ขาดเธอเหมือนขาดใจ : แผงกลางบาร์ซ่าในวันที่ไร้เงา “อิเนียสต้า”

พอล วิลค์ส คอลัมนิสต์ของเรา ได้เดินทางไปดูการแข่งขันฟุตบอลยุโรปนัด “เรือใบสีฟ้า” เปิดบ้านปราบ “อาซูลกราน่า”  ไป 3-1 เมื่อวันอังคารที่ผ่านมาและนี่คือสิ่งที่เขาค้นพบ…

อย่างที่ทราบกันดี เป๊ป กวาร์ดิโอลา เริ่มสร้างชื่อในฐานะกุนซือตั้งแต่สมัยที่ก้าวขึ้นมากุมบังเหียนของบาร์เซโลนาเมื่อปี 2008 โดยเขาได้ใช้วิชาความรู้ที่ซึมซับมาจากโยฮัน ครัฟฟ์ ตำนานลูกหนังฮอลแลนด์สร้างทีมที่มีจุดเด่นในเรื่องของการเล่นบอลบนขึ้นมา และนั่นก็กลายเป็นเสมือนเครื่องหมายการค้าที่เขายึดติดตัวมาตลอดแม้ว่าจริงๆ แล้วหลังจากย้ายมาคุมทัพบาเยิร์น มิวนิค เขาอาจจะมีปรับเปลี่ยนแนวทางบ้างเล็กน้อย แต่ก็ยังตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเล่นบอลบนพื้นอยู่ดี และคราวนี้ที่เขานั่งแท่นบิ๊กบอสแห่งแมนเชสเตอร์ ซิตี้ เขาก็กำลังใช้แนวทางนี้กับทีมดังแห่งเมืองแมนเชสเตอร์ก็เช่นกัน

ทว่าสาเหตุที่เขาต้องเปลี่ยนแปลงแนวทางนั้น ก็คงเพราะรู้ดีว่าไม่มีทางสร้างทีมแบบเดียวกับบาร์ซ่าสมัยที่เขาคุมได้อีกแล้ว  เพราะต้องยอมรับว่าความยอดเยี่ยมส่วนหนึ่งของยอดทีมแห่งสเปนนั้น มาจากบรรดาแข้งซุเปอร์สตาร์ในทีมและเหล่านักเตะดาวรุ่งที่ถูกปลูกฝังแนวทางมาตั้งแต่สมัยอยู่ในอะคาเดมี่ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ เป๊ป ให้ความสำคัญกับการปลูกฝังแนวทางที่เขาถนัดให้กับเหล่าดาวรุ่งของบาเยิร์น มิวนิค และ แมนฯ ซิตี้ด้วย

ความแตกต่างระหว่างบาร์ซ่าและทีมอื่นๆ สำหรับเป๊ปนั้น ก็คงจะเป็นการที่เขาไม่มี 2 โคตรกองกลางอย่าง ชาบี้ เอร์นานเดซ และ อันเดรียส อิเนียสต้า ซึ่งมันทำให้เขาไม่สามารถสร้างทีมให้เหมือนเดิมได้แบบเป๊ะๆ เพราะในวันนี้มีตัวอย่างให้เห็นแล้ว บาร์ซ่าที่ไม่มีกองกลางทั้ง 2 คนบัญชาการเกมอยู่กลางสนาม พวกเขาเพิ่งจะแพ้ให้กับลุกทีมของกวาร์ดิโอลาไป 3-1

2 แข้งคนสำคัญของบาร์ซ่าในยุคที่เป๊ป กวาร์ดิโอลาเป็นกุนซือ

ไม่มีใครแทนได้

การที่ชาบี้ตกลงปลงใจโบกมืออำลาทีมไปค้าแข้งกับทีมในตะวันออกกลางเมื่อปีก่อน บวกกับการที่อิเนียสต้ามาได้รับบาดเจ็บจนต้องพักสักระยะ ส่งผลบาร์ซ่าถูกบีบบังคับให้เจอกับสถานการณ์ที่ใครๆ ก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น คือทีมยามที่ไม่มี 2 แข้งตัวหลักนี้อยู่ในทีม และผลปรากฎว่า ดูเหมือนบาร์ว่าคงอยากได้ทั้งคู่กลับมาอยู่ในสนามมากกว่า

ทุกคนล้วนแต่กลัวช่วงเวลานี้จะมาถึงสักวัน แม้ว่าพวกเขาจะตั้งเชสก์ ฟาเบรกัส และ ติอาโก้ อัลคันทารา ไว้เป็นตัวแทนตัวแทนของทั้งคู่ แต่สุดท้ายนั่นก็ไม่เกิดขึ้น เพราะแข้ง 2 รายนี้กลับย้ายออกจากทีมไปก่อนที่ชาบี้จะอำลาทีมไปเสียอีก

ล่าสุดในเกมที่บาร์เซโลนามีคิวบุกไปเยือนถิ่นเอติฮัด สเตเดี้ยมของแมนฯ ซิตี้ หลุยส์ เอนริเก้ กุนซือของทัพอาซูลกราน่าตัดสินใจส่ง อังเดร โกเมส จับคู่กับ อิวาน ราคิติช ผนึกกำลังในแดนกลาง โดยมี เซร์คิโอ บุสเก็ตส์ ทำหน้าที่เป็นกองกลางตัวรับ ซึ่งในรายของโกเมสนั้น เขาเป็นเพียงแค่ตัวสำรองในเกมที่ทีมเฉือนเอาชนะกรานาก้าไป 1-0 จากประตูชัยของ ราฟินญา น้องชายของติอาโก้ อัลคันทารา

ต้องยอมรับว่าโกเมสนั้นเป็นนักเตะที่ต่างจากอิเนียสต้าโดยสิ้นเชิง ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เขาไม่สามารถทดแทนกรขาดหายไปของกองกลางทีมชาติสเปนนี้ได้ ขณะเดียวกัน ราคิติชเองก็ไม่ใช่นักเตะแบบชาบี้แม้ว่าเขาจะเป็นคนเบียดแย่งตำแหน่งมาจากกองกลางรุ่นพี่รายนี้เมื่อปีก่อนก็ตาม

เล่นได้แค่ในแดนตัวเอง

อิเนียสต้านั้นเป็นนักเตะที่มีความคล่องแคล่วสูง ทำให้เขามักจะพาบอลไปข้างหน้าก่อนจะใช้สายตาที่เฉียบคมมองหาเพื่อนร่วมทีมและผ่านบอลไปให้อย่างแม่นยำ ขณะที่โกเมสนั้น เป็นนักเตะที่มีจุดเด่นในเรื่องของการใช้ร่างกายที่แข็งแกร่งให้เป็นประโยชน์ โดยในวันนั้น เขาผ่านบอลสำเร็จทั้งหมด 36 ครั้ง ซึ่งก็ถือว่าไม่น้อยเลย แต่หากเทียบกับอิเนียสต้านั้น ก็ยังคงเป็นรองอยู่พอสมควร เพราะกองกลางร่างเล็กรายนี้คงทำได้มากกว่านั้นอีก

จริงๆ แล้วบาร์ซ่าต่อบอลมากกว่าแมนฯ ซิตี้ถึง 2 เท่า แถมยังครองบอลได้ถึง 65% แต่นั้นกลับไม่ได้มาจาก 2 กองกลางของพวกเขา แต่เป็น มาร์ค-อันเดร แทร์ สเตเก้น นายทวารของทัพต่างดาวที่ยังผ่านบอลมากกว่าทั้งคู่เสียอีก ซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความยอดเยี่ยมของการไล่บีบพื้นที่ของฝั่งเจ้าบ้านที่ทำได้อย่างไร้ที่ติ

แม้ว่าบาร์ซ่าจะเป็นฝ่ายครองบอลมากกว่า แต่แมนฯ ซิตี้ก็ไล่เพรสจนผู้มาเยือนทำได้เพียงแค่ต่อบอลไปมาอยู่ในแดนตัวเอง ส่งผลให้ 3 ประสานในแดนหน้าอย่าง ลิโอเนล เมสซี, หลุยส์ ซัวเรส และ เนย์มาร์ นั้นแทบไม่ได้บอลเลย เรียกได้ว่าลูกทีมของเอนริเก้มีปัญหาในการลำเลียงบอลจากแดนหลังสู่แดนหน้าอย่างมาก

 

ผิดพลาดจนพัง

ย้อนกลับไปเมื่อนัดแรกที่พวกเขาเจอกัน กวาร์ดิโอลายืนยันว่าเขาวางแทคติคมาถูกแล้วแม้ว่าแมนฯ ซิตี้จะเป็นฝ่ายแพ้ไป 4-0 ก็ตาม ซึ่งมันก็จริงของเขา เพราะก่อนหน้าที่แฟร์นานดินโญ กองกลางตัวรับของทีม จะมาลื่นล้นจนเสียประตู ทัพเรือใบสีฟ้านั้นถือว่าสู้ได้ดีทีเดียว

ขณะที่ในเกมที่ผ่านมา เมสซี่ผู้ที่ทำแฮททริคในเกมที่คัมป์นู เป็นผู้เบิกสกอร์แรกให้กับทีมโดยมาจากการที่เจ้าตัววิ่งตัดเข้าด้านในเพื่อไปรับบอลและยิงด้วยเท้าซ้ายเข้าไปนิ่มๆ แน่นอนว่ามันเป็นการเข้าทำที่ยอดเยี่ยม แต่ในอีกมุมหนึ่ง มันก็เป็นเหมือนการเปิดพื้นที่ให้แมนฯ ซิตี้โต้กลับทางกราบขวาของพวกเขาซึ่งเป็นพื้นที่ประจำการของกองหน้าชาวอาร์เจนไตน์ได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม แมนฯ ซิตี้ก็มาทวงประตูคืนได้จากความผิดพลาดของ เซร์คิโอ โรแบร์โต้ แบ็คขวาของบาร์เซโลนาที่ส่งบอลคืนหลังไม่ตรงเพื่อนร่วมทีมจนโดน กุน อเกวโร ฉกไปได้ ก่อนจะผ่านบอลให้เพื่อนร่วมทีมทางด้านขวาและตบเข้ากลางให้อิลคาย กุนโดกัน กองกลางที่สอดขึ้นมา ยิงเข้าไปแบบง่ายๆ ซึ่งประตูนี้เองคือผลจากการไล่เพรสซิ่งที่ยอดเยี่ยมของทัพเรือใบสีฟ้า

หลังจากที่ถูกตีเสมอ ลูกทีมของเอนริเก้ก็ดูจะช้อตไปพอสมควรเพราะโกเมสมีจังหวะได้วางบอลยาวสวยๆ ข้ามหัว ปาโบล ซาบาเลต้า แบ็คขวาของเจ้าบ้าน ทว่าเนย์มาร์กลับจับบอลลั่นออกไปอย่างน่าเสียดาย

หาตัวแทนที่ใกล้เคียง

เควิน เดอ บรอยน์ กองกลางคนเก่งของทีมคือผู้ยิงฟรีคิกสุดสวยให้เจ้าบ้านเป็นฝ่ายขึ้นนำบ้าง ส่งผลให้เอนริเก้ต้องรีบแก้เกมตั้งแต่นาทีที่ 60 โดยเป็นอิวาน ราคิติช ที่ถูกเปลี่ยนตัวออกไป และเป็นอาด้า ตูราน ที่ลงมาทำหน้าที่แทน หลังจากนั้น บาร์ว่าก็มีโอกาสเกือบได้ประตูสุดๆ เมื่อ จอห์น สโตนส์ เข้าสกัดพลาดจนทัพต่างดาวหลุดขึ้นมาล่อเป้า และเป็นโกเมสที่ได้จบสกอร์โล่งๆ ทว่าเขาดันยิงไปชนคานเต็มๆ เสียอย่างนั้น

จังหวะนั้นของโกเมสเป็นเสมือนจุดเปลี่ยนของเกมเลยก็ว่าได้ เพราะหากบาร์เซโลนาได้ปรตูนั้น มันคงทำให้กระแสของเกมกลับมาเป็นของพวกเขาทันที ทว่าเมื่อทำไม่ได้ ก็เป็นทัพเรือใบสีฟ้าที่ตั้งหน้าตั้งตาไล่เพรสซิ่งต่อไป และอาศัยรอจังหวะผิดพลาดของคู่แข่งแทน

“การได้อิเนียสต้าลงสนามเป็นกัปตันทีมให้เรามันเป็นเรื่องที่ดีมากๆ” หลุยส์ เอนริเก้ พูดถึงลูกทีมของเขาก่อนเกมที่ 600 ในสีเสื้อบาร์เซโลนาเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา “คงมีนักเตะไม่กี่คนที่เล่นได้แบบเดียวกับเขา”

แน่นอนว่ามันถูกของเอนริเก้ แต่จากการที่ตอนนี้จะเป็นช่วงบั้นปลายในอาชีพค้าแข้งของอิเนียสต้าแล้ว และถ้าหากเจ้าตัวก็อาจจะโดนอาการบาดเจ็บเล่นงานมากขึ้น หากเป็นเช่นนั้นเอนริเก้จะต้องเจอปัญหาใหญ่อีกแน่นอน ดังนั้นแม้ในตอนนี้จะยังหาตัวตายตัวแทนไม่ได้แต่กุนซือหนุ่มรายนี้จะต้องเร่งหาคนมาแก้ขัดให้ได้โดยเร็วที่สุดไปก่อน เพราะดีักว่าปล่อยให้รอยแผลนี้ลุกลามจนเป็นแผลใหญ่ที่ส่งผลต่อโอกาสประสบความสำเร็จในฤดูกาลนี้ของทีม