ฆาตกรรมกลางสังเวียน : 10 เกมถล่มแหลกจนคู่แข่งแทบตายทั้งเป็น

หลังจากที่ กลาสโกว์ เซลติก ถูก บาร์เซโลน่า ระเบิดตาข่าย 7 ลูก จนทำให้อับอายขายขี้หน้าทั่วยุโรป ทำให้วันนี้ FFT รวบรวมอีก 10 แมตช์สุดสยองที่ทีมหนึ่งยิงคู่ต่อสู้ชนิดที่นายทวารเก็บลูกแทบไม่ทันมาให้แฟนๆชาวไทยได้รำลึกกัน…

1. ยูโกสลาเวีย 9-0 ซาเอียร์ (1974)

เกมนี้เกิดขึ้นในฟุตบอลโลก 1974  ซึ่งวันนั้นถือเป็นวันที่ตกต่ำที่สุดของวงการฟุตบอลแอฟริกาเลยก็เป็นได้

โดยในทัวร์นาเมนต์นั้น ซาเอียร์ เริ่มต้นด้วยการแพ้ สก็อตแลนด์ 0-2 ก่อนที่ในเกมที่สองนั้น พวกเขาจะมาเจอกับ ยูโกสลาเวีย ที่นำโดย ดราแกน ซายิช, ดูซาน บาเยวิช, อิวิก้า ซูร์ยัค, โจซิป คาตาลินสกี้, และ วลาดิสลาฟ โบกิเซวิช

สุดท้าย ซาเอียร์ ต้านทาน อดีตทีมจากหลังม่านเหล็ก ไม่ไว้ และพ่ายเละด้วยสกอร์ประวัติศาสตร์ 0-9

“พวกเรามีความเชื่ออย่างแรงกล้าว่า เราจะกลับบ้านด้วยการเป็นมหาเศรษฐี(เพราะประสบความสำเร็จในฟุตบอลโลก)” หนึ่งในแข้งชุดนั้น กล่าวกับ BBC Sport ในปี 2002 “แต่ความจริงคือเรากลับบ้านด้วยการไม่เหลือเงินสักเพนนีในกระเป๋า”

ซึ่งที่จริง ก่อนทัวร์นาเมนต์จะเริ่ม ประธานาธิบดีของ ซาเอียร์ ซื้อรถให้นักเตะทุกคนคนละคันด้วยซ้ำ ทว่าหลังจากความพ่ายแพ้ต่อ ยูโกสลาเวีย ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป

“เขาส่งการ์ดมาขู่พวกเรา” นักเตะคนเดิม กล่าวต่อ “พวกเขาปิดโรงแรมและบอกกับทุกคนในทีมว่า ถ้าเกมหน้าเราแพ้เกินกว่า 4 ลูกต่อ บราซิลละก็ จะไม่มีใครในที่นี้ได้กลับบ้าน”

โชคดีที่ พวกเขาแพ้ต่อ “แซมบ้า” แค่ 0-3(ฮา)

2. โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค 12-0 โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ (1978)  

ในวันสุดท้ายของ บุนเดสลีก้า ปี 1977/78 กลัดบัค กำลังตามหลังจ่าฝูงอย่าง โคโลญจน์ เพียงแค่ประตูได้เสียที่มากกว่า 10 ลูก ดังนั้นทางเดียวที่พวกเขาจะเป็นแชมป์ก็คือ ต้องชนะด้วยสกอร์ห่างที่สุด หรือลุ้นให้ “แพะบ้า” แพ้

สุดท้าย “สิงห์หนุ่ม” ทำได้จริงๆ โดยพวกเขายิงถล่ม “เสือเหลือง” ถึง 12 ลูก ทว่ามันก็ไม่เพียงพอ เพราะว่า โคโลญจน์ เองก็พิชิต ซังค์ เพาลี ได้ด้วยผลต่าง 5 ประตู จนสุดท้าย “แพะบ้า” เฉือน กลัดบัค ไปเพียงแค่ผลต่าง 3 ลูกเท่านั้น

แน่นอนว่า มันไม่ใช่การล้มบอล เพราะสุดท้าย ดอร์ทมุนด์ สั่งปลด อ็อตโต้ เรห์ฮาเก้ล กุนซือในขณะนั้นทันที เช่นเดียวกับ ผู้รักษาประตูที่ถูกขายทิ้ง พร้อมกับมีนักเตะหลายรายที่โดนปรับมหาศาลทีเดียว

ทว่า ทั้งหมดคงไม่มีใครเจ็บเท่าเหล่านักเตะกลัดบัด  ที่อุตส่าห์ทุ่มเทขนาดนี้ แต่ก็ยังไม่ดีพอจนได้

3. ฮังการี 10-1 เอล ซัลวาดอร์ (1982)

ฟุตบอลโลก 1982 ที่ สเปน เกิดชัยชนะที่มากที่สุดในประวัติศาสตร์เวิลด์ คัพ รอบสุดท้าย

นั่นคือเกมที่ ฮังการี ถล่ม เอล ซัลวาดอร์ เละเทะ 10-1 โดยพวกเขาได้ประตูจาก เอลเชลาซโล คิส ยิงแฮตทริก, ลาซโล ฟาเซกัซ (2 ลูก), ทิบอร์ เอ็นยิลาซี่, กาบอร์ โปลอสเก, โจเซฟ ทอธ และ ลาซาร์ เซนเตส

จากนั้น เอล ซัลวาดอร์ ก็ไปแพ้ให้กับ เบลเยี่ยม (0-1) และ อาร์เจนติน่า (0-2) จนตกรอบตามระเบียบ

ทว่า ที่น่างุนงงก็คือ ขุนพล “แม็กยาร์” กลับตกรอบแรก หลังจากพ่าย อาร์เจนตินา ที่นำโดย ดีเอโก้ มาราโดน่า และเสมอ เบลเยียม จนต้องกลับบ้านแต่หัววัน ทั้งๆที่นัดแรกโชว์ฟอร์มเทพออกมา

4. แมนฯ ยูไนเต็ด 9-0 อิปสวิช (1995)  

นี่คือเกมที่ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน พาทีมชนะด้วยสกอร์สูงที่สุดในการคุมทีม 27 ปีของเขากับ  “ปีศาจแดง”  ทั้งยังเป็นสกอร์สูงสุดตลอดกาลของ พรีเมียร์ลีก ด้วย

ที่น่าเหลือเชื่อก็คือ ก่อนหน้านั้น ตอนต้นซีซั่น อิปสวิช ดันพลิกชนะ “ยูไนเต็ด” 3-2 ที่บ้านของตัวเอง ก่อนจะมาโดย ลูกทีมของ เฟอร์กี้ เอาคืนที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด

อีกเรื่องที่น่าสนใจก็คือ นายทวารของ “ม้าขาว” ในตอนนั้นอย่าง เคร็ก ฟอร์เรสต์ กลับมาถูก “ปีศาจแดง” ทีมเดิมยิงอีก 7 ประตู ณ  สนามแห่งเดิมในอีกห้าปีต่อมาที่เขาย้ายไปอยู่กับ เวสต์แฮม

5. นิวคาสเซิล 8-0 เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์(1999)

นิวคาสเซิลตัดสินใจแต่งตั้งเซอร์ บ็อบบี ร็อบสัน อดีตผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ ชาวจอร์ดี เข้ามากู้สถานการณ์ของทีม ซึ่งในขณะนั้นอยู่ใน เกมเหย้าเกมแรกของนิวคาสเซิลภายใต้ร็อบสันจบลงด้วยชัยชนะ 8-0 เหนือเชฟฟิลด์ เวนส์เดย์ พร้อมทั้ง 5 ประตูจากกัปตันทีมแอลัน เชียเรอร์

ในฤดูกาล 1999/2000 “สาลิกาดง” กำลังอยู่ในช่วงตกต่ำสุดๆและอันดับก็หล่นไปในโซนตกชั้น หลังจากที่พวกเขาไม่ชนะใคร 7 นัดรวดตั้งแต่เปิดซีซั่นเลย จนทำให้ นิวคาสเซิล ตัดสินใจแต่งตั้ง เซอร์ บ็อบบี้ ร็อบสัน เข้ามาเป็นนายใหญ่คนใหม่

ซึ่ง อดีตกุนซือทีมชาติอังกฤษ ประเดิมเกมเหย้าเกมแรกด้วยชัยชนะ 8-0 เหนือ เชฟฟิลด์ เวนส์เดย์ โดย อลัน เชียเรอร์ หัวหอกกัปตันทีมทำคนเดียว 5 ลูก จนทำให้ความสุขใน เซนต์ เจมส์ พาร์ค กลับมาได้อีกครั้ง

ส่วนทางด้าน “นกเค้าแมว” ต้องเจอกับซีซั่นที่ยากลำบากและตกชั้นไปในที่สุด ก่อนที่จะไม่ได้เล่นลีกสูงสุดตั้งแต่ปีนั้นเป็นต่อมา