การเริ่มต้นที่มีอนาคต : เจาะแทคติก “ราเยวัช” ดีตรงไหน พลาดที่ใด?

ค่ำคืนที่ทาชเคนท์ ขุนพลช้างศึกในวันไร้แข้งกิเลน ทำผลงานน่าชื่นชมไม่น้อย แม้ไร้สกอร์กลับบ้าน และพ่ายอุซเบกิสถาน 0-2 … ภายใต้แทคติก 4-2-3-1

และการคุมทีมนัดแรกของ มิโลวาน ราเยวัช อะไรคือสิ่งที่น่าชื่นชม อะไรคืออนาคตของทีมชาติไทย และอะไรคือจุดผิดพลาดที่ควรเร่งแก้ไข : ทีมชาติไทย ของพวกเรากำลังเดินหน้าไปอย่างถูกทางแล้วหรือไม่? FFT TH มีคำตอบที่นี่...…

4-2-3-1 สูตรแรกที่ราเยวัชเลือกใช้

หากย้อนมองการจัดทีมของ มิโลวาน ราเยวัช ในช่วงที่นำกานา เข้าถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย ฟุตบอลโลก 2010 เมื่อ 7 ปีที่แล้ว เขาใช้ระบบ 4-2-3-1 ในสองเกมแรก ที่เอาชนะเซอร์เบีย บ้านเกิดของตนเอง 1-0 และเสมอ ออสเตรเลีย 1-1 ซึ่งสี่แต้มจากสองเกมแรก ก็เพียงพอที่จะทำให้ “ดาวดำ” ในอุ้งมือของเขา ผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้าย เวิลด์คัพ ฉบับวูซูเซล่า ไปได้

ฉะนั้น จึงไม่น่าแปลกใจเท่าไรนักที่เขาจะเลือกระบบการจัดทีมที่สมดุล และมีความทันสมัยนี้มาใช้กับนักเตะทีมชาติไทย ที่คุ้นเคยระบบนี้อย่างดี ซึ่งจุดนี้ ถือว่าทำได้ถูกต้อง เนื่องจากมันง่ายต่อการทำงาน ทั้งตัวเขาเอง ทีมงาน และลูกทีมอีกด้วย

ตัวจริงที่ไร้กิเลน

เกมแรกในรอบหลายปีที่ทีมชาติไทย ต้องไร้นักเตะของ เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด ลงสนาม หากไม่นับสิโรจน์ ฉัตรทอง ที่เพิ่งย้ายจากอุบล ยูเอ็มที ยูไนเต็ด และยังไม่ได้ลงสนามให้กับ “กิเลนผยอง” เลย ฉะนั้น หน้าตาของทีมย่อมเปลี่ยนแปลงไปชนิดหน้ามือเป็นหลังมือจากที่เคยคุ้นตา ซึ่งนั่นคือสิ่งที่น่าดูชม และวัดความสามารถของ มิโลวาน ราเยวัช ได้ดีที่สุด

สอบผ่านฉลุยในครึ่งแรก

สิ่งที่ได้เห็นช่วงครึ่งแรกคือ ทีมชาติไทยภายใต้ฟุตบอลฉบับ ราเยวัช กลายเป็นบอลสไตล์ยุโรปตะวันออก ที่มีความเหนียวแน่น ตั้งเกมรับดี เล่นอย่างรัดกุม อดทน คุ้มพื้นที่ได้ดี และหวังทำประตูจากจังหวะสวนกลับที่ฉาบฉวยคอยปิดบัญชีคู่แข่ง

สิ่งที่ได้เห็นช่วงครึ่งแรกคือ ทีมชาติไทยภายใต้ฟุตบอลฉบับ ราเยวัช กลายเป็นบอลสไตล์ยุโรปตะวันออก ที่มีความเหนียวแน่น ตั้งเกมรับดี เล่นอย่างรัดกุม อดทน คุ้มพื้นที่ได้ดี และหวังทำประตูจากจังหวะสวนกลับที่ฉาบฉวยคอยปิดบัญชีคู่แข่ง

45 นาทีแรก แม้จะอึดอัดไปบ้าง แต่เราก็ได้เห็น เควิน ดีรมรัมย์ ประเดิมทีมชาติชุดใหญ่ในวัย 19 ปี ได้อย่างดูดีมีอนาคตในตำแหน่งแบ๊คซ้าย, ได้เห็นคู่กองหลังตัวกลางคู่ใหม่อย่าง เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว กับ พรรษา เหมวิบูลย์ ที่มีความนิ่ง เข้าบอลไม่โฉ่งฉ่าง อ่านทางบอลได้ดี และที่สำคัญที่สุด ไม่ประหม่า หรือแสดงออกถึงความตื่นเต้นในการประเดิมทีมชาติกับเกมที่ใหญ่ขนาดนี้ และได้เห็นมิดฟิลด์คู่กลางที่อาจจะเป็นคู่ขวัญใหม่อย่าง ธนบูรณ์ เกษารัตน์ และ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ซึ่งช่วยกันตัดเกม และลำเลียงบอลจากหลังไปหน้าได้ดี โดยเฉพาะ “เจ้านิว” ที่เด่นอย่างมาก ทั้งตัด ทั้งเปลี่ยนถ่ายบอล และตั้งเกมรุก รวมถึงเติมขึ้นมาหาโอกาสทำประตูได้เอง

ในส่วนของเกมรุก เราก็ได้เห็นมิติใหม่ๆ ที่เกือบใส่สกอร์ให้ทีมชาติไทยได้ ทั้งจากการทะลุเข้าไปยิงของ สิโรจน์ ฉัตรทอง, การเดินเกมขึ้นมา ทางฝั่งซ้าย ของบดินทร์ ผาลา ก่อนที่นูรูล จะชาร์จบอลไม่โดน และการเล่นลูกสูตรจากลูกเตะมุมในช่วงท้ายครึ่งแรก ก่อนจบด้วยการโหม่งเฉี่ยวเสาไปนิดเดียวของ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์

มันจึงเป็นครึ่งแรกที่เริ่มต้นได้ดีกว่าที่คาด

เพราะทีมที่ทีมชาติไทย ซึ่งอยู่ในอันดับ 127 ของโลกต้องเจอ
นั่นคือทีมชาติอุซเบกิสถาน อันดับ 62 ของโลก และเล่นในฐานะทีมเยือน

การแจ้งเกิดของสองเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ

โอเคล่ะ สกอร์ที่จบลง 0-2 มันอาจจะดูขัดไปหน่อย หากจะชมเพียงอย่างเดียว แต่หากตัดลูกแรกที่เสียประตูออกไป ต้องยอมรับว่า ราเยวัช เฉียบมากเหลือเกิน ที่ตัดสินใจเลือก พรรษา เหมวิบูลย์ จับคู่กับ เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว ในตำแหน่งเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ ก่อนหน้าของ มิก้า ชูนวลศรี, พุทธินันท์ วรรณศรี และ นัสตพล มาลาพันธ์ เพราะทั้งคู่ทำผลงานได้ดีจริงๆ โดยเฉพาะครึ่งแรก ซึ่งนี่คือสิ่งตอกย้ำว่า ในไทยลีก ยังมีกองหลังตัวกลางดีๆ ให้ทีมชาติเลือกใช้งานอีกพอสมควร

มิดฟิลด์คู่กลางจากดินแดนกว่างโซ้ง

ได้รับคำชมเชย ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเซ็นเตอร์ฮาล์ฟ สำหรับ ธนบูรณ์ เกษารัตน์ และ ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ ซึ่งต้องยอมรับความกล้าของราเยวัช ในจุดนี้พอสมควร เพราะจริงๆ แล้ว หลายสื่อก็มีการคาดกันว่า ทั้งคู่อาจจะได้พัก หลังต้องเล่นกับเมืองทอง ในเกมลีกก่อนบินมากับทีมชาติไทย และโอกาสน่าจะตกเป็นของ แอนโทนี่ อำไพพิทักษ์วงศ์ และ ปกเกล้า อนันต์ มากกว่าในแดนกลาง แต่สุดท้ายก็หักมุมมาใช้งาน “ตั้ม” และ “นิว” ซึ่งก็ทำผลงานได้ดีเหลือเกิน 

แต่ถ้าจะชมอย่างเดียว จะหาว่า FFT TH ลำเอียงไปหน่อย
ทีมชาติไทย แพ้ 0-2 แล้วมีจุดไหนล่ะที่ผิดพลาด??

ช่องโหว่ และสมาธิที่เสีย นำพามาสู่ประตูแรก

พื้นที่เพียงนิดเดียว ในเสี้ยววินาทีที่เสียสมาธิ ทำให้เกิดช่องโหว่ให้อุซเบกิสถาน จู่โจมได้ในพื้นที่การดูแลของ นฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม ทางริมเส้นแนวรับของฝั่งขวา ซึ่งน่าจะเป็นจุดที่ราเยวัช คงเห็นอะไรบางอย่างจากประตูที่เสียไปลูกนี้ นอกจากนี้ หลังจากความผิดพลาดของ “เจ้าต้น” ก็ต่อเนื่องกันที่การประกบตัวไม่แน่น และไม่เด็ดขาดพอของ พรรษา เหมวิบูลย์ ก็มีส่วนทำให้ตัวจบสกอร์ของอุซเบกิสถาน ได้ฉีกหนีการประกบเข้าไปล่อเป้าในพื้นที่สุดท้ายของไทยได้

การเสียประตูนี้ บ่งบอกให้เห็นอย่างชัดเจนว่า อุซเบกิสถาน ทราบดีว่า พื้นที่แดนกลางที่ถูกดูแลโดย ธนบูรณ์ และ ฐิติพันธ์ คือจุดแข็งของไทย ฉะนั้น พวกเขาจึงสบช่อง หาโอกาสโจมตีจุดอ่อนนั่นก็คือ ช่องโหว่ที่เกิดขึ้นในตำแหน่งแบ๊คนั่นเอง

สิโรจน์ ไม่ใช่ตัวจบสกอร์ และเวลาของธีรเทพมีน้อยเกินไป

ความเร็วของนูรูล และบดินทร์ อาจจะปั่นป่วนแนวรับของอุซเบกิสถานได้บ้าง แต่ความเปราะบางของพวกเขา ไม่สามารถระคายความแกร่งของร่างกายนักเตะอุซเบกิสถานได้เลย

แต่น่าเสียดาย เวลาเพียงแค่ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงของลีซอ ช่างน้อยเกินไปที่จะทำให้เขาช่วยเปลี่ยนสกอร์ให้ไม่ออกมาเป็นไปอย่างที่เห็น

แถมตัวจบสกอร์ที่ถูกวางไว้เป็นหน้าเป้าอย่าง สิโรจน์ ฉัตรทอง ก็ไม่สามารถคายศักยภาพที่มีออกมาได้เลย สิโรจน์มีโอกาสจะแจ้ง เพียงครั้งเดียวจากการทะลุเข้าไปยิงในกรอบเขตโทษทางฝั่งขวา ซึ่งบอลที่ออกจากเท้านั้น ก็ทั้งเบา และตรงเข้าซองผู้รักษาประตู

ทั้งนี้ ราเยวัช ได้มีการเปลี่ยนพื้นที่ในการเล่นในช่วงครึ่งหลัง โดนนำเอา ธีรเทพ วิโนทัย ลงมา ซึ่งก็ทำผลงานได้ดี เขาสามารถเลี้ยงกินตัวได้ และเก็บบอลไว้กับตัวได้ โดยปล่อยให้ สิโรจน์ ได้ฉีกออกด้านข้างไปทำเกมริมเส้นอย่างที่ตนเองถนัด แต่น่าเสียดาย เวลาเพียงแค่ไม่ถึงครึ่งชั่วโมงของลีซอ ช่างน้อยเกินไปที่จะทำให้เขาช่วยเปลี่ยนสกอร์ให้ไม่ออกมาเป็นไปอย่างที่เห็น

เสียประตูท้ายเกม (อีกแล้ว)

สมาธิในช่วงท้ายเกมของนักเตะไทย เป็นสิ่งที่ราเยวัช ต้องแก้ไขเพิ่ม ไม่ใช่แค่เพียงมองเรื่องแทคติกเท่านั้น เพราะรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ของนักเตะไทยในเกมก็ต้องใส่ใจอย่างยิ่ง ซึ่งเกมเมื่อวาน เป็นอีกครั้งที่ ทีมชาติไทยต้องมาเสียประตูในช่วงเวลาที่เหลือเพียงไม่กี่วินาทีก็จะหมดเวลาอยู่แล้ว 

ทั้งนี้ การเสียลูกที่สองนั้น จุดเริ่มต้นเกิดจากการพลาดพลั้งในการปะทะแย่งบอลกลางสนามของ ชัยวัฒน์ บุราณ และหลังจากนั้น อุซเบกิสถาน ก็จัดการเจาะทางฝั่งซ้ายของ เควิน ดีรมรัมย์ ซึ่งเล่นเกมรับได้อย่างยอดเยี่ยมมาตลอด 92 นาที บนพื้นที่ที่ตนเองต้องรับผิดชอบ แต่แค่เสี้ยวอึดใจก่อนหมดเวลาที่เขาปล่อยให้นักเตะคู่แข่ง มีพื้นที่เลี้ยงลากขึ้นมา สุดท้ายก็จบลงที่การยิงประตูอย่างสวยงาม

เติมเต็มด้วยแข้งกิเลน

ความพ่ายแพ้จากทาชเคนต์ในคราวนี้ของทีมชาติไทย มิโลวาน ราเยวัช คงได้ทดลองทั้งระบบ และนักเตะหลายคน ซึ่งเขาคงเห็นอะไรบางอย่างที่ไม่เคยเห็น และนั่นก็คือส่วนเติมเต็มในชิ้นข้อมูลที่มีอยู่แล้วในสมอง ก่อนจะใช้ความคิดในการตัดผู้เล่นบางส่วนออก และเติมเต็มด้วยนักเตะเมืองทอง ยูไนเต็ด เข้ามาในนัดต่อไปที่เตรียมต้อนรับ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่สนามราชมังคลากีฬา ในวันที่ 13 มิถุนายน ที่จะถึงนี้

นักเตะที่สอบผ่านในใจของราเยวัช น่าจะได้ผนึกกำลังกับ ธีราทร บุญมาทัน, ชนาธิป สรงกระสินธ์, ธีรศิลป์ แดงดา, กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์, ทริสตอง โด ฯลฯ ที่จะได้กลับมาสู่ทีมค่อนข้างแน่

ซึ่งเกมหน้ากับยูเออี จะเป็นบททดสอบที่แท้จริงของ มิโลวาน ราเยวัช
และจะเป็นเกมแรกต่อหน้าแฟนบอลชาวไทย ต่อหน้าความคาดหวังของแฟนบอล ต่อหน้าทุกสิ่งอย่างมากมายในสนามราชมังคลากีฬาสถาน ผลจะเป็นเช่นไร อีกไม่ถึงสัปดาห์ เราจะได้ทราบกันแน่นอน…...