คัมภีร์ยอดแมวมอง : วิธีดูให้ออก...ว่าใครจะเป็นยอดนักเตะในอนาคต

FFT พูดคุยกับเหล่าบรรดาแมวมอง ผู้บริหาร และผู้จัดการทีมถึงการหานักฟุตบอลที่ใช่สักคนให้กับทีม เรื่องราวเป็นอย่างไร เชิญชม… 

เร็วๆนี้ แฮร์รี่ เร้ดแนปป์ เล่าให้ฟังว่า เขาเคยได้รับโทรศัพท์จากแมวมองรายหนึ่ง พร้อมกับคำพูดที่รัวใส่รูหูประมาณว่า ผมไม่เคยเห็นเด็กที่เก่งขนาดนี้ตลอด 30 ปีในชีวิตนี้เลย

เด็กคนนั้น ชื่อ อีธาน แอมพาดู กองหลังวัยเพียง 15 ปีของ เอ็กเซเตอร์ ซิตี้ ซึ่งได้รับรางวัลแมนออฟเดอะแมตช์ตั้งแต่เกมอาชีพนัดแรกในชีวิต

เขาสามารถผ่านคู่แข่งได้ไหม? เขาสามารถทำชิ่งได้หรือเปล่า? หรือถ้าเขาเป็นกองหลัง เขาสามารถยืนเฉยๆและขโมยบอลได้มากกว่าต้องตัดฟาล์วหรือไม่

เขาคือเพชรในตมของแท้ และกำลังได้รับความสนใจจากทั้ง อาร์เซนอล และ แมนฯ ยูไนเต็ด ซึ่งรายงานข่าวระบุว่า สองยักษ์ใหญ่ ส่งสเกาท์ไปติดตามฟอร์มของ แอมพาดู หลายครั้งแล้ว

คำถามที่หลายคนอยากรู้ก็คือ แมวมองทั้งหลายใช้อะไรตัดสินว่า หนุ่มวัย 10 - 20 ขวบ จะก้าวไปเป็นนักเตะชั้นยอดได้? พวกเขามีหลักคิดยังไง? มั่นใจกันขนาดไหน?

FFT หาคำตอบทั้งหมดมาที่ย่อหน้าต่อจากนี้แล้ว…

เบล คือ หนึ่งในการค้นพบชั้นยอด

กวินน์ วิลเลี่ยมส์ อดีตแมวมองเชลซี ผู้ค้นพบจอห์น เทอร์รี่ ที่ตอนนั้นอายุ 13  ปี และกำลังเล่นให้เซนแร็บ ทีมระดับท้องถิ่นใน ซันเดย์ ลีก บอกว่า มีอยู่สองเรื่องที่เขาจะตัดสินจากนักเตะดาวรุ่งคนหนึ่ง

“มันมีสองเรื่องคือ ความสามารถและทัศนคติ ซึ่งคุณจำเป็นต้องมีทั้งคู่” วิลเลี่ยมส์ กล่าวกับ FFT “ในความคิดของผม ความสามารถคือเรื่องของการตัดสินใจในสนาม เขาสามารถผ่านคู่แข่งได้ไหม? เขาสามารถทำชิ่งได้หรือเปล่า? หรือถ้าเขาเป็นกองหลัง เขาสามารถยืนเฉยๆและขโมยบอลได้มากกว่าต้องตัดฟาล์วหรือไม่?”

“จอห์น เป็นคนจ่ายบอลได้ดี ทั้งยังวิ่งขึ้นลงได้ทั่วสนาม เขาไม่เคยพลาดการฝึกซ้อม และมีความเป็นผู้นำตั้งแต่วันแรก และแม้แต่หน้าหนาว เขาก็ยังใส่เสื้อยืดบางๆกับกางเกงขาสั้นอยู่เลย”

เช่นเดียวกับที่ สเปอร์ส เคยส่งทีมงานไปดูฟอร์มของหนุ่มวัย 17 ปีที่ เซาแธมป์ตัน เมื่อปี 2007 จนเขาผู้นั้นกลายเป็นแข้งประวัติศาสตร์

“แมวมองของผมที่ชื่อ เมล จอห์นสัน เอาประวัติของ แกเร็ธ เบล ส่งมาให้ผม” ดาเมี่ยน โคมอลลี่ อดีตผู้อำนวยการกีฬาของ “ไก่เดือยทอง” เล่าย้อนอดีต “เขาบอกว่า มีเด็กมหัศจรรย์ที่ เซาธ์แฮมป์ตัน คุณต้องมาดูด้วยตาตัวเองเลย”

“เขาทำให้ผมคิดถึง เปาโล มัลดินี่ เพราะว่า เท้าซ้ายและความเร็วของเขา พวกเราเจอเขาและครอบครัวอยู่หลายครั้ง และเขามีนิสัยที่ยอดเยี่ยม เขาสมถะมากๆ เขาดูมั่นใจในตัวเองแต่ไม่หลงตัวเองแม้แต่น้อย”

ต้องเข้ากับปรัชญาของสโมสรได้

อย่างไรก็ตาม บางครั้งมันก็อาจจะเป็นเรื่องยากที่เหล่าแมวมองจะสืบลักษณะนิสัยของแข้งดาวรุ่งทุกคนก่อนเซ็นสัญญา

เข้าสโมสรได้ เพราะก่อนหน้านี้ วิลเลี่ยมส์ จำได้ว่า มีนายทวารดาวรุ่งคนหนึ่งที่ทำให้ โชเซ่ มูรินโญ่ ไม่พอใจ และไม่เคยให้โอกาสเขาเลย

“วันแรกที่ มูรินโญ่ เข้ามา เขาบอกทุกคนว่า ให้มาเจอกันที่สนามซ้อมตอน 7 โมงเช้า” อดีตผู้ค้นพบ เทอร์รี่ กล่าว “มันเป็นการทดสอบว่าทุกคนสนใจอะไรแค่ไหน สุดท้ายทุกคนไปทันเวลา ยกเว้นคนเดียว คือ อีฟ มา-กาลัมเบย์ ซึ่งพอเป็นแบบนี้ เรารู้ว่าเขาไม่ได้มีอาการกระหายหรืออยากเล่นเท่าไร ทำให้เขาไม่ผ่านการทดสอบ”

วิลเลี่ยมส์ ที่ปัจจุบันทำงานเป็นแมวมองให้ ฮัลล์ ซิตี้ บอกว่า เรื่องภูมิหลังและนิสัยส่วนตัวสำคัญมากๆสำหรับการหาดาวรุ่งเข้าสโมสร

“ผมคุยกับอดีตโค้ชหลายคน อดีตเพื่อนร่วมทีมของพวกเขา เราจำเป็นต้องรู้เรื่องนอกสนามของทั้งหมด เขาเป็นขี้เมาหรือไม่? เขาติดเซ็กส์ไหม? เขาชอบเล่นไรบ้าๆบอหรือเปล่า?”

เพราะทั้งหมด มันหมายถึงอนาคตของนักเตะคนนั้นเลย
  
ขณะที่หัวหน้าด้านฟุตบอลของ เบรนท์ฟอร์ด อย่าง โรเบิร์ต โรวาน บอกว่า “สโมสรจะลงทุนกับนักเตะต่อเมื่อมั่นใจเต็มร้อยว่า มันจะปลอดภัยแน่นอน”

“การทำรายงานและมีแหล่งอ้างอิงจะทำให้เราได้ข้อดีและข้อเสียของคาแรคเตอร์แต่ละคน เรามีวัฒนธรรมที่เราภูมิใจของ เบรนท์ฟอร์ด ดังนั้นมันสำคัญมากๆที่ใครคนใดคนหนึ่งจะเข้ามาอยู่กับทีมและไม่ทำลายรากเหง้าอันงดงามนั้น”

ข้อมูลตัดสิน โมดริช ไม่ได้

นอกจากนี้ เบรนท์ฟอร์ด ยังเป็นหนึ่งในหลายสิบสโมสรที่ใช้บริการของระบบคอมพิวเตอร์อย่าง WyScout, Instatscout และ Scout 7 ซึ่งเป็นโปรแกรมที่รวบรวมคลิปนักเตะจากทั่วโลก พร้อมกับสถิติส่วนบุคคลแบบละเอียดหยิบ
 
“ผู้จัดการทีมมีหน้าที่เขียนคุณสมบัติของนักเตะที่เขาต้องการในแต่ละตำแหน่ง เพื่อให้เข้ากับแนวทางการเล่นของทีม” โรวาน อธิบาย
“ผู้เล่นทั้งหมดจะถูกเขียนรายงานขึ้นมา โปรแกรม Scout 7 จะช่วยวัดคุณภาพของแต่ละคนให้ พร้อมกับส่งรายชื่อออกมาให้เราเลือก”

ผมคุยกับอดีตโค้ชหลายคน อดีตเพื่อนร่วมทีมของพวกเขา เราจำเป็นต้องรู้เรื่องนอกสนามของทั้งหมด เขาเป็นขี้เมาหรือไม่? เขาติดเซ็กส์ไหม? เขาชอบเล่นไรบ้าๆบอหรือเปล่า?

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกครั้งที่รายงานหรือข้อมูลจะทำให้เราเจอนักเตะที่ “ใช่” เสมอไป เพราะ โคมอลลี่ ก็เคยใช้แนวทางดังกล่าวกับทั้ง สเปอร์ส และ ลิเวอร์พูล ซึ่งก็มีหลายรายที่ไม่เวิร์คเหมือนกัน

“เทคโนโลยี ไม่ได้ดีขนาดที่จะบอกคุณภาพนักเตะได้แม่นยำทั้งหมด ตัวอย่างเช่น ลูก้า โมดริช” อดีตผู้อำนวยการของสองทีมดัง เล่า “สถิติบอกว่า เขาไม่ได้ยิงประตูเยอะแยะ เช่นเดียวกับ สกัดบอลได้น้อย แล้วอะไรละทำให้เขาเป็นกองกลางที่ดี?”

“แมวมองของสเปอร์สไปดูเขาที่โครเอเชีย พวกเขาบอกผมว่า โมดริชเก่งในเรื่องของการยืนตำแหน่ง จนทำให้คู่แข่งต้องจ่ายคืนหลังหรือออกข้างเท่านั้น นอกจากนี้ การจับบอลแรกก็ทำให้เขาได้เปรียบสุดๆ และยังผ่านบอลขึ้นหน้าได้เสมอ”

นายมันอัจฉริยะว่ะ

นอกจากเรื่อง ภูมิหลังและสถิติ ข้อมูลที่เราต้องเช็คแล้ว ความรู้สึกและเซนส์ของแมวมองก็มีส่วนสำคัญในการตัดสินใจแนะนำนักเตะสักคนให้ทีมรู้จัก

“คุณต้องมองหาผู้เล่นที่สามารถสร้างความแตกต่างได้” วิลเลี่ยมส์ กล่าว “โจ โคล คือ นักเตะที่ดีที่สุดที่ผมเคยเจอ เขาเล่นให้กับทีมยู 13 ตั้งแต่อายุ 11 ปี เขามีเทคนิคที่สมบูรณ์แบบ ใช้เท้าได้ดีทั้งสองข้าง มีความเร็ว สายตากว้างไกล เราชนะคู่แข่ง 6-1 ก็เพราะ โจ”
 
“โชเซ่ มูรินโญ่ ชอบนักเตะประเภทนี้มาก เขาชอบนักเตะที่สร้างโอกาสได้ เขาชอบนักเตะที่มีไหวพริบและความสามารถ อย่างตอนอยู่ เชลซี นั้น เราพูดถึงโอกาสที่จะเซ็น ดาบิด บีย่า มาแสนนาน แต่เสียดายที่เราทำไม่ได้”
 
หรือจะเป็น เร้ดแนปป์ ที่ยอมเซ็นสัญญากับ เปาโล ดิ คานิโอ หลังจากที่ประทับใจ ดาวยิงยิงอิตาลีตั้งแต่สมัยอยู่กับ เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์
 
“ผมชอบผู้เล่นที่ทำให้ทีมตัวเองมีปัญหาและผมสนุกที่ได้เห็นเขาตอนฝึกซ้อม” อดีตนายใหญ่สเปอร์ส กล่าวกับ FFT “ที่เวสต์แฮม ผมเคยบอกให้ลูกทีมผมประกาบตัวต่อตัวกับ ดิ คานิโอ ในเกม เพราะว่าเขาสร้างปัญหาให้กับเราเสมอ”
  
“เมื่อมีโอกาสเซ็นสัญญากับเขา ผมไม่ต้องใช้สมองคิดเลย ผมเซ็นสัญญากับเขาแน่นอน เขาเป็นอัจฉริยะ ผมโชคดีที่มีโอกาสได้เจอกับนักเตะแบบเขา, โมดริช และ (ราฟาเอล) ฟาน เดอ ฟาร์ท นักเตะที่แบบสร้างความมหัศจรรย์ในตัวพวกเขาได้”