คำถามที่ต้องตอบ : 5 โจทย์ที่ 'คล็อปป์' ต้องตีให้แตกก่อนเริ่มซีซั่นใหม่

มีลุ้นแชมป์, กลางตารางหรือท็อป 6? คริส แม็คลาฟลิน จากนิตยสารเดอะ ค็อป แมกกาซีน จะมาหยิบยกปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อผลงานของหงส์แดงในซีซั่นนี้...

1. คาริอุสดีกว่ามิโญเล่ต์หรือไม่?

ถ้านายด่านชาวเบลเจี้ยนไม่ได้สร้างเซอร์ไพรส์ (ในทางที่ดี) ให้แฟนบอลลิเวอร์พูลได้เห็น แน่นอนว่าคาริอุสจะต้องเป็นมือหนึ่งเมื่อฟิตกลับมา

มือกาววัย 22 ปีถือเป็นผู้รักษาประตูที่มีความมั่นใจสูงคนหนึ่ง ดูได้จากการที่เจ้าตัวเผยตอนที่ย้ายจากไมนซ์มายังแอนฟิลด์ใหม่ๆ โดยเผยว่าต้องการจะเป็นมือหนึ่ง "ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้" จากนั้นเขาก็เซฟสวยๆหลายครั้งในช่วงปรีซีซั่น และยังเล่นมุกบนโซเชียลมีเดียถึงจังหวะพลาดของตัวเองในเกมกับวีแกน อีกทั้งยังโชว์ฟอร์มได้ดีก่อนที่มือขวาจะแตกในเกมกับเชลซีจากการชกบอลแล้วไปโดนหัวของ เดยัน ลอฟเรน แบบเต็มๆ (คิดว่าเขาคงไม่ใช่แฟนบอลเซาแธมป์ตันแบบลับๆนะ)

ตอนนี้เขาต้องพักยาว 10 สัปดาห์ ทำให้ ซิมง มิโญเล่ต์ มีเวลามากพอที่จะพิสูจน์ตัวเอง ถ้านายด่านชาวเบลเจี้ยนไม่ได้สร้างเซอร์ไพรส์  (ในทางที่ดี) ให้แฟนบอลลิเวอร์พูลได้เห็นในช่วงเวลานั้น แน่นอนว่าคาริอุสจะต้องเป็นมือหนึ่งเมื่อฟิตกลับมา

เมื่อเขาได้รับโอกาส อดีตนายทวารแมนเชสเตอร์ ซิตี้ จำเป็นต้องแสดงให้เห็นว่ามีอะไรมากกว่าศักยภาพ เพราะแอนฟิลด์ถือว่าเป็นสุสานฝังผู้รักษาประตูเลยทีเดียว อย่าง เดวิด เจมส์ ก็โชว์เหวอทุกครั้งที่หงส์แดงเสียลูกเตะมุม ขณะที่มิโญเล่ต์เองก็ทำแฟนบอลคราวฮือทุกครั้งที่ทำพลาดเล็กๆน้อยๆ และมันจะเป็นที่กล่าวขานมากขึ้น เมื่อจะมีแฟนบอลเพิ่มอีก 9,000 คนในสนามตอนที่เมน สแตนด์ ใหม่ถูกใช้งาน

คาริอุสต้องทำอย่างตอนที่ เปเป้ เรน่า ทำเมื่อฤดูกาล 2005/06 ที่โชว์ฟอร์มหนึบอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปีแรก ซึ่งไม่ได้มีมานานนับตั้งแต่สมัย บรูซ กรอบเบลาร์ และหงส์แดงก็ไม่มีนายด่านทีไว้ใจได้อีกเลยนับตั้งแต่เรน่าฟอร์มหลุดไป

2. หงส์แดงจะออกสตาร์ทได้ดีแค่ไหน?

ลิเวอร์พูลต้องออกสตาร์ทด้วยการเป็นทีมเยือน 3 นัดรวดในลีกไล่มาตั้งแต่อาร์เซนอล, เบิร์นลี่ย์ และสเปอร์ส ก่อนที่จะได้เปิดบ้านเจอกับแชมป์เก่าเลสเตอร์

การที่จะทำให้เมน สแตนด์ ใหม่ที่มีความจุ 20,500 คนเสร็จทันเดือนสิงหาคมเป็นเรื่องยาก ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจมากมายอะไรที่มันไม่สามารถเปิดใช้งานได้จนถึงกลางเดือนกันยายน ทำให้ลิเวอร์พูลต้องออกสตาร์ทด้วยการเป็นทีมเยือน 3 นัดรวดในพรีเมียร์ลีกไล่มาตั้งแต่อาร์เซนอล, เบิร์นลี่ย์ และสเปอร์ส ก่อนที่จะได้เปิดบ้านเจอกับแชมป์เก่าเลสเตอร์ และหลังจากนั้น 6 วันก็ต้องไปเยือนสแตมฟอร์ด บริดจ์

มันถือเป็นการออกสตาร์ทที่ยากลำบากทีเดียว และลิเวอร์พูลก็ต้องการคีย์แมนที่จะมาจุดประกายให้ทีมตั้งแต่เริ่มแรก เมื่อบรรดานักเตะใหม่ยังต้องใช้ระยะสักระยะในการปรับตัว ซึ่ง ฟิลิปป์ คูตินโญ่ คือหนึ่งในนั้น แม้ปัจจุบันลิเวอร์พูลจะไม่มีนักเตะระดับเวิลด์คลาสจริงๆ แต่แข้งจิ๋วชาวบราซิเลียนคือคนที่สามารถยกระดับตัวเองไปถึงจุดนั้นได้ถ้าเพิ่มความดุดันในเกมรุกเข้าไปสักหน่อย

Philippe Coutinho vs Manchester United (Away) 17/03/2016 HD 720p

คูตินโญ่ยิงได้ในเกมกับแมนฯยูไนเต็ด

อย่างไรก็ดีได้มีสัญญาณต่างๆที่เป็นไปในทิศทางบวก เมื่อ 12 ลูกที่คูตินโญ่ทำได้เมื่อซีซั่นก่อนคือจำนวนประตูรวมที่เป็นสถิติใหม่ของตัวเอง หลังจากที่เคยทำได้มากสุด 8 ลูก ซึ่ง 11 ประตูที่ได้นั้นเกิดขึ้นในยุคคล็อปป์ นอกจากนี้อดีตแข้งอินเตอร์ยังทำประตูในเกมใหญ่ๆได้อีกด้วย (เขายิงได้ในสแตมฟอร์ด บริดจ์, เอติฮัด, โอลด์ แทรฟฟอร์ด, เวมบลีย์ รวมถึงในบ้านตัวเองในเกมกับสเปอร์ส, ดอร์ทมุนด์ และเอฟเวอร์ตัน) ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ต้องสานต่อหากเดอะ เร้ดส์ อยากจะมีผลการแข่งขันที่ดีในการเจอกับอาร์เซนอล, สเปอร์ส และเชลซีใน 5 นัดแรกของตัวเอง  

แม้จะต้องหวังให้ตัวหลักอย่าง โรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่, อดัม ลัลลาน่า, จอร์แดน เฮนเดอร์สัน,​ เอ็มเร่ ชาน และ เดยัน ลอฟเรน เริ่มต้นได้ดีเช่นกัน แต่คูตินโญ่คือตัวเปลี่ยนเกมอย่างแท้จริง

3. นานแค่ไหนกว่าสเตอร์ริดจ์จะฟิตได้ยาวๆ?

แม้จะไม่ใช่คนที่สร้างปาฏิหาริย์ในทันทีและไม่สามารถเปลี่ยนกล้ามเนื้อของสเตอร์ริดจ์ให้แข็งแรงดุจเหล็กกล้าได้ แต่ก็หวังว่าจะสามารถทำให้สตาร์รายนี้ยืนระยะยาวนานกว่าที่เป็นอยู่

มีนักเตะลิเวอร์พูล 19 คนด้วยกันที่ลงเล่นมากกว่าสเตอร์ริดจ์ที่ลงสนามไป 25 นัดในฤดูกาล 2015/16 แต่ก็ยังอุตส่าห์จบฤดูกาลด้วยการเป็นดาวซัลโวสูงสุดของสโมสรที่ 13 ประตู เขายิงไป 53 จาก 92 นัดให้กับหงส์แดง ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจ และมันยิ่งเจ๋งเป้งขึ้นไปอีกเมื่อรู้ว่าเขาได้ลงเล่นครบ 90 นาทีเพียงแค่ 38 ครั้ง และ 51 ประตูที่ทำได้มาจากโอเพ่นเพลย์

ถ้าลิเวอร์พูลทำให้เขาฟิตตลอดทั้งฤดูกาล พวกเขาจะมีกองหน้าที่พาทีมวาดฝันไปถึงแชมป์ได้ แต่นั่นดูจะยังไม่เกิดขึ้น เพราะสเตอร์ริดจ์ยังต้องเช็คฟิตสำหรับเกมกับอาร์เซนอลหลังจากที่มีปัญหาบริเวณสะโพก อย่างไรก็ตามก็ได้มีปัจจัยใหม่เข้ามาที่จะช่วยให้ความฟิตของเจ้าตัวยาวนานขึ้น นั่นก็คือ อันเดรียส คอร์นเมเยอร์ 

โดยนอกจากจะหน้าตาละม้ายคล้าย เจอร์เก้น คล็อปป์ แล้ว เขายังเป็นหัวหน้าฝ่ายฟิตเนสของลิเวอร์พูลที่เคยทำงานกับบาเยิร์น มิวนิค มา 15 ปีอีกด้วย โดยเจ้าตัวรู้สึกว่าบาเยิร์นฟิตกว่าดอร์ทมุนด์ตอนที่ทัพเสือใต้ชนะเสือเหลืองในช่วงท้ายเกมของนัดชิงชนะเลิศแชมเปี้ยนส์ลีกเมื่อปี 2013 และตอนนี้คอร์นเมเยอร์จะนำวิธีของเขามาใช้ในถิ่นแอนฟิลด์

แม้เจ้าตัวจะไม่ใช่คนที่สร้างปาฏิหาริย์ได้ในทันทีและไม่สามารถเปลี่ยนกล้ามเนื้อของสเตอร์ริดจ์ให้แข็งแรงดุจเหล็กกล้าได้ แต่ก็หวังว่าจะสามารถทำให้สตาร์รายนี้ยืนระยะได้ยาวนานกว่าที่เป็นอยู่ จากการที่ ดิวอค โอริกี สร้างผลงานได้น่าประทับใจขึ้นเรื่อยๆ และ แดนนี่ อิงส์ ก็กลับฟิตอีกครั้ง ทำให้อย่างน้อยคล็อปป์ก็มีตัวเลือกหากคอร์นเมเยอร์ไม่สามารถช่วยสเตอร์ริดจ์ได้จริงๆ

4. นักเตะใหม่จะสามารถสร้างความแตกต่างได้ไหม?

เขาใช้เงินไปมากพอสมควรกับ ซาดิโอ มาเน่ (34 ล้านปอนด์), จอร์จินิโอ ไวจ์นัลดุม (23 ล้านปอนด์), ลอริส คาริอุส (4.7 ล้านปอนด์), รักนาร์ คลาวาน (4.2 ล้านปอนด์)

เป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางว่าลิเวอร์พูลน่าจะดีกว่านี้หากคล็อปป์มีโอกาสดึงนักเตะที่เขาอยากได้มาร่วมทีม ดังนั้นมันจึงมีความกดดันเล็กน้อยสำหรับคล็อปป์ในฤดูกาลนี้ ซึ่งด้วยบุคลิกที่โผงผางตรงไปตรงมาแต่เป็นที่รักของคล็อปป์ทำให้เกิดแนวคิดที่ว่าเขาคือคนที่อยู่เบื้องหลังดีลทั้งหมดมากกว่าคณะกรรมการซื้อขายนักเตะที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมาก แม้ความจริงจะมีบางคนที่มาจากคณะกรรมการอยู่บ้าง แต่ท้ายที่สุดแล้วเป็นตัวกุนซือรายนี้นี่เองที่ฟันธงว่าจะเอาใครเข้ามา

เขาใช้เงินไปมากพอสมควรกับ ซาดิโอ มาเน่ (34 ล้านปอนด์), จอร์จินิโอ ไวจ์นัลดุม (23 ล้านปอนด์), ลอริส คาริอุส (4.7 ล้านปอนด์), รักนาร์ คลาวาน (4.2 ล้านปอนด์) ขณะที่ โจเอล มาติป กับ อเล็กซ์ แมนนิงเกอร์ ย้ายมาแบบไม่มีค่าตัว แต่จากการที่สองทีมจากแมนเชสเตอร์ทุ่มเงินอย่างมหาศาลในช่วงหน้าร้อนปีนี้ ทำให้นักเตะหงส์แดงบางคนดูมีค่าตัวจิ๊บจ๊อบไปเลย

Sadio Mane

มาน่ถือเป็นนักเตะใหม่ของลิเวอร์พูลที่มีค่าตัวสูงสุดในซัมเมอร์นี้

แม้จะยังไม่มีการเว็นสัญญากับนักเตะที่เรียกได้ว่าเป็นบิ๊กเนมจริงๆ แต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคือไม่มีแบ็คซ้ายหรือกองกลางตัวรับเลย ทำให้สุดท้ายแล้วต้องเชื่อมือในตัวคล็อปป์ ว่าเขาคือคนที่ปั้นดินให้เป็นดาวมากกว่าที่จะซื้อดาวดังมาแบบดื้อๆ และนั่นก็คือแผนของเขาที่แอนฟิลด์ด้วยเช่นกัน

แล้วกลยุทธนี้จะเวิร์คไหม? เลสเตอร์พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสามารถทำได้ แต่มันก็ยังเร็วเกินไปที่จะการันตีอยู่ดี

5. แผนเก่งของคล็อปป์ใช้ได้ผลจริงหรือ?

ฟุตบอลแบบเฮฟวี่เมทัลของคล็อปป์เป็นที่ชื่นชอบในหมู่แฟนบอลอย่างมาก จากการที่สร้างสรรค์เกมเร็วและน่าตื่นตาตื่นใจขึ้นมา อีกทั้งยังนำความสำเร็จมาสู่ดอร์ทมุนด์ด้วยเช่นกัน เช่นเดียวกับลิเวอร์พูลที่เจ้าตัวเกือบจะพาทีมคว้าแชมป์ลีก คัพ และยูโรป้า ลีก เพียงแค่พลาดในการดวลจุดโทษที่เวมบลีย์กับฟอร์มหลุดในครึ่งหลังที่บาเซิ่ลเท่านั้น

ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากช่วงพักครึ่งในเกมกับเซบีญ่าทำให้เกิดข้อสงสัยในแทคติกของคล็อปป์ขึ้นมาว่าทีมของเขาเล่นเกมรุกแบบเปิดเกินไปหรือไม่ เพราะพวกเขามักจะประสบปัญหาในการปิดเกมเนื่องจากไม่มีนักเตะอย่าง ดิดี้ ฮามันน์ หรือ ฮาเวียร์ มาสเคราโน่ ที่คอยคุมเกมรับอยู่

และแทนที่จะเซ็นสัญญากับนักเตะอย่าง เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ในช่วงซัมเมอร์ ทีมดังแห่งถิ่นเมอร์ซี่ย์ไซด์กลับคว้าตัวไวจ์นัลดุมมา ซึ่งคุณสมบัติของแข้งดัตช์รายนี้ไม่ใช่มิดฟิลด์ตัวกลางแบบที่แฟนบอลลิเวอร์พูลส่วนใหญ่อยากได้เลย ซึ่งนักเตะแบบนี้ไม่น่ามาอยู่ในทีมของคล็อปป์ด้วยซ้ำ จากการที่กุนซือวัย 49 ปีชอบที่จะให้นักเตะช่วยกันวิ่งไล่มากกว่าที่จะมีกองกลางตัวรับปักหลักอย่หน้าแผงหลังตายตัวจริงๆ

แล้วสไตล์ของเขาจะไปรอดหรือไม่กับพรีเมียร์ลีกที่ต้องโรมรันถึง 38 นัด มีทางเดียวก็คือต้องพิสูจน์...

11 ผู้เล่นตัวจริงที่คาด (vs อาร์เซนอล)

มิโญเล่ต์; ไคลน์, มาติป, ลอฟเรน, มเรโน่; เฮนเดอร์สัน, ชาน, ไวจ์นัลดุม; มาเน่, ฟิร์มิโน่, คูตินโญ่

คาดว่าถ้ามาติปฟิต เขาจะเป็นตัวจริงโดยอัตโนมัติ ขณะที่ตำแหน่งอื่นๆ คล็อปป์มีตัวเลือกให้ใช้มากมาย ซึ่งฟิร์มิโน่, โอริกิ และมาเน่ต่างก็มีลุ้นจะได้เล่นกองหน้าตัวเป้า ขณะที่คูตินโญ่น่าจะรับบทบาทซัพพอร์ท

ส่วนชานก็น่าจะได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริงแม้ว่าจะเริ่มต้นช่วงปรีซีซั่นช้ากว่าเพื่อนร่วมทีมส่วนใหญ่เนื่องจากติดภารกิจยูโร 2016 ขณะที่อาการบาดเจ็บของ เจมส์ มิลเนอร์ ทำให้เราน่าจะได้เห็นไวจ์นัลดุมและเฮนเดอร์สันลงเล่นร่วมกัน