กางตำราเปิดหน้าวัด : มูรินโญ่ VS ฟาน กัล แท็คติคทั้งคู่ต่างกันอย่างไร?

"คริส ฟลานาเเกน" นักข่าวของ "Fourfourtwo" ผู้ที่อยู่ ณ ที่นั่งของสื่อเกมที่วิทัลลิตี้ สเตเดี้ยม สนามที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด บุกชนะ บอร์นมัธ ในเกมเปิดสนามจะมาเปิดทุกสถิติให้เราได้รู้ซึ้งถึงแท็คติกของ โจเซ่ มูรินโญ่ ว่าแตกต่างจากยุคชองกุนซือคนเก่าจอมปรัชญาอย่าง หลุยส์ ฟาน กัล มากน้อยแค่ไหน

"เดอะ สเปเชียล วัน" ผู้เข้ามาเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของอดีตมหาอำนาจลูกหนังเเดนผู้ดีอย่าง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สำหรับชัยชนะต่อ บอร์นมัธ ในบ่ายวันอาทิตย์ที่ผ่านมา และถึงแม้ว่าปีศาจเเดงจะมีผลงานที่ยังไม่สามารถอุ่นใจได้ แต่พวกเขาก็เริ่มจุดเริ่มต้นของสิ่งดีๆขึ้นมาบ้างเเล้ว

โฟร์โฟร์ทู อยู่ในเกมนั้นและเราจะวิเคราะห์เจาะลึกกันว่า ยูไนเต็ด เปลี่ยนไปมากน้อยเพียงใดภายใต้ผู้จัดการทีมคนใหม่ของพวกเขา

และนี่คือสิ่งที่เราได้ทุกสถิติที่เราได้มาจากเกมดังกล่าว

1. ยูไนเต็ดทำได้มากกว่าการครองบอล

ภายใต้การคุมทีมของหลุยส์ ฟาน กัล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กลายเป็นทีมที่ขึ้นชื่อลือชาในศาสตร์ด้านการครองบอล แต่สิ่งที่น่าจะตามมาจากการครองบอลก็ไม่เกิดขึ้น พวกเขาทำอะไรไม่ได้มากไปกว่านี้เลย บ่อยครั้งที่การครองบอลของพวกเขาเป็นเพียงการถ่ายบอลไปยังที่ว่างเท่านั้นไม่มีบอลจังหวะสุดท้ายที่สามารถชี้เป็นชี้ตายได้เลย ... แต่เชื่อเถอะเรื่องนี้ได้เริ่มมีกลิ่นของการเปลี่ยนแปลงบ้างเเล้วในยุคของ โจเซ่ มูรินโญ่ และผลของมันก็ออกมาเป็นผลลัพท์ที่ค่อนข้างเพอร์เฟ็กสำหรับเกมพรีเมียร์ลีกนัดเปิดสนาม

ในยุคของจอมปรัชญานั้น ยูไนเต็ด ครองบอลได้ 56% ในเกมที่ไปเยือนบอร์นมัธในฤดูกาลที่ผ่านมา ... พวกเขาครองบอลกันถึง 389 จังหวะ และมีการผ่านบอลทั้งหมด 300 ครั้ง .... เหมือนจะดีใช่ไหมล่ะ ? แต่พวกเขาก็จบเกมด้วยความพ่ายแพ้ต่อเจ้าบ้านด้วยสกอร์ 1-2

ในเกมที่ วิทัลลิตี้ สเตเดี้ยม ปีนี้ปีศาจเเดงครองบอลได้ 49% ในครึ่งแรกแต่พวกเขาก็เป็นฝ่ายออกนำไปก่อน 1-0 ต้องขอบคุณประตูจากฆวน มาต้าซึ่งเป็นประตูแรกในลีกสำหรับยุคสมัยของมูรินโญ่ด้วย

ลูกทีมของมูรินโญ่กลับมาดูดีและครองเกมได้มากกว่าในช่วงครึ่งหลังและจบเกมนี้ด้วยเปอร์เซ็นการครองบอล 53% และผ่านบอลทั้งหมด 487 ครั้งขณะที่คู่แข่งของพวกเขาผ่านบอลทั้งหมด 411 ครั้ง แต่ภายใต้ครึ่งหลังทีทำได้ดีขึ้น ยูไนเต็ด ผ่านบอลในพื้นที่สุดท้ายได้สำเร็จเพียง 90 ครั้งเท่านั้น และหากเทียบกับสถิติเดิม 96 ครั้งในยุคของ ฟาน กัล ทีมชุดนี้พยายามจะเล่นเกมรุกและเข้าทำมากกว่าซึ่งต่างจากยุคของ ฟาน กัล อย่างเห็นได้ชัด ... การขับเคลื่อนเกมรุกของพวกเขานับเป็นวิธรการที่เราเห็นได้ไม่บ่อยนักในยุคของฟาน กัล ยูไนเต็ดได้ประตูเพิ่มอีก 2 ลูกและนั่นเป็นการปิดเกมตั้งแต่ผู้ตัดสินยังไม่เป่านกหวีดหมดเวลาเลยด้วยซ้ำ

2.ผ่านบอลออกข้างน้อยลง , แต่นั่นอาจไม่ใช่ใจความสำคัญอะไร

กลยุทธ์การเข้าทำของ ฟาน กัล นั้นมักจะมีจุดเริ่มต้นมาจากการเซ็ตเกมด้านข้าง และเมื่อ ยูไนเต็ด เปิดบ้านเจอกับ บอร์นมัธ ในเกมสุดของฤดูกาลที่เเล้วการผ่านบอลออกข้างของพวกเขากลับทำได้แค่ 40% ผ่านบอลไปข้างหน้า 34% และเป็นการจ่ายคืนหลัง 26%

แล้วในฤดูกาลนี้ล่ะ ? .... ค่อนข้างน่าตกใจเมื่อพวกเขามีการผ่านบอลไปยังด้านข้างน้อยลงเหลือเพียง 23% เท่านั้น และ 40% เป็นการส่งคืนหลัง ขณะที่อีก 37% ที่เหลือเป็นการผ่านบอลขึ้นด้านหน้า นี่เป็นสถิติที่น่าเซอร์ไพรส์พอสมควร กลับกลายเป็นว่าเกมบุกของมูรินโญ่ก็น่าเบื่อไม่แพ้กัน การเข้าทำและสปีดเกมในครึ่งแรกดูจะชักช้าอยู่บ้าง นั่นอาจทำให้ไม่สามารถอุ่นใจได้เท่าไรนักสำหรับเกมแรกของฤดูกาลนี้ .... แต่ไม่ต้องห่วงหรอกนายใหม่ของปีศาจเเดงจะต้องแก้ไขในเรื่องสปีดเกมของพวกเขาแน่ๆสำหรับสัปดาห์ที่กำลังจะมาถึง ...ปอล ป็อกบา จะเป็นคนที่แก้ไขเรื่องนี้เอง

3. พัฒนาเรื่องการเล่นแบบสนับสนุนกองหน้า

ปัญหาใหญ่ในฤดูกาลที่แล้วคือพวกเขาขาดการสนับสนุนในเกมรุก และการเล่นกองหน้าคนเดียวทำให้เห็นปัญหานี้ได้อย่างชัดเจน ... อองโตนี่ มาร์กซิยาล ที่เป็นกองหน้าในยุคของฟาน กัล ในเกมที่แพ้ บอร์นมัธ 1-2 เขาได้รับบอลจากเพื่อนร่วมทีมเพียง 23 ครั้งเท่านั้น ขณะที่สถิติของ รูนี่ย์ ก็เเทบไม่แตกต่างกันนั่นทำให้ดูเหมือนว่าเกมของพวกเขาต่อกันไม่ติดเลย

ในฤดูกาลนี้ อิบราฮิโมวิช กองหน้าคนใหม่ก็ยังดูโดดเดียวเช่นเคยสำหรับเกมในครึ่งแรก แต่การปรับปรุงแก้ไขยังพอมีให้เห็นเพราะเขาได้รับบอลจากเพื่อนร่วมทีมทั้งหมด 40 ครั้ง และนั่นถือว่าเป็นการยกระดับที่ดีขึ้นมาพอสมควร .... แต่ของจริงมันเริ่มจากครึ่งหลังเป็นต้นไปต่างหากเพราะดาวยิงชาวสวีดิชแสดงให้เห็นถึงคุณภาพที่เขามี ซลาตันได้รับบอลมากที่สุดในทีมและเขายังยิงประตูที่ทำให้เจ้าบ้านต้องเงียบกริบ ซึ่งประตูดังกล่าวคือลูกยิงตัดสินเกมนี้ด้วย

มูรินโญ่ ให้สัมภาษณ์หลังจบเกมว่า "เกมในครึ่งหลังของเราคือการเล่นที่สมบูณ์แบบ นักเตะในเกมรุกของเราอยู่ในทุกพื้นที่ของสนาม และประตูที่สามก็งดงามหยดย้อยจริงๆ"

ขณะที่ รูนี่ย์ เองนั้นได้รับบอลทั้งหมด 55 ครั้งในเกมนี้ นั่นทำให้เขาดูมีอิทธิพลต่อรูปเกมรวมถึงเป็นผู้ทำประตูที่ 2 ให้ยูไนเต็ดด้วย ฝั่งของมูรินโญ่ดูเฉียบคม พวกเขามีโอกาสยิงประตู 11 ครั้งยิงเข้ากรอบ 7 ครั้งซึ่ง3ครั้งเป็นการส่งบอลเข้าไปกองที่ก้นตาข่าย

4. เซ็นเตอร์ฮาล์ฟไม่ต้องเล่นกับบอลมากเท่าเดิมเเล้ว

ในแง่ของรูปแบบการเล่น ยูไนเต็ดอาจไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงแบบสิ้นเชิงเท่าไรนัก พวกเขายังเล่นระบบ 4-2-3-1 ด้วยการมีมิดฟิลด์ 2 คนยืนเป็นโล่ห์อีกชั้นก่อนจะถึงแนวรับ

แต่ในส่วนของผลลัพท์นั้นมีความแตกต่างออกไปพอสมควร ในขณะที่การแข่งขันเมื่อฤดูกาลที่เเล้วยูไนเต็ดมักจะใช้ฟูลแบ็คให้พยายามขึ้นไปข้างหน้าเมื่อใดก็ตามที่พวกเขามีโอกาส เช่นเดียวกันสถิติการส่งบอลนั้นที่ขึ้นอยู่กับมิดฟิลด์ทั้งสองคน เฟลไลนี่ ทำได้น่าประทับใจด้วยการผ่านบอลสำเร็จถึง 75 จาก 76 ครั้งในเกมนี้

ความแตกต่างอย่างชัดเจนที่สุดดูเหมือนว่าจะเรื่องของคู่เซ็นเตอร์ฮาล์ฟที่ได้รับบอลน้อยลงอย่างชัดเจน ในฤดูกาลที่เเล้วแพ็ดดี้ แม็คแนร์ได้บอลถึง 52 ครั้งขณะที่ ดาลี่ย์ บลินด์ เซ็นเตอร์ฮาล์ฟอีกคนหนึ่งได้รับบอลถึง 50 ครั้ง หากคิดเป็นเปอร์เซ็นแล้วจากมากถึง 13% จากการผ่านบอลทั้งเกมของพวกเขาเลยทีเดียว

ณ เวลานี้ เอริค ไบญี่ ได้รับบอลเพียง 30 ขณะที่บลินด์ได้ไป 51 ครั้ง คิดเป็นเปอร์เซ็นได้ 6% และ 10% ตามลำดับ เห็นได้ชัดว่ามูรินโญ่นั่นชอบที่จะให้ผู้เล่นที่เล่นเกมรุกของทีมมีบอลอยู่กับตัวมากกว่า และผลของมันก็คือบอลไปถึง รูนี่ย์ และ อิบราฮิโมวิช มากขึ้นกว่าเดิม

5. ยูไนเต็ดเข้าเพรสซิ่งสูง

เกมรุกของพวกเขาดูเหมือนจะเป็นจุดอ่อนยิ่งกว่าเกมรับในยุคของหลุยส์ ฟาน กัล และมูรินโญ่ก็มีแนวทางในส่วนเกมรับที่มีสถิติยอดเยี่ยมเช่นกัน แต่วิธีการของทั้งคู่ต่างกันอยู่เล็กน้อย

ครั้งที่ ยูไนเต็ด แพ้บอร์นมัธ ในฤดูกาลที่ผ่านมา พวกเขามีจังหวะเข้าแท็คเกิ้ล 37 ครั้งแต่มีเพียงแค่ 4 ครั้งเท่านั้นที่เกิดขึ้นในแดนของคู่แข่ง ในทำนองเดียวกันการตัดบอล 10 ครั้งที่พวกเขาทำได้ในเกมดังกล่าวมีเพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่พวกเขาตัดบอลได้ในส่วนครึ่งบนของสนาม

มาดูที่ปีนี้กันบ้าง ... ในเกมนี้ลูกทีมของมูรินโญ่เล่นเกมเพรสซิ่งและไล่ชิงบอลในพื้นที่ที่สูงกว่าเดิม พวกเขาเข้าแท็คเกิ้ลทั้งหมด 40 ครั้งและ 10 ครั้งเกิดขึ้นในแดนของบอร์นมัธ นอกจากนี้ยังตัดบอลในแดนของบอร์นมัธได้ถึง 3 ครั้งจากสถิติตัดบอลทั้งเกม 14 ครั้ง