Analysis

กัลโช่ เซเรีย อา ยุค ‘90 : เมื่อครั้ง บาจโจ้ , บาติสตูต้า และฟุตบอลอิตาลีครองโลก

โกลัคโช่! ในยุคทศวรรษ’90 ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ฟุตบอลอิตาลีกลายเป็นศูนย์กลางของโลกใบนี้ ทีมจากเซเรียอา คว้าแชมป์ยุโรปได้ถึง 13 รายการ , เกิดดีลแพงที่สุดของโลกถึง 6 ครั้งที่อิตาลี , แข้งกัลโช่คว้าบัลลงดอร์ 6 สมัยในรอบทศวรรษ และสตาร์ดังจากฟาอุสติโน่ อัสปริย่า ไปจนถึงซีเนดีน ซีดาน เราจะพาทุกคนย้อนกลับไปในช่วงเวลาที่ “กัลโช่” คือราชันย์

We are part of The Trust Project What is it?

เพียโตร เฟนน่า กัปตันทีมเวโรน่ากำลังก้าวเท้าอยู่บนทางเดินในสนาม มาร์คอันโตนิโอ เบนเตโกดี้ เขาได้ยินเสียงร่ำไห้ และเมื่อเดินเข้าไปใกล้มากขึ้นจึงทราบว่า เสียงดังกล่าวมาจากห้องแต่งตัวทีมเยือน นำโดย อาร์ริโก้ ซาคคี่ อดีตเทรนเนอร์ของ เอซี มิลาน

หนึ่งเดือนหลังจากนั้น มิลานเอาชนะเบนฟิก้าที่เวียนนา คว้าแชมป์ยูโรเปี้ยนคัพได้สองสมัยซ้อน และตอกย้ำสถานะการเป็นสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกเวลานั้น นั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่มีทีมใดทีมหนึ่งป้องกันแชมป์ยุโรปถ้วยใหญ่ได้ กระทั่ง 27 ปีต่อมา เรอัล มาดริดเอาชนะยูเวนตุสที่คาร์ดิฟฟ์เมื่อปี 2017 ที่เกิดเหตุการณ์นี้ซ้ำอีกครั้ง

การคว้าแชมป์ยุโรปของมิลานในปี 1990 เป็นการจารึกประวัติศาสตร์เพียงครั้งเดียวที่ทีมจากอิตาลีคว้าแชมป์ฟุตบอลยุโรปได้ทั้ง 3 รายการ จานลูก้า วิอัลลี่ ทำคนเดียวสองประตูพา ซามพ์โดเรีย เอาชนะ อันเดอร์เลช คว้าแชมป์คัพ วินเนอร์ส คัพ ขณะที่ในยูฟ่า คัพ ยูเวนตุส เอาชนะ ฟิออเรนติน่า ในศึกสายเลือดอย่างมันหยด พอดีกับที่เสียงขับร้องจากศิลปินโอเปร่าชื่อดัง ลูเซียโน่ ปาวาร็อตติ ดังขึ้น เปิดฉากการแข่งขันฟุตบอลโลก 1990 ที่อิตาลีเป็นเจ้าภาพ นั่นแสดงให้เห็นว่า มันเป็นศตวรรษของฟุตบอลอิตาลีโดยแท้จริง

จุดจบ และจุดเริ่มต้นของบางสิ่ง

บางอย่างที่คุณเห็นมันอาจเป็นเพียงภาพลวงตา เมื่อคุณรู้ว่า 4 ทีมจากอิตาลีที่เข้าชิงฟุตบอลยุโรป ไม่มีทีมใดได้แชมป์ลีกในฤดูกาล 1989/1990 เสียงร่ำไห้ที่ เฟนน่า กัปตันทีมเวโรน่าได้ยินมาจากห้องแต่งตัวของมิลาน ไม่ใช่เสียงร่ำไห้ดีใจด้วยความปลื้มปิติ แต่มันเป็นน้ำตาแห่งความผิดหวัง ที่ความฝันที่จะได้เอื้อมถึงสคูเด็ตโต้ต้องพังทลายลง

มิลานไม่ชอบการเล่นที่เวโรน่า ในอดีตพวกเขาเคยบุกมาแพ้ที่นี่ 3-5 เมื่อปี 1973 เป็นความพ่ายแพ้ที่ถูกเรียกกันว่า “ลา ฟาทั่ล เวโรน่า” ส่วนเหตุการณ์ในปี 1990 นั้น พวกเขามีแต้มเท่ากับ นาโปลีของดิเอโก้ มาราโดน่า ขณะที่ยังเหลือเกมการแข่งขันอีก 2 นัด ก่อนหน้านี้ทัพ “รอสโซเนรี่” นำบนหัวตารางอยู่นานจนกระทั่งต้นเดือนเมษายน แต่นาโปลีเองได้แต้มฟรีมาจากอตาลันต้า ที่โดนสมาคมฟุตบอลอิตาลีปรับแพ้ หลังจากที่ อเลเมา อดีตมิดฟิลด์ของพวกเขา โดนแฟนบอลปาเหรียญใส่จากบนอัฒจันทร์

มิลาน นำ 1-0 ที่เวโรน่า แต่จากนั้นเหตุการณ์ก็เริ่มไม่เป็นอย่างที่พวกเขาคิด เวโรน่า ที่กำลังหนีตกชั้นตีเสมอได้เป็น 1-1 จากนั้น “ปีศาจแดงดำ” ก็น็อตหลุด พวกเขาเจอการตัดสินที่ค้านสายตาของผู้ตัดสินอย่าง โรซาริโอ โล เบลโล่ จากนั้น แฟร้งค์ ไรจ์การ์ด ก็โดนไล่ออก ผู้ตัดสินคนดังกล่าวออกมาชี้แจงภายหลังว่า เขาโดน ไรจ์การ์ด ถ่มน้ำลายใส่ (ที่มือหนึ่งครั้ง และที่เท้าอีกหนึ่งครั้ง) ไม่กี่เดือนก่อนที่ ไรจ์การ์ด จะไปถ่มน้ำลายใส่ รูดี้ โฟลเลอร์ ของเยอรมนี ในฟุตบอลโลกปีนั้น และกลายเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ฉาวในหน้าประวัติศาสตร์ฟุตบอลโลก

จากนั้นทุกอย่างแย่ลงไปอีกเมื่อ มาร์โค แวน บาสเท่น ไม่พอใจคำตัดสินของกรรมการ ฉีกเสื้อแข่งตัวเองทิ้ง เขาโดนไล่ออกไปอีกคน ตามไปด้วย อาร์ริโก้ ซาคคี่ ที่โดนไล่ออกไปเหมือนกัน ปิดท้ายที่ อเลสซานโดร คอสตาคูร์ต้า ที่เป็นผู้เล่นที่โดนใบแดงในเกมนั้นเป็นรายที่สาม หลังจากไปประท้วงผู้กำกับเส้นที่ให้ประตูชัยกับเวโรน่า จบเกมนั้น มิลานแพ้ไป 1-2

จากนั้นนาโปลีก้าวไปคว้าชัยชนะสองเกมรวดในอีกสองนัดสุดท้าย ช่วยให้มาราโดน่าคว้าสคูเด็ตโต้ได้เป็นสมัยที่ 2 หลังจากที่เขาเคยพาทัพ “อัซซูร่า” คว้าแชมป์ครั้งแรกได้เมื่อ 4 ปีก่อนหน้านั้น แต่นั่นก็กลายเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขวาระสุดท้ายของ “เสือเตี้ย” เมื่อเขาโดนแบน 15 เดือนจากกรณีเสพโคเคนเมื่อเดือนมีนาคมปี 1991 เขาไม่ได้เล่นที่ซาน เปาโลอีกหลังจากนั้นอีกเลย และยุครุ่งเรืองของนาโปลีก็ได้สิ้นสุดลง

แต่การจากไปของ มาราโดน่า และการล่มสลายของนาโปลี ไม่ได้ส่งผลต่อความรุ่งเรืองของฟุตบอลอิตาลี ที่ขณะนั้นเป็นขาขึ้นโดยแท้จริง ลีกแห่งนี้ไม่ได้มีสตาร์เพียงคนเดียว เพราะพวกเขาอยู่ทุกที่ ทุกทีม คุณจะเห็นโลธ่าร์ มัทเธอุสได้รางวัลบัลลงดอร์ ขณะที่ค้าแข้งกับอินเตอร์ ขณะที่ดาวเตะค่าตัวแพงที่สุดในโลกขณะนั้นอย่างโรแบร์โต้ บาจโจ้ ย้ายไปร่วมทีมยูเวนตุส

ช่วงเวลาหนึ่งอิตาลีเคยเป็นลีกที่มีเงิน และดึงดูดสตาร์ดังจากทั่วโลก ก่อนที่ โรแบร์โต้ บาจโจ้ จะย้ายออกจากฟิออเรนติน่าเมื่อปี 1990 นั้น ... 11 จาก 13 ดีลย้ายทีมสถิติโลก เกิดขึ้นที่กัลโช่ เซเรีย อา ประจวบเหมาะกับช่วงเวลาที่ยูฟ่าแบนทีมจากอังกฤษจากการแข่งขันฟุตบอลยุโรปเมื่อปี 1985 พวกเขาเลยชิงพื้นที่จากดินแดนผู้ดีมาได้อย่างสมบูรณ์ ในช่วงทศวรรษ 90 นั้น ทีมจากอิตาลีได้แชมป์ยุโรปถึง 13 จาก 30 รายการรวมทั้งหมด และเข้าชิงถึง 25 ครั้ง

“เซเรีย อาคือที่หนึ่งในเวลานั้น และเป็นลีกที่น่าดึงดูดใจที่สุดในช่วงทศวรรษ ‘90” คำพูดเปิดใจของแอร่อน วินเทอร์ ดาวเตะชาวดัตช์ ที่ย้ายจากอาแจ็กซ์เมื่อปี 1992 ไปเล่นให้กับลาซิโอ ต่อด้วยอินเตอร์ มิลาน เปิดใจหลังจากรับใช้ชาติทั้งหมด 84 นัดให้กับทีมชาติเนเธอร์แลนด์

“สิ่งที่สเปนกำลังเป็นอยู่ตอนนี้ อิตาลีเคยเป็นมาก่อนเหมือนกัน เมื่อครั้งที่ผมเริ่มเล่นที่เซเรีย อา ผมรู้สึกได้ถึงระดับการเล่นที่สูงมากของลีก และมันยากมากกว่าคุณจะเอาชนะคู่แข่งได้ในแต่ละเกม มันกลายเป็นประเทศที่เป็นศูนย์รวมของนักเตะระดับโลก”

แกซซ่ามาเนีย

แฟนฟุตบอลอังกฤษเริ่มที่จะรู้จักกัลโช่ เซเรีย อา มากขึ้นในปี 1992 จากผู้ชายคนหนึ่งที่ชื่อ พอล แกสคอยน์ ทั้งนาโปลี , ยูเวนตุส และ โรม่า ต่างสนใจในตัวเขา ที่แจ้งเกิดจากฟุตบอลโลก 1990 สุดท้ายกลายเป็น ลาซิโอ ที่ตกลงกับสเปอร์สได้เมื่อปี 1991 แต่อะไรที่จูงใจ แกซซ่า ให้มาค้าแข้งให้ “อินทรีฟ้าขาว” น่ะหรือ? มันคือฟาร์มปลาเทราท์ เขาขอฟาร์มของตัวเองกับสโมสรใหม่ และที่น่าแปลกใจคือลาซิโอยอมตกลงหาให้เสียด้วย

อาการบาดเจ็บที่หัวเข่าที่เขาได้รับจากเกมเอฟเอคัพนัดชิงชนะเลิศเมื่อปี 1991 ชะลอการย้ายทีมครั้งนั้นไป ค่าตัวของเขาถูกลดลงจาก 8.5 ล้านปอนด์ เหลือเพียง 5.5 ล้านปอนด์ และการฟื้นฟูสภาพความฟิตก็ยิ่งช้าลงไปอีก เมื่อเขาถูกทำร้ายในไนต์คลับแห่งหนึ่งที่เมืองนิวคาสเซิ่ล ตอนแรก เกล็น โรเดอร์ ได้รับมอบหมายให้พา แกสคอยน์ มาที่อิตาลีเพื่อเซ็นสัญญาให้ได้ แต่สุดท้ายเจ้าตัวก็ไปโดนอัดอยู่ที่ไนท์คลับ ดีลทุกอย่างล่ม และทำให้โรเดอร์ หัวเสียเป็นอย่างมาก

แกสคอยน์มาถึงโรมในที่สุด ในเดือนพฤษภาคมปี 1992 เขาได้รับค่าเหนื่อยอยู่ที่ 22,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ซึ่งถือว่ามหาศาลในขณะนั้น สโมสรจ้างบอดี้การ์ดสองคนมาดูแลเขาที่บ้าน กระทั่งเกิดเรื่องเพี้ยนขึ้นเมื่อบอดี้การ์ดดันจำเจ้าของบ้านอย่างแกสคอยน์ไม่ได้พร้อมกับเอาปืนขู่เจ้านายตัวเองเพราะคิดว่าเป็นโจรซะอย่างนั้น

วันประเดิมสนามของเขา คือเกมเปิดบ้านพบเจนัว ซึ่งเป็นเกมเซเรีย อา นัดแรกที่มีการถ่ายทอดสดกลับไปที่อังกฤษ กลายเป็นชื่อติดปากที่เรียกกันว่า “แกซซ่ามาเนีย” โดยช่อง 4 ของอังกฤษซื้อลิขสิทธิ์ไปถ่ายทอดสดในช่วงปิดฤดูกาลเมื่อปี 1992 มันกลายเป็นหน้าต่างบานใหญ่ ทำให้แฟนบอลประเทศอื่นรู้จักวงการลูกหนังอิตาลีมากขึ้น หลังจากก่อนหน้านั้นจะได้ดูกันเฉพาะเมื่อมีฟุตบอลสโมสรยุโรปลงเตะเท่านั้น

การถ่ายทอดสดของช่อง 4 จะมีขึ้นในทุกบ่ายวันอาทิตย์ ในเวลานั้น เซเรีย อา จะลงเตะพร้อมกันทุกคู่ โดยแฟนบอลจะได้ชมไฮไลท์การแข่งขันทุกเช้าวันเสาร์ในรายการที่ชื่อ “กาซเซตต้า ฟุตบอล อิตาเลีย” ตอนแรกช่องนี้ต้องการให้ แกสคอยน์ เป็นพรีเซนเตอร์ด้วยตัวเอง แต่สุดท้าย มันดูตลกเกินไป สุดท้ายกลายเป็น เจมส์ ริชาร์ดสัน ที่ขณะนั้นเป็นโปรดิวเซอร์วัยละอ่อน ก้าวขึ้นมาอยู่เบื้องหน้าแทน มีผู้ชมในขณะนั้นนับล้านคน

ลาซิโอ เสมอกับ เจนัวไป 1-1 ในวันนั้น จากนั้นก็เอาชนะ ปาร์ม่าได้ 5-2 ก่อนที่ตาของ แกซซ่า จะเบิกโพลงขึ้นในเกมกับ เอซี มิลานที่ซาน ซิโร่ “ผมจำได้ ตอนแรกผมคิดว่า เราจะรอด เราน่าจะเก็บแต้มได้ เราทำได้ดีแค่ใน 10 นาทีแรก จากนั้นพวกเราก็โดนถล่มยับ มันน่ากลัวมาก” เกมนั้นมิลานเอาชนะไป 5-3 หลังจากที่ก่อนหน้านี้ พลพรรครอสโซเนรี่เพิ่งจะเอาชนะ ฟิออเรนติน่ามา 7-3 หนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้านั้น

อย่างไรก็ตาม แกสคอยน์กลายเป็นฮีโร่ของชาวลาซิโอ เขาทำประตูตีเสมอท้ายเกมในโรม ดาร์บี้ จากนั้นเขาก็เริ่มทำผมทรงหางเปีย เพราะต้องการเหมือนกับ มิค ฮักนัลล์ นักร้องชื่อดังของอังกฤษในเวลานั้น และทำให้เขากลายเป็นขวัญใจคนใหม่ของทีมในห้องแต่งตัว

แต่ก็มีเรื่องแผลงๆ เกิดขึ้นเช่นกัน เขาเคยสั่งบอดี้การ์ดของให้พาเขาและเพื่อนไปที่ตู้นิรภัยในธนาคารในกลางกรุงโรม เพื่อดูแลเงินก้อนใหญ่ที่ขณะนั้นมีมากถึง 50 ล้านปอนด์ นอกจากนั้นก็ยังมีเรื่องราวที่เขาเคยฆ่างูตัวหนึ่งด้วยไม้กวาดด้ามเดียว ที่บ้านของเขา จากนั้นนำซากงูตัวนั้นไปใส่ในกระเป๋าของโรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ

“เขาทำได้ทุกอย่าง” จูเซ็ปเป้ ซินญอรี่ อดีตศูนย์หน้าลาซิโอในขณะนั้นเล่าพร้อมกับรอยยิ้ม “มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เขาเปลือยล่อนจ้อน ทั้งกลางโรงแรม และในรถบัส มันเกิดขึ้นตอนที่รถของทีมกำลังวิ่งลอดใต้อุโมงค์ เขาถอดเสื้อหมดและไปนั่งข้างผู้จัดการทีมขณะนั้นอย่าง ดิโน่ ซอฟฟ์”

“ทุกครั้งหลังจากซ้อมเสร็จ คุณต้องคอยดูตรงที่จับประตูรถทุกครั้งเมื่อคุณจะขึ้นรถกลับบ้าน ถ้ามันเปียกและไม่ใช่น้ำ นั่นหมายถึงเขาแอบไปแกล้งคุณอยู่ตรงนั้น”

“พอลยืนอยู่ตรงหน้าผม แก้ผ้าไปครึ่งตัว”

แอร่อน วินเทอร์ ก็มีเรื่องเล่าให้เราฟังเหมือนกัน

“ผมจำวันแรกที่ผมย้ายมาที่นี่ได้ ผมอยู่ในห้องของผมที่โรงแรม จากนั้นก็มีใครสักคนมาเคาะประตูห้องผม” ดาวเตะชาวดัตช์ย้อนรำลึกความหลัง “ผมเปิดประตูและพอลก็ยืนอยู่ตรงนั้น ไม่ใส่เสื้อผ้า และถือถาดพร้อมกับขวดแชมเปญเพื่อต้อนรับผม”

“ผมมีช่วงเวลาที่ดีร่วมกับเขานะ บางครั้งเพื่อนจากฮอลแลนด์เดินทางมาเยี่ยมผม และก็อยากเจอเขาด้วย อยู่มาวันหนึ่ง เขาบอกว่าจะยิงประตูให้กับเพื่อนของผม จากนั้นก็จะกระโดดขึ้นไปโหนคาน แล้วเขาก็ทำแบบนั้นจริงๆ”

“อีกครั้งหนึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผมกำลังกินข้าวเที่ยงอยู่กับภรรยาของผม และพอลเองก็มากินข้าวที่ร้านเดียวกัน พร้อมกับแฟนสาวของเขา ตอนแรกผมจำเขาไม่ได้เหมือนกัน แต่พอพวกเขากินเสร็จ พอลก็บอกกับบริกรว่า ‘อ๋อ ไม่เป็นไรครับ เดี๋ยวแอร่อนเพื่อนผมจะจ่ายเอง’ จากนั้นเขาก็ทำท่าเหมือนจะเรียกผม ผมยกมือขึ้นทักเขา เขาก็เลยบอกบริกรว่า ‘เห็นมั้ยครับ แอร่อนบอกแล้วว่าเขาจัดการได้’ พอผมกินข้าวเสร็จแล้วสั่งคิดเงิน ผมถึงกับช็อคเมื่อเห็นบิลของตัวเอง เพราะแน่นอนว่าผมไม่ได้กินมากขนาดนั้น บริกรเดินมาหาผมบอกว่า พอลให้ผมเป็นคนจ่าย ผมจึงเข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น มันเป็นเรื่องตลก และสุดท้ายพอลก็มาจ่ายเงินคืนผมครบหมดนะ”

“บางครั้งเขาก็ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป เขาไม่ชอบขึ้นเครื่องบิน ดังนั้นเมื่อเราเดินทางไปแข่งเกมเยือน เขาจะต้องสั่งเหล้าคอนญักมาเพื่อระงับอารมณ์กลัวของตัวเอง แต่เขาเป็นเพื่อนที่ดีมากนะ และผมรู้สึกสะเทือนใจที่เห็นเขาต้องเจอปัญหาสุขภาพรุมเร้าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา เขาเป็นนักเตะที่ยอดเยี่ยมมาก และเป็นนักเตะจากอังกฤษที่ดีที่สุดเลย”

ในฤดูกาลแรก แกสคอยน์ช่วยให้ทีมจบอันดับที่ 5 และพาลาซิโอไปเล่นฟุตบอลยุโรปเป็นครั้งแรกในรอบ 16 ปี พวกเขาเพิ่งไต่มาจากเซเรีย บี ในช่วงปลายทศวรรษ ‘80 และจากนั้น ลาซิโอ ก็จบอันดับเหนือ โรม่า 5 ฤดูกาลติดต่อกัน ก่อนที่จะมีนักเตะคนหนึ่งที่ชื่อ “ฟรานเชสโก้ ต็อตติ” มานำพาความยิ่งใหญ่กลับไปอยู่กับทีม “หมาป่าแห่งกรุงโรม” อีกครั้ง

ช่วงนั้นลาซิโอมีนักเตะที่คว้าดาวซัลโวของลีกอย่าง จูเซ็ปเป้ ซินญอรี่ ที่ทำได้เมื่อฤดูกาล 1992/1993 เขาทำไป 26 ประตู จากฤดูกาลที่เขาเพิ่งย้ายมาจากทีมฟอจเจีย จากนั้นเขาก็เป็นดาวซัลโวของลีกอีกเมื่อฤดูกาล 1993/1994 และ 1995/1996 ก่อนที่จะไปอยู่กับซามพ์โดเรีย และโบโลญญ่า แต่ก่อนที่เขาจะย้ายออกจากลาซิโอ มีช่วงหนึ่งที่เขาเกือบโดนขายให้ปาร์ม่า เมื่อปี 1995 ก่อนจะโดนแฟนนับพันมารวมตัวประท้วงตามท้องถนนเพื่อต้องการให้ลาซิโอ เปลี่ยนใจและยกเลิกการขายซินญอรี่เสีย ซึ่งพวกแฟนบอลก็ประสบความสำเร็จเสียด้วย

“พวกแฟนบอลรักผม พวกเขาไม่อยากให้ผมย้ายไปปาร์ม่า” ซินญอรี่ย้อนความจำ “มันเป็นเหตุการณ์ที่คุณจะไม่มีวันลืมเลย ช่วงเวลาที่อยู่กับลาซิโอนั้นวิเศษมาก โดยเฉพาะการเป็นดาวซัลโวถึง 3 สมัยซ้อน ก็เป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมากเช่นกัน ผมทำประตูรวมกันได้เกิน 100 ลูกให้กับลาซิโอ ได้เล่นร่วมกับคาร์ล ไฮนซ์ รีดเล่ , ปิแอร์ลุยจิ กาซิรากี้ และ อเลน บ็อคซิช พวกเขาทั้งสามคนคอยดึงตัวประกบ เพื่อเปิดทางให้ผมเป็นคนจบสกอร์”

ซินญอรี่กลายเป็นดาวซัลโวสูงสุดของเซเรีย อา หากนับเฉพาะในทศวรรษ ‘90 เขาทำไป 141 ประตู เหนือกว่า กาเบรียล บาติสตูต้า ที่่โชว์ฟอร์มได้อย่างสุดยอดกับ ฟิออเรนติน่า ซึ่งรวมถึงประตูอันเลื่องชื่อในแชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ยิงประตูสุดสวยใส่อาร์เซน่อลที่เวมบลีย์ นำไปสู่การสร้างอนุสาวรีย์ที่ฟลอเรนซ์เพื่อสรรเสริญเขา ทั้งซินญอรี่ และ บาติสตูต้า ไม่มีแชมป์ลีกติดมือในทศวรรษ ‘90 แม้สุดท้าย “บาติโกล์” จะมาทำได้กับโรม่าในฤดูกาล 2000/2001 ก็ตาม แต่สำหรับ ซินญอรี่แล้ว น่าเศร้าที่เขาไม่เคยได้แชมป์เมเจอร์รายการใดๆเลย และติดทีมชาติไปเพียงแค่ 28 นัดเท่านั้น

ช่วงเวลาของ แกสคอยน์ ที่ลาซิโอไม่ได้ยาวนานอย่างที่คิด เขาลงสนามให้กับทีมไปเพียง 47 นัดในช่วงเวลา 3 ฤดูกาล นอกจากนั้นก็ต้องสู้กับอาการบาดเจ็บ (โดยเฉพาะเหตุการณ์ขาหักหลังจากปะทะกับอเลสซานโดร เนสต้า ในสนามซ้อม) จากนั้นเจ้าตัวก็เริ่มน้ำหนักตัวมากขึ้น และย้ายไปเล่นให้กับกลาสโกว์ เรนเจอร์สในที่สุดเมื่อปี 1994 เขาทิ้งทวนการซ้อมวันสุดท้ายด้วยการสูบซิการ์และขี่ฮาร์เลย์ เดวิดสันมาซ้อม ซึ่งถือเป็นการจากลาที่มีสไตล์ที่สุดของเขา

Pages