Key Player : มงคล ทศไกร : สู่ปีที่ 7 กับชีวิตในรั้วกองทัพบก

ก้าวเข้าสู่ปีที่ 7 กับชีวิตในรั้วกองทัพบกของ “จ่าเย็น" ปีกขวาทีมชาติไทยจากค่าย​ “สุภาพบุรุษกงจักร”  ...เขามองศักยภาพของทีมในฤดูกาลนี้อย่างไร และแผนในอนาคตของเขากับทีมเป็นเช่นไร ติดตามได้ที่นี่! 

“เลือดผมสีเขียวแบบเดียวกับอาร์มี...” มงคล ทศไกร เมื่อ 3 ปีที่แล้วเคยว่าไว้อย่างนั้น และวันนี้ FFT TH มีโอกาสได้นั่งพูดคุยกับเขา เจ้าตัวก็ยังคงยืนยันคำพูดเช่นเดียวกับที่เขาเคยกล่าวไว้ เขาบอกเราว่าความผูกพันที่มีต่อทีมทหารบกนี้ มันเหมือนสัญญาใจที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลง...

“ปีสองปีที่ผ่านมาชื่อเสียงผมเปลี่ยนไปเยอะ จากดาวรุ่งที่ไม่มีใครรู้จัก กลายเป็นนักเตะทีมชาติไทยชุดใหญ่ มีคนสัมภาษณ์มากมาย แต่จริงๆ แล้วผมยังคงเป็นไอ้เย็นคนเดิม” ปีกขวาวัย 28 กะรัตกล่าวด้วยน้ำเสียงเป็นกันเอง "ที่นี่มันคือบ้านของผมไปแล้วล่ะ"

...ชีวิตลูกหนังของ มงคล ทศไกร เริ่มต้นขึ้นแบบสุดดราม่า เขาคือหนุ่มโรงงานที่ต้องทำงานหาเช้ากินค่ำ ครอบครัวของเขาเป็นเกษตรกรและไม่อาจสนับสนุนเขาในด้านการเงินเพื่อให้มงคลได้อยู่เมืองกรุงสานฝันชีวิตการเป็นพ่อค้าแข้ง แต่แล้วด้วยสองแข้งและความอดทน โอกาสของเขาก็มาถึงเมื่อ “โค้ชแต๊ก” อรรถพล บุษปาคม ที่สมัยนั้นยังคุมทีมสโมสรธนาคารกรุงไทยพาเขาเข้าสู่วงการฟุตบอล

“เราเกือบจะท้อแล้วนะตอนนั้น แต่โชคดีที่ได้ พี่แต๊ก ให้โอกาสการเป็นนักฟุตบอลกับสโมสรธนาคารกรุงไทย ผมจำได้ ผมมีโอกาสได้ลงสนามช่วงท้ายเกม 2 นัดในไทยลีกปี 2008 และผมทีมเดียวที่ผมยิงประตูได้ในปีนั้นก็คือทีมทหารบก สโมสรปัจจุบันของผมเอง (หัวเราะ)”

ปีต่อมาชีวิตลูกหนังของเขาต้องพลิกผันอีกรอบ เมื่อเขาติดทหารเกณฑ์ตามแบบฉบับชายไทยที่จับได้ใบแดง แต่นั่นก็ทำให้เขามีโอกาสเข้ามารับใช้กองทัพกับสโมสรกรมสวัสดิการกองทัพบก ซึ่งเจ้าตัวก็โชว์ฟอร์มยอดเยี่ยมช่วยทีมเลื่อนชั้นสู่ลีกพระรอง ก่อนที่ทีมจะถูกยุบรวมกับสโมสรทหารบกในลีกเดียวกัน และเขาก็กลายเป็นแนวรุกดาวรุ่งที่จับคู่กับ “จ่าโด้” ธาตรี สีหา ช่วยกันกระหน่ำประตูคู่แข่งจนเลื่อนชั้นสู่ลีกสูงสุดได้สำเร็จ

...จากวันนั้นถึงวันนี้ กาลเวลาผ่านพ้นมา 7 ปีเต็มที่เขาค้าแข้งอยู่กับ อาร์มี ยูไนเต็ด เลือดของเขาจากสีแดงค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้ม ชื่อเสียงของเขาจากเป็นแข้งโนเนม พัฒนาสู่ดาวรุ่งน่าจับตามอง และกลายเป็นซุเปอร์สตาร์ทีมชาติไทยที่พังประตูสำคัญในหลายๆ นัด อย่างไรก็ตามแม้ว่าชื่อเสียงเขาจะดึงดูดความสนใจจากสโมสรอื่นๆ มากขึ้น แต่เขาก็ยังคงยืนยันว่าไม่เคยคิดอยากจะย้ายหนีทีมไปไหน

“ถ้าถามตัวผมเอง ผมไม่เคยคิดอยากย้ายทีมเลยสักครั้งเดียว ผมไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมไม่ต้องย้ายออกจากบ้านที่อบอุ่นและมีพี่น้องที่รักใคร่กลมเกลียว ถ้าผู้ใหญ่ไม่มีแผนอื่น ผมก็อยากจะอยู่ที่นี่จนกว่าจะเลิกเล่นฟุตบอล”

“อาร์มีอาจจะไม่ใช่ทีมที่ยิ่งใหญ่อะไร หรือเคยได้แชมป์มากมายเหมือน บุรีรัมย์ฯ หรือ เมืองทองฯ แต่สโมสรแห่งนี้คือสโมสรที่เก่าแก่และมีเกียรติยศกองทัพไทย ผมภูมิใจทุกครั้งที่ได้ใส่เสื้อตรากงจักรวิ่งลงสนาม ...วันแรกผมตื่นเต้นยังไง วันนี้ผมก็ยังตื่นเต้นไม่เปลี่ยน จะเปลี่ยนก็แค่วุฒิภาวะเราที่โตขึ้น และต้องมีความรับผิดชอบหรือรับบทบาทการเป็นรุ่นพี่ในทีมมากขึ้น”

ปีที่ผ่านมา อาร์มี ยูไนเต็ด ออกสตาร์ทซีซั่นได้อย่างยอดเยี่ยมแต่สุดท้ายก็แผ่วปลายลงจนจบได้แค่อันดับ 10 มาปีนี้ที่ตลาดซื้อขายนักเตะของทีมดูจะแปลกตาไป เมื่อสโมสรตัดสินใจปล่อย เอร์เนสโต้ ภูมิภา, พิชิต เกสโร, กฤตณภพ เมฆพัชรกุล, อเล็กซ์ เมเดรอส และ เมลวิน เดอ ลูว์ ออกจากทีม พร้อมกับดันนักเตะดาวรุ่งที่เป็นกำลังพลของกองทัพอย่าง ศนุกรานต์ ถิ่นจอม, อาสาฬห์ เพ็งบ้านไร่, ครรชิต เสนยะแสน, ธรรมรัตน์ แว่นมณี, ฐานณรงค์ ทุเรียน และ วัชรพล โพธิ์ถนอม เข้ามาสู่ทีม

...แต่ “จ่าเย็น” ก็ยังเชื่อมั่นว่าด้วยขุมกำลังที่มี พวกเขาจะยังเป็นทีมที่สู้กับคู่แข่งได้อย่างสูสีและโอกาสในการจบท็อปไฟว์ก็ยังมีอยู่เช่นกัน “เราไม่ใช่ทีมสตาร์แต่จุดเด่นของเราคือการสู้กับทุกทีมได้แบบไม่ต้องเกรงกลัว ปีนี้เราอาจจะเสียตัวหลักๆ ไปแต่เราก็ยังมีนักเตะประสบการณ์สูงหลายๆ คนอยู่กับทีม ทั้งตัวผมเอง, ฮัสซัน ซันนี่, ดาวุฒิ ดินเขต, ไค ฮิราโนะ, อนุวัติ น้อยชื่นพันธุ์ หรือฉะนั้นเราก็จะยังเป็นทีมที่เอาชนะยากเหมือนกัน"

“นักเตะดาวรุ่งที่เข้ามาก็อาจจะยังต้องปรับตัวบ้างกับการเล่นในลีกสูงสุด แต่เท่าที่ดูและฝีกซ้อมด้วยกันผมคิดว่าพวกเขาเป็นนักเตะที่มีฝีเท้าดีนะ แค่ต้องให้โอกาสและเวลามากขึ้น กับเป้าหมายท็อปไฟว์ผมคิดว่ามันไม่น่าจะยากเกินกำลัง”

“ส่วนตัวผมเองปีนี้ก็ตั้งใจว่าจะโชว์ฟอร์มให้ดีเพื่อสานต่อโอกาสในการติดทีมชาติไทยต่อไปเรื่อยๆ ปีที่แล้วเราก็มีชื่ออยู่ในฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกทุกเกม ปีนี้ก็เป็นเกมสุดท้ายก่อนจะเข้าสู่รอบสาม ก็หวังว่าพี่ซิโก้ (เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง) จะยังให้โอกาสเราได้โชว์ฟอร์มต่อไป” มงคลกล่าวทิ้งท้ายกับ FFT TH