ก้าวที่พลาดของโกลเด้นบอย : เกิดอะไรขึ้นกับ "แจ็ค วิลเชียร์"

แจ็ค วิลเชียร์ มิดฟิลด์วัย 24 ปีของอาร์เซน่อลได้ย้ายมาอยู่กับ บอร์นมัธ แบบยืมตัวในซัมเมอร์นี้ และนั่นทำให้ทุกสายจับจ้องมาที่เหตุการณ์ดังกล่าว อเล็กซ์ เฮสส์ นักข่าวของ FFT จะมาประเมินถึงสถานการณ์ดังกล่าวนี้ให้คุณได้เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นกันแน่

สำหรับครั้งนี้เราจะพูดคุยถึงเรื่องราวและจุดผกผันที่เกิดขึ้น ในวันสุดท้ายของตลาดซื้อขายซัมเมอร์นี้ไม่มีการย้ายทีมของนักเตะคนไหนที่เหนือความคาดหมายยิ่งกว่า แจ็ค วิลเชียร์ ... อาร์เซน่อล ปล่อยนักเตะตัวความหวังของพวกเขาให้กับ บอร์นมัธ แบบยืมตัว

มันช่างเป็นสองปีที่ลำบากเหลือเกินสำหรับมิดฟิลด์รายนี้ และในขณะที่ฤดูกาลนี้การยืมตัวครั้งนี้ก็ถูกอธิบายโดย อาร์เเซน เวนเกอร์ อย่างชัดเจน สำหรับตอนนี้ อาร์เซน่อล อยู่ได้สบายๆโดยไม่ต้องมีเขา และนี่คงไม่ใช่สิ่งที่ วิลเชียร์ เคยพบมาก่อนในชีวิตนี้

เควิน คีเเกน อดีตกุนซือทีมชาติอังกฤษเคยบอกว่า เส้นทางของนักเตะที่ยิ่งใหญ่นั้นต้องมีครั้งหนึ่งที่ทุกๆคน "ต้องปฎิเสธบางข้อเสนอ" นั่นอาจทำให้เรานึกถึงเรื่องของ วิลเชียร์ ในตอนนี้ แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้นมันอาจจะเป็นเรื่้องที่ถูกต้องก็ได้ มันอาจจะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในรอบทศวรรษของเขา นั่นอาจทำให้ทีมชาติอังกฤษสิ้นสุดการรอคอยสำหรับผู้สืบทอดตำแหน่งของ พอล แกสคอยน์ ในเร็วๆนี้

การตกต่ำระยะยาว

มันเป็นถอยหลังลงคลองหรือเป็นสิ่งที่เขาควรตัดสินใจเช่นนี้ตั้งนานเเล้ว ? เพราสิ่งที่แปลกเกี่ยวกับการเดินทางครั้งใหม่ของ วิลเชียร์ มันดูไม่น่าเชื่อและเป็นอะไรที่ฉุกละหุกเอามากๆเลยทีเดียว

อีกมุมหนึ่งที่ต้องทราบไว้ก่อน คือเขามีโอกาสได้ลงสนามด้วยการออกสตาร์ทเป็นตัวจริงในเกมลีกเพียง 10 เกมเท่านั้นตลอด 2 ฤดูกาลที่ผ่านมา ซึ่งในฤดูกาล 2011/12 ที่เป็นปีแรกที่สองหลังการเปิดตัวเขานั้นเขาพลาดการลงสนามเพียงแค่ 2 เกมเท่านั้นตลอดทั้งฤดูกาล สิ่งที่เป็นเรื่องยากสำหรับเขาในตอนนี้คือความมั่นคงในระยะยาวอย่างไม่ต้องสงสัย

 

เหตุการณ์ก็กลับตาลปัตรเหมือนเมื่อครั้งในปี 2010 เมื่อเขาย้ายไป โบลตัน ซึ่งเป็นทีมค่อนล่างของพรีเมียร์ลีกในตอนที่เขาอายุ 18 ปีแบบไม่ได้ตั้งตัว

แต่ในช่วงเวลาแค่ 6 วันก่อนหน้านี้เขาคือนักเตะที่ลงสนามช่วยให้ อาร์เซน่อล ได้รับชัยชนะที่ วิคาราจ โร้ด เขาได้ลงสนามาในนาทีที่ 70 และวิ่งพล่านไปทั่วสำหรับตำแหน่งมิดฟิลด์ เขาอาจต้องการต่อช่วงเวลานั้นออกไปและลบล้างความไม่มันใจที่ทุกๆคนคิดเกี่ยวกับเขา

ไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้เขาเคยเป็นนักเตะที่ รอย ฮอดจ์สัน เรียกตัวไปติดทีมชาติอังกฤษลุยศึกยูโร 2016 ระหว่างค่ำคืนในเกมสุดท้ายของฤดูกาลที่เเล้วจบลงสถานะของเขาในตอนนั้นยังคงเป็น "นักเตะทีมีความพิเศษ" และนั่นทำให้เขาเข้าตาของนายใหญ่ทัพสิงโตคำราม และเขามีโอกาได้ลงสัมผัสเกมถึง 3 เกมจาก 4 เกมในทัวร์นาเม้นดังกล่าว นั่นอาจจะเป็นอไรที่ยอดเยี่ยมสำหรับเรื่องเกียรติและศักดิ์ศรีของในฐานะของนักฟุตบอล แต่ดูเหมือนนั่นก็เป็นดาบสองคมที่ทำให้เขาถูกตั้งข้อสงสัยว่าจะมีวันที่เขาดีพอที่จะลงสนามเป็น 11 ตัวจริงหรือเปลา ?

ก่อนทัวร์นาเม้นยูโรจะเริ่ม วิลเชียร์ ได้พูดถึงเรื่องของปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวนมาตลอดว่า "ผมรู้สึกว่าผมฟิตเปรี๊ยะและพร้อมสุดๆ อาร์แแซน อาจมองว่านี่มันยังไม่พร้อมสำหรับผมแต่ผมจะเเสดงให้เขาเห็นว่าผมสามารถทำมันได้" หลังจากนั้นเขาก็พูดถึงเรื่องศักยภาพการคว้าแชมป์ของอาร์เซน่อลหลังจากที่ต้องตกอยู่ในร่มเงาของทีมอื่นๆมาหลายปี ว่าตอนนี้พวกเขากำลังเห็นแสงที่ปลายอุโมงค์บ้างเเล้ว

Jack Wilshere, England

แต่อยู่ๆเหตุการณ์ก็กลับตาลปัตรเหมือนเมื่อครั้งในปี 2010 เมื่อเขาย้ายไป โบลตัน ซึ่งเป็นทีมค่อนล่างของพรีเมียร์ลีกในตอนที่เขาอายุ 18 ปี แต่สโมสรก็ยืนยันว่าพวกเขาพร้อมที่จะให้ตำแหน่งนักเตะตัวหลักกับเขาและนั่นกลายเป็นขวบปีที่เขาดูมีบทบาทและมีความตั้งใจมากที่สุดเลยทีเดียว แต่มันก็ค่อนข้างหน้าสงสัยเพราะเมื่อเวลาผ่านมาเเล้ว 6 ปีมันกลับเกิดขึ้นอีกครั้งหลังจากที่เขาดูหมดไฟและอยู่ไกลจากฟอร์มการเล่นที่ดีที่สุดของเขา นี่อาจจะเป็นกลายถอยหลังลงคลองจริงๆก็ได้

การแยกทางกับอาร์เซน่อลในตอนนี้อาจเป็นแค่เรื่องชั่วคราวเท่านั้น แต่เขาก็ควรพึงสังวรณ์ไว้ว่าทั้งหมดที่ เวนเกอร์ พยายามเสริมทัพในช่วงตลอดหลายปีที่ผ่านมาก็มีสิทธิ์ที่อาจจะทำให้เขากระเด็นออกจากทีมได้ไม่น้อยเช่นกัน

คำสาปของนักเตะวอนเดอร์คิด

มันเหมือนสิ่งที่สื่อในประเทศอย่าง เดอะ การ์เดี้ยน อธิบายถึงสรรพคุณของ วิลเชียร์ ในตอนที่เขาได้ลงเล่นเกมพรีซีซั่นในฤดูกาล 2010 ตอนนั้นเขาอายุแค่ 18 ปีเท่านั้น "เขาเเสดงให้เห็นถึงทักษะการควบคุมเกมระดับสูงและความนิ่งสงบที่หาได้ยากจากนักเตะดาวรุ่งทั่วไป ไม่ต้องมีข้อสงสัยใดๆเลยสำหรับศักยภาพในตัวนักเตะคนนี้"

ศักยภาพที่กล่าวอ้างในโลกของฟุตบอลนั้นส่วนใหญ่มักจะไม่เกิดขึ้นจริง เหล่านักเตะที่ถูกคาดหมายไว้ว่าพวกเขาจะก้าวขึ้นมาเป็นยุคสมัยใหม่และสร้างปรากฎการณ์ก็มักที่จะไม่ได้เดินตามรอยคำทำนายเหล่านี้ได้แบบง่ายๆ

ในโลกของฟุตบอล วอนเดอร์คิด หลายๆคนก็ไม่อาจจะทำได้ดีตามที่ใครหลายคนคาดการณ์ไว้ มีนักเตะอย่าง ไมเคิล โอเว่น หรือ แฮร์รี่ คีเวลล์ ที่เกือบจะดีแต่สุดท้ายก็เป็นเหยือของอาการบาดเจ็บ หรืออาจจะมีนักเตะที่มีปัญหาเกี่ยวกับอาชีพการค้าแข้งอย่าง ไมเคิล จอห์นสัน , ลี ชาร์ป หรือแม้กระทั่ง พอล แกสคอยน์ นอกจากนี้อีกประเภทหนึ่งก็คือนักเตะที่มีทัศนคติในการเล่นที่ไม่สามารถทำให้พวกเขาเติบโตได้อย่างเช่น ราเวล มอร์ริสัน , มาริโอ บาโลเตลลี่ หรือ ฮาเต็ม เบน อาร์ฟา

อาจมีนักเตะมากมายมากกว่านี้ที่เข้าเค้าในรายชื่อที่ได้ระบุมาข้างต้น แต่ยังมีอีกหลายคนที่เคยคิดว่าพวกเขาจะต้องมีฤดูกาลที่เจิดจรัสแต่ท้ายที่สุดเเล้วก็หายไปตามกาลเวลาเช่น เฟร็ดดี้ อาดู , จอสช์ แม็คเอคราน , จอห์น บอสต็อค ที่ล้มเหลวแบบไม่เป็นท่าแบบไม่รู้จะหาเหตุผลใดๆมาอธิบาย

 

Jack Wilshere, Emirates Cup

วิลเชียร์ คือนักเตะที่ได้เล่นในทัวร์นาเม้นระดับเมเจอร์ถึง 2 ครั้งตั้งแต่ที่เขายังอายุไม่ถึง 25 ปี แต่มันก็ไม่มีข้อการันตีใดๆว่าเขาจะมีโอกาสครั้งที่ 3 หรือไม่ แต่ก็ยังมีข้อสงสัยย้อนกลับเเบบเล็กๆน้อยๆว่าเขานั้นคือของจริงหรือเปล่า ซึ่งต้องยอมรับว่าตอนนี้พัฒนาการของเขาเริ่มเชื่องช้าลง และกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำหรับช่วงเวลาที่สำคัญ

มีหลายเรื่องให้เขาต้องคิด

ตอนอายุ 18 เขาเคยได้รับการยกย่องว่า "เขาเเสดงให้เห็นถึงทักษะการควบคุมเกมระดับสูงและความนิ่งสงบที่หาได้ยากจากนักเตะดาวรุ่งทั่วไป

เห็นได้ชัดว่าการบาดเจ็บนั้นคือเรื่องสำคัญและเป็นอุปสรรคต่อเขาแบบสุดๆ มันเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงสำหรับนักเตะที่อยู่ในช่วงกลางๆของการค้าเเข้ง ใกล้จะถึงวันเกิดเข้าสู่วัย 25 แล้วแต่เขาได้ลงสนามให้ใน

เกมระดับซีเนียร์เพียง 154 เกมเท่านั้นและหากลองยกโปรเเกมมาเทียบดูแล้วล่ะก็อาการบาดเจ็บได้ลักพาตัวเขาหายไปจากการลงสนามถึง 157 เกมเลยทีเดียว ... มันเป็นสถิติที่แสนเลวร้ายพอสมควรและน่าเป็นห่วงว่าเขาอาจจะหยุดชะงักเพียงเท่านี้ก็เป็นได้

การโดนเรื่องเหล่านี้รุมเร้าตลอดเวลาคืออุปสรรคแต่เขาก็มีวิธีที่จะทุเลาสิ่งนี้ลงได้เช่นกัน โดยเฉพาะกับนักเตะที่วิ่งบ้าพลังและไม่ลังเลที่จะเข้าปะทะกับคู่แข่งซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่มีนักเตะที่สามารถลงเล่นได้ทั้งปีคนไหนเขาทำกัน

และสไตล์การเล่นอาจไม่ใช่แต่ปัจจัยเดียวที่ทำให้เขาเป็นเช่นนี้ เพราะเขามักจะมีข่าวที่ไม่เหมาะสมที่มักทำให้เขากลายเป็นเจ้าของเรื่องที่นำมาซึ่งการถกเถียงในหลายๆประเด็น ไม่ว่าจะเป็นข่าวเรื่องการเกี่ยวข้องกับการข่มขืนและเรื่องมารยาทของเขาทั้งหมดนี้อาจทำให้เขากลายเป็นนักเตะไม้ใกล้ฝั่งได้เช่นกัน

Jack Wilshere, Arsenal

เรื่องอื่นๆมากมายเช่นการมีความสุขกับการสูบบุหรี่และการติดปาร์ตี้นั่นอาจไม่ใช่การผิดพลาดที่ถึงขั้นคอขาดบาดตายแต่การทำเรื่้องเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ไม่ได้มีประโยชน์และแสดงออกให้เห็นเลยว่าเขาจะเอาชนะอุปสรรคต่างๆได้อย่างไร และต่อให้ไม่มีปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวนเขาจะเป็นนักเตะที่ดีได้หรือไม่ ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่เสี่ยงและยากต่อการคาดเดาจริงๆ

เผชิญหน้าพบกับความจริงที่ไม่อาจคาดเดาได้

แม้จะว่าด้วยเรื่องของการบาดเจ็บและทัศนคติที่เป็นต้นกำเนิดของความล้มเหลวของวิลเชียร์เเล้วเเล้ว สิ่งที่เขาต้องทำในตอนนี้คือการแสดงความสามารถออกมาให้ได้อย่างถูกต้องและชัดเจนเหมือนครั้งหนึ่งที่เขาทำได้ตอนยังเป็นนักเตะดาวรุ่ง และมันคือสิ่งสำคัญที่เขาต้องการในเวลานี้แม้ตลอด 3 ฤดูกาลมาเขาจะเป็นซีซั่นที่เขาได้รับบาดเจ็บเสียเป็นส่วนใหญ่ก็ตามแต่ต้องไม่ลืมว่าครั้งหนึ่งเขาก็เคยเป็นมิดฟิลด์ตัวห้องเครื่องชั้นดีเช่นกัน

ชื่อเสียงของเขาโด่งดังขึ้นอย่างมากจากการเอาชนะ บาร์เซโลน่า ในปี 2011 แต่หลังจากนั้นมันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เขาจะแสดงศักยภาพสูงสุดเหมือนที่เจอกับคู่แข่งเก่งๆแบบนี้ออกมาอีกครั้ง ซึ่งมีเพียงไม่กี่หนเท่านั้นที่เขาโชว์ฟอร์มแบบนี้ได้

เมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ ชาบี เอร์นันเดซ สุดยอดมิดฟิลด์ที่เป็นดังปรมจารย์ของตำแหน่งนี้เคยบอกว่า วิลเชียร์ คืออนาคตของวงการฟุตบอลอังกฤษ ขณะที่เวลายังเดินหน้าต่อไปภายใต้คำชมของ ชาบี ดูเหมือนว่ากอกลางชาวสเปนจะพูดถึงเรื่องของอนาคตมากกว่าปัจจุบัน มันกลายเป็นคำสาปที่ติดตัววิลเชียร์มาจนทุกวันนี้

สำหรับตอนนี้ เขาควรทำหน้าที่และรับมือกับความผันผวนครั้งนี้ให้ดีที่สุด นั่นคือศักยภาพที่เหล่านักกีฬาระดับหัวกะทิเททำกันไม่ว่าจะอยู่กับทีมระดับไหนและมีอุปสรรคเท่าไรก็ตาม ตรงข้ามกันของวิลเชียร์ในตอนนี้ มาร์คัส แรชฟอร์ด กำลังเป็นดาวดวงใหม่ที่ได้รับการคาดหมายว่าจะเป็นซูเปอร์สตาร์รายต่อไปก็ต้องรับมือกับเรื่้องนี้เช่นกัน

มันคือบททดสอบเดียวกันที่สามารถตั้งเป้าหมายที่แตกต่างออกไปได้ หาก วิลเชียร์ ประวัติการค้าแข้งของเขาได้แสดงบางสิ่งบางอย่างออกมาให้รู้ว่าเขากำลังเดินตามรอยคำทำนายหรือความคาดหวังทั้งหลายที่มีต่อตัวเขา นี่คือสิ่งที่เขาต้องพิสูจน์และสำหรับนักเตะที่อายุ 24 ปี นั่นถือว่าเป็นช่วงอายุที่ไม่สายเกินไปที่จะแก้ไขอะไรอย่างแน่นอน

เรื่องอื่นๆมากมายเช่นการมีความสุขกับการสูบบุหรี่และการติดปาร์ตี้นั่นอาจไม่ใช่การผิดพลาดที่ถึงขั้นคอขาดบาดตายแต่การทำเรื่้องเหล่านี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ไม่ได้มีประโยชน์และแสดงออกให้เห็นเลยว่าเขาจะเอาชนะอุปสรรคต่างๆได้อย่างไร และต่อให้ไม่มีปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวนเขาจะเป็นนักเตะที่ดีได้หรือไม่ ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่เสี่ยงและยากต่อการคาดเดาจริงๆ