กำเนิด 'ฮัล์ค' : รุ่นพี่ ‘ชนาธิป’ ผู้ยิ่งใหญ่ใน ‘ซัปโปโร’ ก่อนก้าวไปถึงระดับโลก

หากนึกถึงผลผลิตพ่อค้าแข้งจาก เจ-ลีก ที่ส่งออกไปยังยุโรป นอกจากจะเป็นนักเตะสายเลือดบูชิโดแล้ว ก็มีนักเตะต่างชาติที่มาเก็บเกี่ยวประสบการณ์ที่ญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน

ซึ่งหนึ่งในชื่อที่คุ้นหูกันดีก็คือ ฮัล์ค อดีตกองหน้าตัวยืมของ คอนซาโดเล่ ซัปโปโร ต้นสังกัด (ชั่วคราว) ของ ชนาธิป สรงกระสินธ์ นั่นเอง…

นี่ คือ เรื่องราวของยอดดาวยิงชาวทีมชาติบราซิล จากจุดเริ่มต้นที่ไร้วี่แววในตำแหน่งแบ็คซ้ายสู่ซุเปอร์สตาร์ในญี่ปุ่น…

ช่วยพ่อขายเนื้อแลกกับฟุตบอล

นักฟุตบอลในบราซิลส่วนใหญ่ มักจะเติบโตมาพร้อมกับพรสวรรค์อันเอกอุ แต่สำหรับ จิวานิลโด้ วิเอร่า เด ซูซ่า แล้ว สิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่เด็กคือร่างกายอันกำยำ เนื่องจากต้องทำงานตั้งแต่ยังเล็กในแผงขายเนื้อวัวของครอบครัวที่มีพี่น้อง 7 คน

“มีอยู่วันหนึ่งเขาเข้ามาหาแล้วบอกว่า ‘พ่อ ดูสิ ผมเป็น ฮัล์ค’ แล้วเขาก็ยกถังแก๊สขึ้นมา ผมเลยพูดว่า ‘อะไรนะ?’ ก็เลยเรียกมาตลอด” กิลวาน ซูซ่า พ่อบังเกิดเกล้าพูดถึงฮัล์ค

พ่อจะปลุกเขาตั้งแต่เช้าตรู่เพื่อไปช่วยงานที่ร้าน ก่อนจะได้รับรางวัลตอบแทนคือการได้เล่นฟุตซอลตลอดช่วงที่เหลือของวัน

“ตอนที่ผมเล่นฟุตบอล พ่อของผมมักจะพูดว่า ‘เอาเลย ฮัล์ค’ ตั้งแต่นั้นผมก็เลยใช้ชื่อนี้มาตลอด” เขารำลึกความหลัง ซึ่งมันก็คือชื่อตัวเอกของการ์ตูนสุดโปรดในวัยเยาว์เช่นเดียวกัน

“ตอนเด็กๆ เขาดูการ์ตูนหลายเรื่องมาก แต่ทุกอย่างของเขาล้วนเกี่ยวข้องกับ ฮัล์ค” กิลวาน ซูซ่า พ่อบังเกิดเกล้าพูดถึงลูกชายกับสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่น “มีอยู่วันหนึ่งเขาเข้ามาหาแล้วบอกว่า ‘พ่อ ดูสิ ผมเป็น ฮัล์ค’ แล้วเขาก็ยกถังแก๊สขึ้นมา ผมเลยพูดว่า ‘อะไรนะ?’ ก็เลยเรียกมาตลอด”

ดูเหมือนว่า การ์ตูน กับ ฟุตบอล ดูจะเป็นหนึ่งในความสุขเพียงไม่กี่อย่างของ ฮัล์ค ในวัยเด็ก เขาเติบโตขึ้นมาในย่านคนจนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของรัฐปาไรบาในบราซิล ซึ่งแม้แต่ความฝันในการเป็นพ่อค้าแข้งก็ไม่เคยง่ายดาย

เอเย่นต์เข้ามามีบทบาท

ฮัล์ค เซ็นสัญญากับ คอนสแตนติโน่ เตโอโดโร่ ผู้เป็นเอเย่นต์ตั้งแต่สมัยที่ยังเล่นให้กับทีมในละแวกถิ่นเกิด ก่อนจะไปทดสอบฝีเท้ากับ โครินเธียนส์ แต่ไม่ผ่าน จึงบินไปเทสต์แข้งในยุโรปด้วยวัยเพียง 15 ปีกับ วิลาโนเวนเซ่ ทีมดิวิชั่น 2 ของโปรตุเกสในฐานะเด็กฝึกหัด เนื่องจาก ‘เตโอ’ มีคอนแทคอยู่ที่นั่น

อย่างไรก็ตามหลังจากเทรนในแดนฝอยทองได้ 1 ปี ก็ต้องกลับบ้านเกิด เนื่องจากทางสโมสรไม่มีเงินพอที่จะจ่ายเงินซื้อสิทธิ์ของเขาได้ ขณะที่ เซา เปาโล ก็ปฏิเสธที่จะจ่ายเงิน 18,000 ยูโรเป็นค่าลายเซ็น จึงไปยัง วิตอเรีย ทีมเล็กๆ ในบราซิล เซเรีย อา

เส้นทางการค้าแข้งของ ฮัล์ค ช่วงเริ่มแรกนั้นไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ เขาไม่เคยใกล้เคียงกับการถูกขนานนามว่าเป็น “นิว เปเล่” หรืออาจจะรวมถึงคำว่า “วอนเดอร์คิด” เลยด้วยซ้ำ เมื่อลงเล่นในทีมชุดใหญ่ให้กับ วิตอเรีย สิริรวมแล้วแค่ 2 นัด ในฐานะตัวสำรองตำแหน่ง… แบ็คซ้าย… ดูเหมือนว่าเจ้าตัวจะเอาดีทางนี้ไม่ได้เลย

“ตอนที่ผมบ่นเขา เขากางแขนทั้ง 2 ข้างออกแล้วพูดว่า ‘ปล่อยให้ผมเล่นเถอะน่า! โค้ช’” ชูเอา เปาโล กุนซือของทีมขณะนั้นกล่าวกับ คอร์เรยโอ สื่อบ้านเกิด “พอเข้าห้องแต่งตัว ผมเลยตรงดิ่งไปหาเขา จัดการดึงคอเสื้อเขาแล้วพูดว่า ‘ไอ้เลว แกต้องเคารพฉัน อย่าทำอย่างนี้ไม่ว่ากับโค้ชคนไหน จำไว้!’ จากนั้นเขาก็ขอโทษและเริ่มร้องไห้”

เมื่อเป็นเช่นนั้น เตโอโดโร่ จึงมองว่าการให้นักเตะที่ตนดูแลเล่นในบราซิลต่อไปย่อมไม่ใช่เรื่องดีต่ออนาคตลูกหนังแน่ และด้วยคอนเน็คชั่นที่แข็งแรงของ ‘เตโอ’ ในญี่ปุ่น ฮัล์ค ในวัย 18 ปี จึงได้ข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกสู่แดนอาทิตย์อุทัย เพื่อหวังจะแจ้งเกิดในวงการฟุตบอลกับ คาวาซากิ ฟรอนตาเล่ ทีมในลีกสูงสุดของประเทศ

เจ้าของเบอร์ 10 แห่งคอนซาโดเล่

“ตอนนั้นเขาเป็นแค่นักเตะคนหนึ่ง ซึ่งฝีเท้าไม่ได้เลิศเลออะไรมากมาย เราจึงปล่อยยืมเขาไปญี่ปุ่น วิตอเรีย ส่งนักเตะให้ยืมไปทั่วโลก บางคนได้อยู่ต่อ บางคนจากไป เขาต้องลงเล่นกับที่นั่นให้มากๆ แล้วค่อยกลับมา” เปาโล คาร์เนยโร่ อดีตประธานสโมสรกล่าว

“ตอนนั้นเขาเป็นแค่นักเตะคนหนึ่ง ซึ่งฝีเท้าไม่ได้เลิศเลออะไรมากมาย เราจึงปล่อยยืมเขาไปญี่ปุ่น วิตอเรีย ส่งนักเตะให้ยืมไปทั่วโลก บางคนได้อยู่ต่อ บางคนจากไป เขาต้องลงเล่นกับที่นั่นให้มากๆ แล้วค่อยกลับมา” เปาโล คาร์เนยโร่

แต่สุดท้าย ฮัล์ค ก็ไม่ได้กลับไปยัง วิตอเรีย เนื่องจากต้นสังกัดจัดการปล่อยตัวเขาอย่างถาวรในอีกไม่กี่เดือนถัดมา ซึ่งในถิ่นโทโดโรกิ แอธเลติกส์ สเตเดี้ยม เขาขยับขึ้นมาเล่นเป็นกองกลาง และประตูแรกในแดนอาทิตย์อุทัยของแข้งวัยทีนก็เกิดขึ้นในเกมเยือน จูบิโล่ อิวาตะ ช่วยให้ต้นสังกัดใหม่คว้าชัยชนะเป็นครั้งแรกในรอบ 2 เดือน

แต่การที่มี 3 นักเตะรุ่นพี่สายเลือดเดียวกันอย่าง จูนินโญ่, มาร์กซ์ และ ออกุสโต้ ขวางทางอยู่ ทำให้เจ้าตัวได้ลงสนามเพียง 12 นัดเท่านั้นในปีแรก และหนึ่งในนัดที่ได้ลงสนามก็คือ เกมที่ไปเยือน คาชิม่า แอนท์เลอร์ส ที่มี ไดกิ อิวามาสะ อดีตแข้งเทโรฯยืนคุมแนวรับอยู่นั่นเอง…

ด้วยความที่ฝีเท้ายังไม่สุกงอมดี ฟรอนตาเล่ จึงส่งไปบ่มเพาะประสบการณ์กับทีมทางเหนือของญี่ปุ่นเพื่อค้าแข้งกับสโมสรเจลีกทูอย่าง คอนซาโดเล่ ซัปโปโร แบบยืมตัวเป็นเวลา 1 ฤดูกาล ซึ่งที่นั่น เขาได้สวมเสื้อหมายเลข 10 และถูกดันขึ้นไปเล่นเป็นกองหน้าเต็มตัว

เพียงแค่นัดแรกของซีซั่น แข้งวัย 19 ณ ขณะนั้นก็ซัดฟรีคิกประเดิมชัยให้ต้นสังกัดชั่วคราวบุกเฉือน ซากัน โทสุ 1-0 ตามมาด้วยการยิง 8 ประตูจาก 9 เกมในช่วงเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม ก่อนจะยิงสลุตอีกครั้งในช่วง 14 นัดสุดท้ายของฤดูกาล ที่เจ้าตัวกดไป 12 เม็ด

ซึ่ง 1 ใน 3 ของจำนวนดังกล่าว มาจากการที่ ฮัล์ค ถลุงคนเดียว 4 ลูกในเกมเยือน โชนัน เบลล์มาเร่ นัดรองสุดท้ายของฤดูกาลอีกด้วย รวมแล้วทำไปทั้งสิ้น 25 ประตู เป็นรองแค่ บอร์จีส หัวหอกเพื่อนร่วมชาติแห่ง เวกัลตะ เซนได ในชาร์ทดาวซัลโวลีกรองเพียงลูกเดียว

โดยในปีนั้น ฮัล์ค กลายสภาพ คอนซาโดเล่ ซัปโปโร จากการเป็นทีมที่มีเกมรุกธรรมดาๆ มาเป็นทีมที่บุกสนุกเร้าใจ จนถึงขนาดที่แฟนบอลในตอนนั้นตั้งคำขวัญให้ว่า “วิ่งแล้วก็ยิงแล้วก็ยิง นี่คือซัปโปโรสไตล์” ซึ่งปรากฏอยู่บนแผ่นป้ายของอัฒจันทร์ในวันที่ทีมลงแข่ง

แม้จะเป็นทีมที่ยิงได้มากที่สุดเป็นอันดับ 3 ของลีก ด้วยจำนวน 77 ประตู โดยมากกว่า โยโกฮาม่า เอฟซี แชมป์ปีนั้นถึง 16 ถูก แต่ก็ทำได้แค่จบอันดับ 6 หมดลุ้นเลื่อนชั้นอย่างน่าผิดหวัง จนนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลง

กุนซือ มาซาอากิ ยานางิชิตะ ถูกปลด แม้จะพาทีมเข้าถึงรอบตัดเชือก เอ็มเพอเรอร์ส คัพ โทชิยะ มิอูระ ที่เน้นเกมรับมากกว่าก็เข้ามาแทนที่ แถมยังใช้เงินไปพอสมควรกับการเสริมแนวรับอย่าง บรูโน่ ควาดรอส นั่นจึงทำให้ ฮัล์ค กับ คอนซาโดเล่ ซัปโปโร อยู่บนทางเส้นขนาน...

พา โตเกียว เวอร์ดี้ เลื่อนชั้น

แม้จะทำผลงานได้เอกอุ แต่ก็ยังไม่สามารถสอดแทรกเข้าไปอยู่ในทีมตัวจริงของ คาวาซากิ ฟรอนตาเล่ ได้ เนื่องจากทางสโมสรมองว่ายังไม่พร้อมสำหรับเจลีกวัน ดังนั้นในฤดูกาลถัดมาเขาถูกปล่อยให้ทีมลีกรองยืมอีกครั้ง คราวนี้เป็นทีมในเมืองหลวงอย่าง โตเกียว เวอร์ดี้ และสวมเสื้อหมายเลข 9 อันเป็นหมายเลขของ ‘สไตรเกอร์’ แบบเต็มตัว

“ผมอยากติดทีมเซเลเซา ผมมีความฝันตั้งแต่เด็กๆแล้ว และผมเองก็ยังพอมีเวลา ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ผมชอบ ผมคิดว่าผมก็อยากเล่นให้ที่นี่เหมือนกัน ถ้าเซเลเซาไม่เรียกใช้ผม ผมก็คิดถึงเรื่องนี้” -ฮัล์ค-

และในถิ่นอายิโนะโมโต๊ะ สเตเดี้ยม ฮัล์ค โชว์ฟอร์มได้ดุดันกว่าเก่า ด้วยการกระทุ้งไป 37 ประตูจาก 42 แมตช์ ทะยานเป็นดาวซัลโวสูงสุกของเจทู พา โตเกียว เวอร์ดี้ เลื่อนชั้นในฐานะรองแชมป์ที่มีสถิติการทำประตูมากที่สุดในลีก 90 ลูก ซึ่งแชมป์นั้นไม่ใช่ใครที่ไหน หากแต่เป็น คอนซาโดเล่ ซัปโปโร นั่นเอง

และก็เดาไม่ยากว่าตอนนี้ ฟรอนตาเล่ คงสนใจที่จะดึง ฮัล์ค กลับไปเต็มแก่แล้ว โดยความหวังจะให้เจ้าตัวจับคู่กับ จูนินโญ่ ดาวเตะเพื่อนร่วมชาติช่วยกันพังประตูคู่แข่งแบบถล่มทลาย สินค้าที่เกี่ยวกับตัวเขาถูกออกวางจำหน่ายและขายหมดอย่างรวดเร็ว แฟนๆ ต่างอดใจรอให้ซีซั่นใหม่เริ่มต้นขึ้นไม่ไหว

แต่เอาเข้าจริงทุกอย่างก็ฝันสลาย หลังจากเริ่มต้นไปได้แค่ 2 นัด ฮัล์ค ก็มีปัญหากับ ทาคาชิ เทคิสึกะ กุนซือของทีมที่ชอบจับเขาไปเล่นริมเส้นมากกว่าจะหุบเข้าด้านใน ถึงตอนนี้ชื่อของ ฮัล์ค ไม่ได้โนเนมอีกต่อไป หลายทีมในยุโรปสนใจดึงไปปั้นต่อ และชื่อของ บาเยิร์น มิวนิค ก็เป็นหนึ่งในนั้น ทว่าเจ้าตัวขอเลือกที่จะกลับ โตเกียว เวอร์ดี้ สถานที่ๆ คุ้นเคยมากกว่า

ฮัล์ค ได้รับความรักจากแฟนบอลในเจลีกมาก จนถึงขนาดมีกระแสเรียกร้องให้เจ้าตัวเล่นให้ทีมชาติญี่ปุ่น ซึ่งประสบปัญหาขาดแคลนกองหน้าประเภทโป้งปิดบัญชีมาเกือบที่ยุคทุกสมัย

อย่างไรก็ตามเจ้าตัวก็ได้ตอบกลับแบบติดตลกว่า “ผมก็อยากจะเล่นให้นะ ถ้า จูนินโญ่ (อดีตเพื่อนร่วมทีมที่ ฟรอนตาเล่ ซึ่งตอนนั้นมีกระแสให้โอนสัญชาติเช่นกัน) ร่วมเล่นด้วย” เขากล่าวกับเว็บไซต์ footballchannel ในญี่ปุ่น

“ผมอยากติดทีมเซเลเซา ผมมีความฝันตั้งแต่เด็กๆแล้ว และผมเองก็ยังพอมีเวลา ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ผมชอบ ผมคิดว่าผมก็อยากเล่นให้ที่นี่เหมือนกัน ถ้าเซเลเซาไม่เรียกใช้ผม ผมก็คิดถึงเรื่องนี้”

สู่ปอร์โต้

ถึงแม้ โตเกียว เวอร์ดี้ ตอนนั้นจะคลุกฝุ่นอยู่ 3 อันดับท้ายของตารางเจวัน แต่ ฮัล์ค ก็เข้ามาสร้างแรงบันดาลใจในการอยู่รอดให้กับทีมเมืองหลวง ด้วยการทำประตูให้ทีมชนะ 2 นัดติดต่อกันเหนือ โยโกฮาม่า เอฟ. มารินอส และ คอนซาโดเล่ ก่อนจะเหมา 2 ในเกมกับ ชิมิสุ เอส พัลส์ ที่ตอนนั้นมี นาโอกิ อาโอยามะ ปราการหลังจอมแกร่งของ เมืองทอง ยูไนเต็ด ลงเล่นอยู่

แม้สถานการณ์ในสนามจะเริ่มดีขึ้น แต่นอกสนามกลับมีปัญหาท่ามกลางกระแสข่าวลือย้ายทีมที่มากมาย เมื่อ ฮัล์ค กับ เลอันโดร เพื่อนร่วมทีมขาดซ้อมโดยไม่ทราบสาเหตุ ก่อนเกมกับ โอมิยะ อาร์ดิจา จนถูกปรับ ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างสโมสรกับนักเตะแย่ลง นอกจากนี้ เทสึจิ ฮาชิราทานิ กุนซือคนใหม่ที่ถูกดันขึ้นมาแทน รุย รามอส อดีตกองกลางทีมชาติญี่ปุ่นเลือดแซมบ้าที่ขยับขึ้นไปเป็นผู้อำนวยการบริหารของสโมสร ก็ไม่ชอบทัศนคติของเขา

ฮัล์ค แสดงความกระฟัดกระเฟียดที่ถูกเปลี่ยนตัวออก หลังจากที่ยิงได้ในนัดที่พ่ายต่อ อุราวะ เร้ดส์ 3-2 แล้วก็กลับไปยังบราซิล ซึ่งทางสโมสรเปิดเผยว่าเจ้าตัวกลับบ้านเป็นการชั่วคราวเนื่องจากภรรยาเพิ่งคลอดลูก ท่ามกลางกระแสข่าวที่ว่า ปารีส แซงต์ แชร์กแมง ปิดดีลได้แล้ว ดูเหมือนว่าเขาจะไม่กลับมาโตเกียวอีก

แล้วข่าวร้ายของแฟนๆ เวอร์ดี้ ก็มาถึง เมื่อข่าวการย้ายของสตาร์ประจำทีมได้รับการยืนยันเมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม เพียงแต่ว่าไม่ใช่ฝรั่งเศสที่เป็นจุดหมายปลายทาง… โดยเจ้าตัวไปถึงโปรตุเกสตั้งแต่วันก่อนหน้าเพื่อฉลองวันเกิดปีที่ 22 ของตัวเอง ก่อนจะมีการเปิดตัวกับสโมสรที่ใฝ่ฝันจะค้าแข้งมานานอย่าง ปอร์โต้...

โดยเมื่ออายุ 15 ขณะที่ ฮัล์ค ไปฝึกปรือวิชาลูกหนังกับ วิลาโนเวนเซ่ เขาได้เยี่ยมชมสนาม เอสตาดิโอ โด ดราเกา แล้วบอกกับคนอื่นว่าสักวันจะต้องมาเล่นให้กับ ปอร์โต้ ให้ได้ ตอนนั้นมีแต่คนหัวเราะ

แต่กลายเป็นว่า อีก 7 ปีต่อมา เขาสามารถลบคำสบประมาทได้สำเร็จ…