คำตอบที่ใช่? เพราะอะไร “บิ๊กแซม” ถึงเหมาะคุมทีมชาติอังกฤษ

ช่วงที่ผ่านมา เราคงจะได้เห็นนักข่าวพูดถึงบรรดาแคนดิเดตที่จะเข้ามารับตำแหน่งกุนซือทีมชาติอังกฤษอย่างต่อเนื่อง และนี่คือหนึ่งในแคนดิเดตที่เหมาะสมที่สุดในสายตาของ อเล็กซ์ เคเบิล คอลัมนิสต์ของเรา

มันคงถึงเวลาแล้วที่จะทำลายวงจรอุบาทว์ของทัพทรีไลอ้อนส์ ที่ทุกๆ 2 ปี สื่อมวลชนต่างยกให้พวกเขาเป็นทีมหัวแถวเต็งลุ้นแชมป์รายการต่างๆ มากมาย เนื่องจากเรามักจะได้เห็นเหล่าแข้งอังกฤษเค้นฟอร์มเก่งออกมาและครองเกมเหนือคู่แข่งได้เป็นประจำ แต่ในที่สุดก็จะมาตกม้าตาย ด้วยการเล่นผิดฟอร์มในการแข่งจริงและตกรอบก่อนเพื่อนเสมอ

แน่นอนว่าหนึ่งในแคนดิเดตที่น่าสนใจมากๆ ก็คือ เจอร์เก้น คลิ้นส์มันน์ กุนซือที่ชื่นชอบในการเล่นเกมรุก ผู้ที่น่าจะสามารถกอบกู้ชื่อเสียงความเป็นยอดทีมหัวแถวของอังกฤษได้ อย่างไรก็ตาม หากท้ายที่สุดแล้ว ดีลนี้ไม่ได้เกิดขึ้น มันก็เป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้

ทว่าบางที ความล้มเหลวในศึกยูโร 2016 อาจจะแตกต่างกับที่ผ่านมาเล็กน้อย เนื่องจากครั้งนี้ มันยังเป็นความล้มเหลวของระบบอะเคดามี่ของประเทศอังกฤษซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของลีกอันดับ 1 ของโลก แถมความคาดหวังของบรรดาสื่อยังดูจะตั้งไว้สูงเกินไปอีกด้วย

ต้องยอมรับว่าในตอนนี้ทีมชาติอังกฤษไม่ได้อยู่ในระดับหัวแถวของยุโรป ดังนั้นหากพวกเขาต้องการผ่านเข้ารอบศึกฟุตบอลโลก 2018 ซึ่งสิ่งที่พวกเขาต้องการนั้นคงไม่ใช่นักเตะซูเปอร์สตาร์ชื่อดัง หรือกุนซือมือฉมังระดับโลก แต่น่าจะเป็นใครสักคนที่เข้ามาเติมเต็มและเชื่อมผู้เล่นในทีมเข้าหากันได้

Sam Allardyce

ผลงานกับซันเดอร์แลนด์ คืออีกหนึ่งผลงานสำคัญของแซม อัลลาร์ไดซ์

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่ามันอาจจะฟังดูไม่ค่อยเข้าท่า แต่ก็ต้องยอมรับว่า แซม อัลลาร์ไดซ์ คือ กุนซือที่ดูจะเหมาะมากๆ

จ้าวแทคติก

การที่โปรตุเกสคว้าแชมป์ยูโรได้ หรือ อิตาลีที่ทำผลงานได้ดีในระดับหนึ่ง (ทั้งคู่ไม่ได้มีซูเปอร์สตาร์เต็มทีม) น่าจะสามารถใช้เป็นแนวทางให้กับสมาคมฟุตบอลอังกฤษได้ ซึ่ง อัลลาร์ไดซ์ คือผู้ที่จะสามารถต่อยอดและกำกับแนวทางของทีมสิงโตคำรามให้เน้นเกมรับให้มากขึ้นได้เหมือนกันกับกุนซือของโปรตุเกสหรืออิตาลี

แม้ว่ามันอาจจะไม่ใช่แนวทางที่ได้รับความนิยมมากนักในฟุตบอลปัจจุบัน ทว่าการเล่นแบบเน้นการตั้งรับและรอสวนกลับก็ดูจะเหมาะกับทีมชาติอังกฤษ เนื่องจากพวกเขามีกองกลางคุณภาพดีหลายราย ทั้ง จอร์แดน เฮนเดอร์สัน, เอริค ไดเออร์ และ ฟาเบียน เดลฟ์ ขณะเดียวกัน ในพื้นที่สุดท้าย พวกเขาก็มีดาวยิงสปีดจัดจ้านอย่าง เจมี่ วาร์ดี้, ราฮีม สเตอร์ลิ่ง และ มาร์คัส แรชฟอร์ด อย่างไรก็ตามมันคงจะไม่แฟร์นักหากจะอ้างว่าอัลลาร์ไดซ์เป็นโค้ชหัวโบราณและเอาแต่ใช้แทคติกเดิมๆ หรือไม่ยอมเล่นฟุตบอลเกมรุก ทั้งที่จริงแล้วเจ้าตัวถือเป็นกุนซือที่ปรับตัวเก่งและพัฒนาตัวเองอย่างต่อเนื่อง

หากใครจำได้ ในฤดูกาลสุดท้ายของเขากับเวสต์แฮม เขามักจะใช้แผน 4-4-2 แบบไดมอนด์เป็นประจำ โดยใช้ ดิอาฟรา ซาโก้ และ เอนเนอร์ วาเลนเซีย เป็น 2 กองหน้า และมี สจ๊วร์ต ดาวนิ่ง เป็นจอมทัพอยู่ด้านหลัง ซึ่งด้วยแผนการเล่นนี้ มันพาให้พวกเขาบินสูง โดยรั้งอยู่อันดับ 4 ของตารางได้สำเร็จ ซึ่งแทคติกของอัลลาไดซ์นั้น มันช่วยให้ทีมขุนค้อนกลายเป็นทีมที่เล่นได้น่าตื่นเต้น มีเกมรุกที่มีชีวิตชีวาและดุดัน

ขณะเดียวกัน ทัพทรีไลอ้อนส์ก็ดูจะเหมาะกับแผนนี้ไม่น้อย โดยปล่อยให้วาร์ดี้และ แฮร์รี่ เคน 2 กองหน้าฟอร์มแรง คอยหาช่องปั่นป่วนแนวรับคู่แข่งไป และเปิดช่องให้กับตัวที่อยู่ต่ำลงมาอย่าง เวย์น รูนีย์ หรือ สเตอร์ลิ่ง ขณะที่ฟูลแบ็คก็จะมีส่วนสำคัญมากๆ โดยดูโอจากค่ายสเปอร์สอย่าง ไคล์ วอล์คเกอร์ และ แดนนี่ โรส น่าจะเข้ากับระบบของบิ๊กแซมได้อย่างดีเลยทีเดียว

อังกฤษทำประตูทีมชาติสวิตเซอร์แลนด์ได้จากการสวนกลับ

เราอาจจะไม่รู้ว่าอัลลาร์ไดซ์มี 11 ตัวแรกในใจแบบใด แต่ที่แน่ๆ คือ กุนซือรายนี้คือคนที่จะนั่งไล่ดูสถิติของคู่แข่งเพื่อที่จะหาช่องโหว่งให้เจอ ซึ่งนั่นทำให้เขาได้รับความเคารพจากบรรดดาผู้เล่นทั้งในอดีตและปัจจุบันอย่างมากในเรื่องของความใส่ใจในรายละเอียด และความสามารถในการบริหารทีมซึ่งช่วยให้นักเตะเหล่านั้นเข้าใจบทบาทของตัวเองในทีมได้ดียิ่งขึ้น

นักจุดประกาย

กุนซือที่จะเข้ามาทำงานในทีมชาตินั้นจะต้องมีความสามารถอยู่ 2 อย่าง คือการปลูกฝังแทคติกของเขาให้กับทุกๆ คนในทีมให้ได้โดยเร็วที่สุด และอีกเรื่องคือ เขาต้องเป็นคนที่กระตุ้นลูกทีมได้ ซึ่งจากประวัติของอัลลาร์ไดซ์นั้น เราจะเห็นว่าเขามีคุณสมบัติทั้ง 2 ข้อนี้อยู่ เห็นได้จากสมัยที่คุม โบลตัน, แบล็คเบิร์น, เวสต์แฮม และซันเดอร์แลนด์ เนื่องจากทุกทีมต่างพัฒนาขึ้นทันที่ที่เขาไปคุม

Sam Allardyce
อัลลาร์ไดซ์มีประสบการณ์พอที่จะรับมือกับนักเตะที่มีบุคลิกหลากหลาย

ซึ่งตอนที่อัลลาร์ไดซ์เข้ามาคุมทัพซันเดอร์แลนด์ที่ดูจะไม่มีไฟในทีมหลงเหลืออยู่แล้ว แต่กุนซือรายนี้ก็สามารถปลุกขึ้นมาได้อีกครั้งอย่างน่าเหลือเชื่อ อีกทั้งยังสามารถรับมือกับบรรดาแข้งอีโก้สูงอย่าง นิโกล่าส์ อเนลก้า หรือ เอล ฮัดจิ ดิยุฟ ได้อีกด้วย ดังนั้นอัลลาร์ไดซ์น่าจะสามารถเข้ามาหลอมรวมบรรดาซูเปอร์สตาร์ของทัพทรีไลอ้อนส์ และสร้างทีมที่มีเกมรับอันแข็งแกร่งขึ้นมาได้

“เขาน่าจะเป็น 1 ในผู้ท้าชิงเก้าอี้กุนซืออังกฤษนะ เขาเคยพูดกับผมว่า ‘คุณจะเล่นแบบไหนก็เรื่องของคุณ ผมไม่สนใจ ขอแค่ให้เราชนะ ผมก็พอใจแล้ว’” เจอร์เมน เดโฟ หัวหอกตัวเก๋ากล่าวกับบีบีซี

“บางทีคุณไม่ได้ต้องเล่นสวยงามถึงจะเป็นเกมที่ดี เพราะท้ายที่สุดแล้ว ฟุตบอลคือเรื่องของผลการแข่งขัน คุณจะเล่นแบบไหนก็อีกเรื่องหนึ่ง”

ถ้าไม่นับตอนที่ล้มเหลวกับนิวคาสเซิลซึ่งเจ้าตัวได้รับโอกาสคุมทีมแค่ระยะเวลาสั้นๆแล้ว อัลลาร์ไดซ์ทำได้อย่างยอดเยี่ยมกับทีมอื่นๆ ดังนั้นมันคงจะเป็นการตัดสินใจที่พลาดมหันต์หากทีมชาติอังกฤษที่ไม่สามารถเข้าถึงรอบตัดเชือกฟุตบอลรายการใดเลยตลอด 20 ปีที่ผ่านมาจะมองข้ามกุนซือรายนี้

และกับฟุตบอลโลกที่รัสเซีย อย่างดีที่สุดอังกฤษก็เป็นได้แค่ทีมเต็ง 10 ซึ่งมันถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะยุติบรรดาภาพลวงตาต่างๆ ที่ปลุกปั้นกันขึ้นมาตลอดระยะหลายปีหลัง และเผชิญหน้ากับความเป็นจริงพร้อมทั้งเปิดใจรับผลงานและความเชี่ยวชาญทางแทคติกของอัลลาร์ไดซ์ เพื่อที่ว่าทีมชาติอังกฤษจะได้ประสบความสำเร็จตามที่คาดหวังเสียที