คำบอกเล่าคนร่วมทาง : บันทึกชีวิตลูกหนัง 'ชนาธิป' แข้งมหัศจรรย์อาเซียน

ย้อนหลังกลับไป 23 ปีกว่า ในวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2536 มัน คือ วันที่เด็กตัวน้อยๆ… ลูกชายของ อดีตนักบอลเดินสายจอมเกเรคนหนึ่งแห่งเมืองสามพราน จังหวัดนครปฐม ได้ลืมตาดูโลก

หนุ่มคนนั้นใฝ่ฝัน และบนบานศาลกล่าวสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของให้ลูกชายตัวน้อยยิ่งใหญ่ในวงการลูกหนังเหมือน ดิเอโก มาราโดน่า ตำนานอาร์เจนติน่าฮีโร่ในดวงใจของเขา… เขาจึงลงทุนสอนฟุตบอลแบบสุดหัวใจให้เด็กคนนั้นทุกวันซ้ำๆเรื่อยมา จนเติบใหญ่

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

...นี่คือเรื่องราวเส้นทางชีวิตลูกหนังของเด็กน้อยคนนั้น นับตั้งแต่วันที่ลืมตาดูโลก, วันที่โดนค่อนขอด, วันที่เคยโดนดูถูก, วันที่ถูกตบตี, และวันที่กลายเป็นนักฟุตบอลระดับปรากฏการณ์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จากปากคำของอดีตนักบอลเดินสายจอมเกเรคนนั้น, คุณครู, เพื่อนร่วมทีม, และเหล่าโค้ชผู้มีพระคุณ รวมถึงคำพูดของเด็กน้อยคนนั้นเอง...

เด็กน้อยจากร้านขนมหวาน

“ตอนพ่อเกิดมาไม่เคยเห็นสนามฟุตบอลเหมือนคนอื่น เห็นแต่ท้องทุ่งนา โรงเรียนตอนประถมก็มีแต่สนามเล็กๆ พอให้เล่นแค่แชร์บอล จากนั้นพอพ่อได้มาเรียนในตัวเมืองสามพรานที่มีสนามฟุตบอล เราก็เลยเริ่มเล่นฟุตบอล แล้วก็ชอบฟุตบอลนะ แต่ก็สู้คนอื่นไม่ได้”

เขาเลยจึงคิดว่า หากวันหนึ่งมีลูกชาย เขาจะฝึกพื้นฐานฟุตบอลให้กับลูก เพื่อเอาไปสู้กับคนอื่น และแก้แค้นแทนพ่อ

ก้องภพ สรงกระสินธ์ อดีตนักบอลเดินสายจอมเกเร และคุณพ่อของชนาธิป ย้อนนึกถึงวันเก่าที่เขาเคยผ่านมา สมัยก่อนจะมีครอบครัว… เขาคือคนที่ชอบฟุตบอลมาก คลั่งไคล้และเลือกฟุตบอลเหนือสิ่งอื่นใด แต่น่าเสียดายที่ฟุตบอลไม่ได้เลือกเขา

ก้องภพเลือกเส้นทางชีวิตนักฟุตบอลเดินสาย ทั้งที่ต้องน้อยใจกับโชคชะตา เพราะสู้ใครก็ไม่ค่อยได้ จนรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ เขาเลยจึงคิดว่า หากวันหนึ่งมีลูกชาย เขาจะฝึกพื้นฐานฟุตบอลให้กับลูก เพื่อเอาไปสู้กับคนอื่น และแก้แค้นแทนพ่อ

อันที่จริง คุณพ่อก้องภพ มีลูกชายคนโตตั้งแต่ช่วงวัยเบญจเพส แต่นั่นก็อาจจะเป็นบททดสอบจากใครสักคนบนฟากฟ้า ว่าเขาจะแข็งแกร่งพอ ที่จะรอต่อไปได้หรือไม่ เมื่อลูกชายคนแรก ไม่ใช่คำตอบในเรื่องของฟุตบอลเท่าไหร่นัก (พี่ชายของชนาธิป ชื่อว่า “เจมส์” ชวิศ สรงกระสินธ์ จบการศึกษาจากคณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาจุลชีววิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก่อนจะกลายเป็นพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินของสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ในปัจจุบัน)

“ตอนแม่เขาท้องเจ ด้วยความที่ครอบครัวนับถือหลวงพ่อวัดไร่ขิงอยู่แล้ว ก็เลยบนหลวงพ่อว่า อยากให้ลูกเกิดมาเก่งเหมือนดิเอโก้ มาราโดน่า ตอนไปคลอด เจก็เกิดเดือนตุลาคมเหมือนกัน ตัวก็เล็กเหมือนกัน พ่อเลยคิดว่า ใช่แล้ว!

เพราะดวงเขาแรงมาก ตอนเกิดมาแม่เขาเสียเลือดมากจนต้องตัดรังไข่ทิ้งด้วย…”

ความมหัศจรรย์ตั้งแต่เกิด ได้ถ่ายโอนความเชื่อบางอย่างให้กับ “คุณพ่อจุ้ง”

เขาเชื่อว่านี่คือเด็กน้อยที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประทานมา และเขาก็มีหน้าที่ต้องสืบทอดความมหัศจรรย์นี้ต่อไป

คุณพ่อจุ้งแปรเปลี่ยนจากคนเกเรหยำเป กลายเป็นคนที่มีธงชีวิตแน่วแน่
เขาเริ่มขยำหนังสือพิมพ์เป็นก้อนกลมๆ ให้ลูกชายตัวน้อยเตะเล่นตั้งแต่อายุไม่ถึง 4 ขวบ

“พ่อของผม เขาเคยเล่าให้ฟังว่า เขาไปสาบานกับหลวงพ่อวัดไร่ขิงว่า ถ้ามีผม เขาจะเลิกยุ่งกับอบายมุขอีก แล้วก็ไปขอพรกับหลวงพ่อตอนผมออกมา ขอให้ผมเก่งเหมือนมาราโดน่า ขอให้ผมเป็นนักฟุตบอลทีมชาติ ขอให้เป็นนักฟุตบอลอาชีพ แล้วพอประมาณสามสี่ขวบ เมื่อก่อนพ่อผมอ่านหนังสือพิมพ์สยามกีฬา พ่อก็จะเอามาขยำขยำเหมือนเป็นบอล แล้วโยนให้ผมเตะ”

“ตอนนั้นผมก็เตะ เพราะยังเด็ก ไม่รู้เรื่องอะไรอยู่แล้ว จากนั้นมาพ่อก็จะซื้อบอลลูกเล็กๆ แล้วก็ซื้อรองเท้าผ้าใบให้ บ้านผมก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร ก็เป็นครอบครัวหาเช้ากินค่ำ เราก็ลำบาก พ่อกับแม่ต้องเลี้ยงลูกสามคน บ้านผมขายขนมหวาน พ่อผมก็จะคั้นกะทิอยู่ข้างหน้าบ้าน คั้นเสร็จก็มาสอนผม ให้ทำความคุ้นเคยกับบอล เดาะดึงคลึงดูด เลี้ยงส่งโหม่งยิง นี่คือคำพูดของพ่อผมเลย นี่คือสโลแกนของเขา”

บ้านผมขายขนมหวาน พ่อผมก็จะคั้นกะทิอยู่ข้างหน้าบ้าน คั้นเสร็จก็มาสอนผม ให้ทำความคุ้นเคยกับบอล เดาะดึงคลึงดูด เลี้ยงส่งโหม่งยิง นี่คือคำพูดของพ่อผมเลย นี่คือสโลแกนของเขา

“มันเป็นสิ่งที่น่าเบื่อมาก พอเริ่มโตเราก็ไม่รู้จุดหมายว่า เราซ้อมไปทำไม คือเราซ้อมทุกวันเราก็เบื่อ เราต้องอยู่กับมันทุกวัน ทั้งที่ไม่รู้ว่า เราจะชอบมันหรือเปล่า แต่พ่อเนี่ยชอบมาก เป็นคนบ้าฟุตบอลคนหนึ่งเลยก็ว่าได้”

“พ่อของผมเหมือนมีปมด้อย เค้าเคยเล่าว่า ตอนที่เค้าวัยรุ่น เค้ามีแต่ความเร็ว แต่ไม่มีเบสิค ก็เลยโดนหลอกเป็นประจำอะไรแบบนี้ ทำให้เค้าพยายามสอนเบสิคผมให้ดี”

“ผมตัวค่อนข้างจะเล็กแล้วตอนเกิดมาเนี่ย ผมเล่นได้แค่เท้าเดียวอยู่แล้ว นั่นคือเท้าขวา พอฝึกไปสักพัก พ่อบอกว่า เราตัวเล็ก เราต้องเล่นให้ได้สองเท้า พ่อผมก็พอซ้อมเท้าซ้าย แล้วบอกว่า เราต้องเล่นขาซ้ายให้ได้เหมือนข้างขวา ตอนแรกผมเตะบอลซ้ายไม่เป็น แต่พอซ้อมทุกวัน ซ้อมจนมันคุ้นเคย แล้วก็ชิน”

ชนาธิป บอกเล่าเรื่องราววัยเด็ก ที่ยังไม่จางจากความทรงจำ ให้ได้เห็นว่า คุณพ่อก้องภพมีความแน่วแน่ และทำทุกอย่างที่เขาทำได้อย่างเต็มที่

เขาสอนลูก “เลี้ยง / ส่ง / โหม่ง / ยิง” และ “เตะ / ดึง / คลึง / ดูด” รวมถึงฝึกฝนให้หัดเล่นเท้าที่ไม่ถนัด ตั้งแต่ยังวัยเยาว์ จนลูกน้อยเคยชินกับฟุตบอล นอกจากนี้ เขามักจะเพิ่มวิชาให้ลูกจากการดูวิดีโอฟุตบอล กระทั่งเขียนจดหมายขอคัมภีร์สอนเด็กจาก “โค้ชเฮง” วิทยา เลาหกุล ก็เคยมาแล้ว

ภายใต้ร้านขนมหวานขนาดเล็กในอำเภอสามพราน ก้องภพ สรงกระสินธ์ รับบทหัวหน้าครอบครัวที่ต้องดูแลลูกทั้งสามคน แบบหาเช้ากินค่ำ เขาอาจจะเหนื่อยมากขึ้น เพราะเลือกที่จะฝึกฝนศาสตร์ฟุตบอลให้ลูกชายที่ยังไม่ประสีประสาทุกๆ วัน แต่เขาเชื่อว่า เขาคงจะเหนื่อย (ใจ) ยิ่งกว่า หากวันนั้น เขาไม่เลือกเดินตามสิ่งที่เป็นความฝัน

“เด็กยังไม่รู้หรอกว่าทำอะไร ผมก็ให้เขาเริ่มสนุกกับบอล ให้เขาชอบให้เขาบ้าก่อน พอเขาสนุกก็เริ่มใส่วิธีการสอนเข้าไป เริ่มให้เค้าฝึกสิ่งที่ยากขึ้น เริ่มฝึกเท้าที่ไม่ถนัด...ก็ทำทุกวันหน้าบ้าน เวลาเขากลับมาจากโรงเรียนอนุบาล ก็ให้เขาเปลี่ยนชุดนักกีฬา ให้คลึงบอลอยู่หน้าบ้าน นั่นแหล่ะคือจุดเริ่มต้นของทักษะเขา” คุณพ่อก้องภพบรรยายให้เราได้เห็นภาพในวัยเด็ก ก่อนที่เขาจะกลายเป็นซูเปอร์สตาร์ดังเช่นทุกวันนี้

แม้จะไม่ดื้อ เชื่อฟังพ่อแม่ แต่เด็กยังไงก็คือเด็ก บางครั้งชนาธิป ก็ไม่อยากซ้อมจนพ่อต้องมีมาตรการลงโทษ เช่น ไม่ให้ไปเล่นเกมที่ร้านเกม แต่ถ้าตั้งใจซ้อมล่ะก็ คุณพ่อก็จะมีรางวัลให้ไปเล่นเกม หรือไม่ก็จะรับผิดชอบงานบ้านแทนลูกชายตัวน้อย ทว่าก็มีบางครั้งเหมือนกัน ที่เขาอารมณ์หลุดถึงขั้นลงไม้ลงมือ เพราะไม่ได้ดั่งใจ และคนที่มายุติความโมโหของพ่อได้ทุกครั้ง นั่นก็คือ “คุณแม่พรสวรรค์ สรงกระสินธ์” นั่นเอง (พรสวรรค์ เป็นชื่อเดียวกับชื่อร้านขนมหวานของครอบครัว)

“พ่อผมเป็นคนที่ค่อนข้างใจร้อน ถ้าผมทำอะไรไม่ได้ดั่งใจนะคือแบบตบเลย พอตบปุ๊ป แม่ก็ห้าม เฮ้ย! มึงตบลูกกูทำไมอะไรแบบนี้ ตอนนั้นเราก็ไม่รู้ว่าซ้อมไปทำไม มันก็มีความรู้สึกเบื่อ พ่อก็บอกว่าเจ ถ้าเจซ้อมดี เดี๋ยวพ่อจะให้ไปเล่นเกมส์ ผมจะเล่นเกมส์ยิงปืน ผมไม่ค่อยเล่นเกมส์ฟุตบอลหรอก พ่อต้องบังคับให้ผมดูฟุตบอล เพราะผมไม่ชอบดูฟุตบอล แค่ซ้อมทุกวันก็น่าเบื่อแล้ว คือตอนนั้นเราไม่ได้ติดทีมชาติ เราก็ยังไม่เห็นเป้าหมายที่ชัดเจน”

ชนาธิป ถูกจับให้ซ้อมทุกวัน ซ้อมทั้งเท้าซ้าย ทั้งเท้าขวา แม้จะเบื่อ และยังไม่เข้าใจว่าจุดหมายที่แท้จริงของพ่อคืออะไร แต่เขาก็เลือกที่จะอยู่กับฟุตบอล ทั้งที่ก็ไม่รู้ว่าชอบมันจริงๆ หรือเปล่า จนกระทั่งเริ่มเข้าสู่โรงเรียนกีฬา

โดนดูถูกจนชินชา

หลังฝึกเบสิคฟุตบอลจนขึ้นหม้อแล้ว คุณพ่อก็ส่ง ชนาธิป ไปคัดตัวกับโรงเรียนต่างๆ โดยโรงเรียนแรกนั่นคือ โรงเรียนกีฬากรุงเทพมหานคร ตั้งแต่อายุประมาณ 8-9 ขวบ...

วันนั้น พ่อเรียกผมไปตบที่ใต้ต้นหูกวาง ผมก็เลยโทรหาแม่ บอกแม่ว่าพ่อตบหนู แม่ก็เลยโทรหาพ่อ ไอ้จุ้งมึงตบลูกทำไมเนี่ย

ก่อนวันคัดตัว เด็กชายชนาธิปเกิดอุบัติเหตุจักรยานชนเสาไฟ จนไข่ดัน และบวม จึงมีสภาพร่างกายแบบไม่สมบูรณ์ และชนาธิปก็เลือกเล่นกองหลัง แทนที่จะเล่นกองกลางหรือหน้าตามที่พ่อสั่ง

“ผมยอมรับว่าบ้าจริง ทะเลาะกับภรรยาไม่รู้ตั้งกี่หน...วันนั้น มันไปเล่นหลัง แล้วตัวเล็ก ทุกวันนี้ยังตัวแค่นี้ ผมมองมันไปคัดตัววันนั้น เล่นได้ต่ำกว่ามาตรฐานมาก พอออกมาปุ๊ป ผมพาไปข้างหลังสนามไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง ผมตบเลย ดังโผล๊ะ เจมันก็ก้มหน้าร้องไห้ แปปเดียวเท่านั้นแหละ ภรรยาก็โทรมา ไอ้จุ้ง มึงตบลูกเหรอ” คุณพ่อพูดย้อนไปถึงครั้งที่เคยตบลูก จนมีปากเสียงกับภรรยา

ด้วยความที่โดนดูแคลนอยู่บ่อยครั้งว่า มีความฝันเกินตัว กับการอยากให้ลูกติดทีมชาติไทย และเก่งเหมือนมาราโดน่า ทั้งที่ลูกชายตัวเล็กนิดเดียว นั่นทำให้คุณพ่อก้องภพ มีความกดดัน และบางครั้ง ความกดดันก็มาตกที่ลูกชาย ซึ่งคุณแม่ก็ไม่เข้าใจว่า สามีจะทำไปเพื่ออะไร หลังเหตุการณ์วันนั้น คุณแม่พรสวรรค์ก็นั่งแท็กซี่จากสามพรานมาสนาม ไทย-ญี่ปุ่น ดินแดง โดยที่ตัวของคุณพ่อคิดในใจว่า คงไม่ติดทีมโรงเรียนกีฬา กทม. แน่ๆ เพราะตัวก็เล็ก เล่นก็ผิดตำแหน่ง แถมยังมีอาการบาดเจ็บอีก แต่ที่ไหนได้ เบสิคที่พ่อสั่งสอนมา ทำให้เขาถูกเลือก

“วันนั้น พ่อเรียกผมไปตบที่ใต้ต้นหูกวาง ผมก็เลยโทรหาแม่ บอกแม่ว่าพ่อตบหนู แม่ก็เลยโทรหาพ่อ ไอ้จุ้งมึงตบลูกทำไมเนี่ย แม่ก็โมโห ขึ้นมากรุงเทพฯ เลย... แต่หลังจากนั้น ผมก็ติดทีมโรงเรียนกีฬากรุงเทพฯ ผมอยู่เป็นเด็กหออยู่สองปี แรกแรกก็ร้องไห้ ตอนนั้นแม่ก็ชอบซื้อนมมาให้ แต่ผมเป็นเด็กที่แบบว่ากินยาก คือให้กินอาหารอะไรก็ไม่กิน ให้กินอาหารเสริมก็ไม่กิน นมที่แม่ซื้อมา ก็เอาไปให้เพื่อนกินหมด แล้วแถวหอก็จะมีแฟลตดินแดงใช่ปะ ผมก็จะกินแต่มาม่า เพราะผมชอบ มันอร่อย”

“ผมว่า บางครั้งครอบครัวผมอาจจะคิดผิด ที่ให้ผมไปอยู่โรงเรียนประจำ เค้าก็เคยพูด เพราะตอนผมไปก็เหมือนว่าผมไม่ค่อยดูแลตัวเอง ไม่กินนม ทำให้หยุดการเจริญเติบโต ก็เลยตัวเล็ก”

ชนาธิป บอกเล่าถึงช่วงเริ่มต้นอยู่โรงเรียนกีฬา กทม. ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำตอนชั้น ป.4 .. เขาเป็นเด็กกินยาก เขาไม่ชอบกินนม ไม่กินอาหารเสริม แถมยังกินแต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเป็นประจำ จนทำให้ขนาดตัวของเขาไม่ได้เจริญเติบโตเท่าที่ควร ซึ่งก็สอดคล้องกับคำพูดของผู้เป็นพ่อ “อาจเป็นการตัดสินใจผิดที่ส่งเจไปเข้าเรียนโรงเรียนกินนอนตอนที่น่าจะยังอยู่กับเรา เพราะเขาเป็นเด็กกินยาก ผักก็ไม่กิน เผ็ดนิดเดียวก็กินไม่ได้ แต่อยู่บ้าน แม่เขาจะดูแลเรื่องอาหารการกิน ไปอยู่นู่น ผมไม่มีสิทธิ์รู้เลยว่านมที่ซื้อให้ เขากินหรือไม่กิน ผมมารู้ตอนหลังว่า ที่ซื้อนมกล่องให้ เจไม่กินเลย มันให้เพื่อนกินหมด”

ช่วงวัยประถม แม้ชนาธิปจะมีเบสิคเป็นจุดแข็งที่สู้ได้ เขากลับต้องเจอจุดด้อยบดบังนั่นก็คือ “แรงปะทะ” จนโค้ช และเพื่อนๆ บอกว่า ให้ไปหากินทางเดาะบอล หรือฟุตซอลจะดีกว่า จนกระทั่งวันหนึ่ง คุณพ่อก้องภพก็ต้องเป็นฝ่ายให้ลูกออกจากทางที่ฝัน “ตอนนั้นที่โรงเรียนกีฬากรุงเทพฯ มี ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์, กษิดิ์เดช เวทยาวงศ์, จาตุรงค์ พิมพ์คูณ ที่ดังๆ เลยนะ เจก็เรียนอยู่ 2 ปี ผลงานเจก็โอเค ได้แชมป์ “เคแบงค์ลิตเติ้ลลีก” พ.ศ. 2547 พอจบปี โค้ชเขาก็มาคุยกับพ่อว่า เจไม่อยู่ในแผนการทำทีมนะ เพราะตัวเล็ก ไม่อยากจะปั้นแล้ว อยากเอาตัวใหญ่ๆ มาแทน วันที่ผมไปลาออกน่ะ โค้ชเขาว่า นู่นเลยครับห้องผู้อำนวยการอยู่นู่น พ่อไปลาออกได้เลย” คุณพ่อก้องภพเล่าถึงวันที่ต้องลาออกจากโรงเรียนกีฬา กทม.

การโดนดูถูกมาตลอดทำให้คุณพ่อรู้สึกแย่ เขารู้ดีว่า ชนาธิปเดาะบอลได้ดี และมีเบสิคยอดเยี่ยมสำหรับการเล่นโต๊ะเล็ก แต่นั่นมันไม่ใช่สุดทางของความฝัน เพราะสิ่งที่เขาวาดไว้ มันยิ่งใหญ่กว่านั้น ซึ่งนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาตัดสินใจย้ายลูกตัวเองมาอยู่ที่ โรงเรียนเพ็ญสมิทธ์ แต่ก็อยู่ได้ไม่นาน ก็ต้องย้ายมาบ้านเกิดอีกครั้งกับโรงเรียนสามพรานวิทยา ช่วงมัธยมต้น

โอกาสที่พณิชยการราชดำเนินมอบให้

“เจตัวเล็กมาก สูงแค่ 150 กว่าเซน เรื่องสรีระเขาไม่ได้ เราก็ดูที่ฝีเท้า ซึ่งจริงๆ แล้วนักเตะตัวเล็กในบ้านเราก็มีสมัยก่อนนะ อย่างอาจารย์ทรงไทย สหวัชรินทร์ แต่เซนส์บอลไม่ต้องห่วง เราเลยดูเรื่องเล่นว่ามีจินตนาการไหม คือเจหนึ่งเลย เขาไม่ได้เล่นแค่เท้าเดียว แต่เล่นได้สองเท้า แล้วความสามารถเฉพาะตัวเนี่ยสุดยอด เอาบอลจากเขายาก บอลอยู่กับตัวไม่เสียง่าย แล้วมีพรสวรรค์การเปิดบอลที่ดี อันนี้คือที่มองนะ สรีระไม่ได้เป็นปัญหาในการเล่นฟุตบอลอยู่แล้ว”

ตอนขับรถก็คุยกับเจว่า วันนี้วันสุดท้ายแล้ว ถ้าหนูไม่โชว์ฟอร์มให้ดี พ่อก็ไม่รู้จะให้เอ็งไปเรียนที่ไหนแล้ว

“ผมรู้จักเขามานาน เขาเล่นกับคนโตกว่า ไปเล่นสายเล่นตามงานวัด ตามคัพต่างๆ แถวนครปฐมเขาจัดกัน ซึ่งตอนนั้นก็จะมีทีมของ CL ที่รัชพล นาวันโน เคยเล่นอยู่ อายุแค่ 14-15 เนี่ยเขาไปเล่นแล้ว ไปเดินสายเล่นแล้ว ด้วยความรักฟุตบอล เขาก็อยากเก่งฟุตบอลอย่างที่พ่อเขาใฝ่ฝันไว้”

คำพูดจากปากของ อาจารย์ไพศาล ศรีอุ่นดี หรืออาจารย์โอ๋ หนึ่งในทีมงานคัดตัวทีมฟุตบอลของ พณิชยการราชดำเนิน ที่มอบโอกาสให้กับ ชนาธิป สรงกระสินธ์

ย้อนหลังกลับไป ก่อนโอกาสนี้ ชนาธิป เพิ่งเรียนจบ ม.3 จากโรงเรียนสามพรานวิทยา.. คุณพ่อได้พาเขาไปคัดตัวหลายที่ ทั้ง โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียน ที่ถูกมองว่าตัวเล็กเกินไป, โรงเรียนอัสสัมชัญ พาณิชยการ ที่คัดติด แต่ดันล้มเลิกโครงการ และ โรงเรียนอัสสัมชัญ ธนบุรี ก็ไม่ถูกเลือกเพราะด้วยอายุที่คร่อมรุ่น แต่ด้วยความไม่ย่อท้อต่อโชคชะตา สองพ่อลูกจึงเดินล่าความฝันกันต่อ จนมาบรรจบที่ “สำเภาฟ้าม่วง” โรงเรียนพณิชยการราชดำเนิน

“ตอนกลับมาเรียนที่สามพราน ผมก็ส่งเจ้าเจเดินสายแข่งบอลให้หลายโรงเรียนในนครปฐม บ้างก็เล่นในรุ่นเดียวกัน บางทีก็ขยับเล่นรุ่นสูงกว่า บอลเดินสาย มันไม่ใช่เล่นเหมือนบอลนักเรียนนะ ตัวมึงก็เล็กจริง แต่เวลาบอลอยู่กับเท้า มึงมันไม่เล็กตามตัวหนิ เขาก็ต้องอัดต้องเตะต้องเสียบ แต่ไอ้เจก็เอาตัวรอดมาได้ พอจบ ม.3 ก็พาไปคัดกรุงเทพคริสเตียน เขาก็ไม่เอา ไปคัดที่อัสสัมชัญ พานิชยการ คัดติดแล้ว เขาก็บอกว่าล้มเลิกโครงการฟุตบอล เพราะเศรษฐกิจไม่ดี ผมก็เคว้งเลย”

“ต่อมา ไปคัดอัสสัมชัญ กรุงเทพฯ คัดติดแล้ว แต่เจไม่เอา เพราะใส่ขาสั้น เจมันอยากเรียนสายพาณิชย์ เพราะคิดว่า เรียนไม่หนัก พ่อก็เลยพาไปคัดพณิชยการราชดำเนิน ตอนขับรถก็คุยกับเจว่า วันนี้วันสุดท้ายแล้ว ถ้าหนูไม่โชว์ฟอร์มให้ดี พ่อก็ไม่รู้จะให้เอ็งไปเรียนที่ไหนแล้ว มีโรงเรียนในนครปฐมติดต่อมาจะให้ไปเล่นฟุตซอล พ่อไม่เอา ไม่ชอบฟุตซอล และก็บอกเขาว่า เดี๋ยววันนี้ลงไปพยายามเล่นเท้าซ้ายให้เยอะนะลูก”

เขาคือจิ๊กซอว์สำคัญของ “สำเภาฟ้าม่วง” ในชุดที่คว้าแชมป์ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน ก. ชุดอายุไม่เกิน 18 ปี เมื่อต้นปี 2012 และนั่นก็ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในตำนานของนักฟุตบอลแห่งพณิชยการราชดำเนิน จนถึงทุกวันนี้

คุณพ่อก้องภพ เล่าเหตุการณ์ช่วงการเดินหน้าคัดตัวเพื่อคว้าโอกาสในชีวิต และการคัดตัวในวันดังกล่าว ชนาธิป ฉายแววเก่ง และเฉิดฉายพรสวรรค์ออกมา … เขาเล่นได้สองเท้า เลี้ยงได้สองเท้า ส่งบอลได้สองเท้า และยิงฟุตบอลได้สองเท้า

ในที่สุด ชนาธิป ก็ได้ทลายกำแพงการคัดตัว เขาติดทีมโรงเรียนพณิชยการราชดำเนิน ภายใต้การควบคุมของอาจารย์ พยงค์ ขุนเณร และเข้าสู่ระบบฟุตบอลขาสั้นที่มีแมวมองจากทั่วประเทศมาส่องตามรายการต่างๆ แบบเต็มตัว

“โอกาสที่พาณิชยการราชดำเนิน เหมือนมันมาถูกที่ถูกเวลาพอดี มี ผอ. ที่ดี มีอาจารย์ที่ดี มีโค้ชที่ดี ทุกคนก็ดูแลผมอย่างดีเลย คอยสอนทุกเรื่อง แต่จริงๆ เรื่องเรียน ผมก็ค่อนข้างดื้อ เค้าให้เรียน ผมก็ชอบหนี แอบไปเช่าการ์ตูนมาอ่าน และอาจารย์ก็จะดุผม ผมเช่ามาหมด เอามาอ่านในห้องเรียน ในหัวมีแต่ฟุตบอลตอนนั้นมีแค่ ฟุตบอล กับ การ์ตูน ลองคิดดู ที่พวกผู้หญิงชอบอ่าน ผมยังอ่านเลย”

และแล้ว ชนาธิป ที่เลือกฝากชีวิตไว้กับฟุตบอล ในช่วง ม.ปลาย โดยมีการ์ตูนเป็นเครื่องผ่อนคลาย ก็ได้กลายเป็นเจ้าหนูมหัศจรรย์จากเมืองสามพราน เขาคือจิ๊กซอว์สำคัญของ “สำเภาฟ้าม่วง” ในชุดที่คว้าแชมป์ฟุตบอลชิงถ้วยพระราชทาน ก. ชุดอายุไม่เกิน 18 ปี เมื่อต้นปี 2012 และนั่นก็ทำให้เขากลายเป็นหนึ่งในตำนานของนักฟุตบอลแห่งพณิชยการราชดำเนิน...

Pages