่สุดในโลก”

“แล้วตอนนั้นพอถึงสนามบินมีแฟนบอลมารับด้วย เราไม่คิดจริงๆ ว่าจะมีแฟนบอลมารับ ขอลายเซ็น ขอถ่ายรูป ผมก็แบบ...เฮ้ย! นี่มันขนาดนี้เลยเหรอวะ นักข่าวก็มารอทำข่าว เราก็ไม่ได้เป็นคนมีชื่อเสียง ถ้าเราดังแล้ว มันก็อาจจะปกติ แต่นี่เรายังไมได้ทำอะไรเลย แต่กลับมีแฟนบอลหลายสิบคนมาต้อนรับเรา”

สัมผัสแรกหลังเดินทางถึงสนามบิน ท่ามกลางความประทับใจ Facebook: UD Almeria

ทุกๆอย่างช่างน่าตื่นเต้นสำหรับชายหนุ่มจากตะวันออกเฉียงใต้ ที่กำลังได้สัมผัสกับเวทีลูกหนังยุโรปของจริง ประสบการณ์อันยิ่งใหญ่ที่นักฟุตบอลทั่วไปไม่สามารถหาได้จากตามท้องถนนกลับเป็นของเขา มันทำให้เจ้าตัวดูมีความสุขไปเสียหมดทุกอย่างในช่วงเริ่มต้นชีวิตใหม่

“ตอนผมไปทีแรก มีแค่ โจนาธาน ซองโก, โตเมร์ เฮเหม็ด และ เธียร์รี่ บิโฟมา ที่เราต้องแข่งขันด้วย การแข่งขันมันสูงจริงๆ การฝึกซ้อมในช่วงพรีซีซั่นมันโหดมาก ซ้อมวันละ 2 ครั้งทุกวัน แน่นอนว่าผมก็มีปัญหาเรื่องภาษาแหละ แต่ ซองโก เขาพอพูดภาษาอังกฤษได้ก็จะช่วยอธิบาย ซึ่ง ฟรานซิสโก โรดริเกซ ก็เข้าใจว่าเราพูดสเปนไม่ได้ บางครั้งที่พูดแท็คติก หรืออธิบายอะไร ก็จะบอกคนอื่นให้มาช่วยพูดบ้าง”  

การเปิดตัวเป็นนักเตะใหม่ของอัลเมเรีย ที่สเปน Facebook: UD Almeria

“ความเข้มข้นของการฝึกซ้อมในแต่ละครั้ง มันมากกว่าบ้านเราเยอะ แต่ผมกลับไม่อึดอัดเลย ทุกวันผมอยากไปซ้อม อยากจะเต็มที่กับมัน อยากรู้ว่าเราต้องทำยังไงถึงจะได้ลงสนาม” 

“บางอย่างมันก็เหมือนกับที่เมืองทองฯ แต่อะไรหลายๆอย่างมันก็สุดยอดกว่า ผมมีเด็กขัดรองเท้า โห… ความรู้สึกนี่แบบ ‘โคตรดี’ เลย เราอาจเคยได้ยินเรื่องมีเด็กมาขัดรองเท้าแบบฟุตบอลอังกฤษ แต่เรานึกภาพไม่ออกหรอก ด้วยความที่เป็นคนไทย...เวลาซ้อมเสร็จ ผมจะเอารองเท้ามาวางไว้ อีกวันหนึ่งกลับมามันก็จะถูกขัดเรียบร้อยและวางอยู่บนโต๊ะ ทุกอย่างจะมีเจ้าหน้าที่ทีมจัดการให้ทุกอย่าง” ธีรศิลป์ เล่าด้วยความเนื้อเต้นเมื่อพูดถึงชีวิตใหม่ในแดนกระทิงดุ  

รูเบน มาร์ติเนซ อัลเดราเด หรือ รูเบน อดีตผู้รักษาประตูบาร์เซโลน่า ผู้มีประสบการณ์อย่างโชกชโชน บนเวทีลาลีก้า สเปน… เขา คือ เพื่อนร่วมห้องของ ธีรศิลป์ แดงดา แม้ทั้งคู่จะสื่อสารกันได้อย่างลำบาก แต่นายทวารหนุ่มวัย 30 ปี คือ เพื่อนแท้ที่ดีที่สุดของเขา…

“ตอนไปแรกๆ ผมยังไม่มีรถขับ รูเบน เนี่ยแหละจะขับรถมารับผมไปซ้อม และกลับบ้านด้วยกันทุกวัน…เขาพอสื่อสารภาษาอังกฤษกับผมได้นิดหน่อย หลายครั้งที่เขาพยายามชวนผมออกไปโน่นนี่ บางครั้งก็ชวนไปมอเตอร์ครอส แต่ผมก็เกรงใจเขาไง เพราะลูก-เมีย เขาก็มี...บางทีผมก็อยากจะชวนเขามากินข้าวที่บ้านเพื่อตอบแทนนะ แต่นักฟุตบอลที่นั่นเขารักษาหุ่นกันมากๆ พวกอะไรที่เป็นไขมัน เขาแทบไม่แตะเลย แล้วเราจะมาผัดกระเพราให้เขากิน มันก็ไม่ใช่ (ฮา)”  

รูเบน มาร์ติเนซ รูมเมทคนสนิทของ ธีรศิลป์ แดงดา Facebook: UD Almeria

“ผมค่อยๆปรับตัวช่วงพรีซีซั่น คือ เรามีเวลาปรับตัวอยู่หลายเดือนเหมือนกัน ตอนไปเจอกับ เรอัล มูร์เซีย เจอ คอร์โดบา ในช่วงก่อนเปิดฤดูกาล ได้สัมผัสสนามที่ใหญ่ขึ้น เริ่มมีแฟนบอลเข้ามาดู มันก็เลยทำให้เราค่อยๆ ปรับตัวและชินกับบรรยากาศ”

.... จนกระทั่งวันที่ 23 สิงหาคม 2014 นัดเปิดสนามเกมลีกของลาลีก้า สเปน พบกับเอสปันญ่อล ที่เอสตาดิโอ เด ฆวยโกส เมดิเตร์ราเนโอส วินาทีที่คนไทยทั้งประเทศรอคอยก็มาถึง… ไม่ซิ! คนที่รอคอยมากที่สุด คงจะเป็น “เอล แดงดา” มันเป็นวินาทีที่เขารอคอยมาอย่างยาวนานหลายปี

“ผมไม่ได้คิดว่าผมจะได้โอกาสตั้งแต่นัดแรกของฤดูกาลเลย” มุ้ย เริ่มเล่าวินาทีที่นั่งอยู่บนม้านั่งสำรอง

“แต่ผู้ช่วยโค้ช (ฟรานเชสโก้ โรดริเกซ) เขาเรียกให้ผมไปวอร์ม มันตื่นเต้น...บอกไม่ถูก ดีใจ แต่เราต้องคุมตัวเองให้อยู่ ไม่ใช่ตื่นเต้นจนคุมตัวเองไม่ได้ มันเคยเกิดขึ้นกับเรามาก่อน สมัยที่ติดทีมชาติไทยครั้งแรก ตอนเอเชียน คัพ (ปี 2007 นัดพบกับอิรัก) ตอนนั้นทุกอย่างมันขาวโพลน… ผมคิดว่าเราต้องมีสมาธิกับคำสั่งโค้ชอย่างเดียว แล้ววินาทีที่วิ่งลงสนาม เราก็ไม่ได้สนใจบรรยากาศรอบข้างเลยด้วย”

“เราเคยคิดมาตลอดว่าอย่างเราจะสามารถเล่นลาลีกา ได้ไหม… ถ้าต้องลงไปเล่นต้องจับบอลยังไง… ซึ่งพอได้ลงไปจริงๆ พอควบคุมตัวเองได้ จับจังหวะได้ เราก็เริ่มมั่นใจว่าเราดีพอเล่นในลาลีกาได้จริง

ชีวิตในแดนกระทิงดุ ดูเหมือนจะมีแต่ความสดใสรออยู่ แม้จะไม่ได้ถูกส่งลงสนามบ่อยๆ แต่อย่างน้อยก็มีชื่อเป็นตัวสำรองเกือบทุกนัด การฝึกซ้อมในแต่ละครั้งยิ่งทำให้เขาสนุกกับวิถีลูกหนังในยุโรป เขาบอกว่าบางครั้งการเจอเพื่อนร่วมทีมในสนามซ้อม มันยากกว่าเจอทีมคู่แข่งในสนามจริงด้วยซ้ำ “ตอนแข่ง เรายังมีเวลาขยับไปรอรับบอล แต่ตอนซ้อมเร็วกว่าตอนแข่งอีก ถ้าไม่ใช่ว่าเจอทีมใหญ่ๆนะ” มุ้ย พูดถึงเวทีลาลีกา

...แต่ไม่ใช่แค่เรื่องในสนามซ้อมที่เขาหลงรัก เพราะฟุตบอลอาชีพที่สเปนใส่ใจทุกรายละเอียด

“ที่ชอบมากกว่านั้น คือ เวลาเดินทางไปแข่ง ถ้าเป็นที่ไทย สมมุติว่าเราอยู่ภูเก็ตแล้วจะนั่งเครื่องไปแข่งที่เชียงใหม่ เราก็คงต้องนั่งเครื่องพร้อมกับผู้โดยสารคนอื่นๆ ไปลงที่กรุงเทพฯ แล้วค่อยต่อเครื่องไปใช่มั๊ยละ? แต่ที่นั่น...ครั้งหนึ่งที่เรากำลังจะไปเมืองซาน เซบาสเตียน ของ เรอัล โซเซียดาด ซึ่งอยู่ทางเหนือของสเปน เราก็คิดว่าเราต้องไปต่อเครื่องที่มาดริด แล้วค่อยต่อเครื่องไป ซาน เซบาสเตียน อีกทอดหนึ่ง เพื่อนในทีมบอกเราว่าประมาณ 2 ชั่วโมง เราก็คิดว่าควรต้องเผื่อเวลาไปอีก เพราะต้องต่อเครื่อง ปรากฏว่า อัลเมเรีย เหมาเครื่องลำหนึ่ง นั่งได้ประมาณ 30 คน และบินตรงไปยังซาน เซบาสเตียน และพอแข่งเสร็จ เขาก็รอรับเรากลับเลย มันเป็นอารมณ์ความรู้สึกที่แบบ…เฮ้ย! นี่แหละนักฟุตบอลอาชีพของจริง เราไม่ต้องตื่นตี 5 เพื่อไปรอที่สนามบิน นักฟุตบอลอาชีพ มันต้องเตะฟุตบอลอย่างเดียว มันต้องสบายที่สุด”

“เชื่อไหม? ทุกๆวันก่อนซ้อม จะมีการตรวจไขมัน และมีการตรวจโด๊ปทุกๆเดือน พวกเขาคอมพิวเตอร์ที่คอยวัดค่าพลังของเรา เช่น พวกค่าพลังกระโดด ถ้าเราไม่ดีพอ เขาจะเก็บข้อมูลไว้หมด และจัดโปรแกรมให้เราซ้อมตรงนี้โดยเฉพาะ แล้วอีกเดือนหนึ่งก็มาวัดใหม่ว่าเราพัฒนาขึ้นจริงรึเปล่า”  

“แล้วผมก็คิดนะว่า นี่ขนาดแค่อัลเมเรียยังขนาดนี้...ถ้าเป็นพวก บาร์ซ่า หรือมาดริด จะขนาดไหน” โชคร้ายที่การได้นั่งเครื่องบินส่วนตัวไปยังซาน เซบาสเตียน ด้วยครั้งนั้นของมุ้ย ไม่ได้ลงสนาม

ชีวิตการฝึกซ้อมที่อัลเมเรีย เต็มไปด้วยความน่าตื่นตาตื่นใจ Facebook: UD Almeria

ผ่านไปประมาณ 2-3 เดือน ธีรศิลป์ แดงดา เริ่มมีรถส่วนตัวขับไป-มา...

“เฮ้! เดี๋ยวนี้มีรถแล้วนี่ ไม่ต้องง้อผมแล้ว” รูเบน พูดแซว ธีรศิลป์ หลังจากที่มีรถขับ และไม่จำเป็นต้องพึ่งเขาในการไปรับ-ส่งระหว่างบ้านกับสนามซ้อมอีกต่อไป เขาเริ่มไปเที่ยวในตัวเมืองมากขึ้น นอกเหนือจากเดินเล่นตามชายหาดที่อยู่หน้าที่พัก แม้มุ้ยจะไม่ใช่ซูเปอร์สตาร์...แต่บางครั้งแฟนบอลอัลเมเรียที่เดินเตร็ดเตร่ในตัวเมืองก็เข้ามาขอถ่ายรูป ขอลายเซ็น และให้กำลังใจเขาเช่นกัน

แต่ภายใต้ความสุขและตื่นเต้นกับชีวิตใหม่ในอีกซีกโลก บางอย่างได้เริ่มบั่นทอนจิตใจของเขาทีละเล็กละน้อย...

-ติดตามจุดเปลี่ยนในชีวิตของ เอล แดงดา ที่สเปนในหน้าถัดไป-