คำถามที่ต้องตอบ : เชลซี,ซันเดอร์แลนด์ และทีมชาติอังกฤษจะผ่านวิกฤติไปได้ไหม?

อเล็กซ์ เฮสส์ คอลัมนิสต์ของโฟร์โฟร์ทูจะหยิบประเด็นที่น่าสนใจในสัปดาห์นี้มาพูดคุยกัน

1. ทีมชาติอังกฤษสุ่ยุคใหม่

ยุคของ แซม อัลลาร์ไดซ์ กับทีมชาติอังกฤษผ่านไปอย่างรวดเร็ว แกเร็ธ เซาธ์เกต บอสหนุ่มของทีมยู-21 ได้ก้าวขึ้นมาแทนที่  

แม้ว่าเขาจะได้รับงานอันยิ่งใหญ่ชนิดที่ไม่ทันได้ตั้งตัว แต่ก็ยังมีเวลาหายใจหายคอพอที่จะคัดสรรนักเตะในทีมก่อนจะทำการประกาศในวันอาทิตย์

11 ตัวจริงของ แซม อัลลาร์ไดซ์ ที่ลงเจอกับสโลวาเกียเมื่อ 4 สัปดาห์ก่อน มี แดนนี่ โรส กับ แฮร์รี่ เคน ที่ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งแน่นอนว่าตัวตายตัวแทนต้องเป็น เจมี่ วาร์ดี้ กับ ดาเนียล สเตอร์ริดจ์ แต่ฝ่ายหลังได้ลงเล่นเป็นตัวจริงให้กับลิเวอร์พูลแค่บางนัดเท่านั้นในซีซั่นนี้ ขณะที่ฝ่ายแรกยังฟอร์มไม่เปรี้ยงปร้างเท่ากับตอนที่ได้แชมป์ ขณะที่ เวย์น รูนี่ย์ ก็เพิ่งโดนต้นสังกัดดร็อปเป็นตัวสำรองมาหมาดๆ หลังจากที่ฟอร์มถดถอยอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน แกรี่ เคฮิลล์ เซ็นเตอร์ฮาล์ฟตัวหลักก็ฟอร์มขึ้นๆลงๆ ส่วน โจ ฮาร์ท ก็กำลังปรับตัวกับลีกอิตาลี ยังไม่นับ ลุค ชอว์ ที่เจ็บไปอีก

นั่นทำให้เซาธ์เกตมีหลายอย่างให้ต้องตัดสินใจ และมีแรงจูงใจมากพอที่จะทำให้แข้งตัวเลือกฮึดขึ้นมาด้วยเช่นกันอย่าง ทรอย ดีนีย์, แจ็ค วิลเชียร์ รวมถึง เคอร์ติส เดวี่ส์ ด้วย ซึ่งก็ต้องดูกันว่าอดีตปราการหลังทีมชาติอังกฤษจะแสดงความเด็ดขาดกล้าหั่นแข้งเก๋าบางรายหรือไม่

2. คอนเต้จะสามารถหลุดพ้นจากภาวะวิกฤติได้หรือไม่?

ความปราชัยต่อทีมร่วมดิวิชั่นที่ดีกว่า 2 นัดติดในลีกโดยทั่วไปแล้วอาจจะเรียกได้ไม่เต็มปากว่าเป็นวิกฤตินัก ถ้าทีมที่เจอกับปัญหานั้นไม่ได้ถูกคาดหวังไว้สูงมาก แต่จาก 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาที่พ่ายต่อลิเวอร์พูลและอาร์ดซนอลยิ่งเป็นบทสรุปให้เห็นได้ชัดว่างานของ อันโตนิโอ คอนเต้ นั้นหนักหนาสาหัสเพียงใด และอาจทำให้เกิดข้อกังขาในตัวบอสชาวอตาเลียนผู้นี้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นทริปไปเยือนฮัลล์ในวันเสาร์นี้น่าจะเป็นเกมในฝันสำหรับสิงโตน้ำเงินคราม ซึ่งเชลซีเองอาจคิดว่าพวกเขาเล่นได้แย่ในรอบ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ฮัลล์ (ซึ่งน่าบังเอิญตรงที่ต่างก็เจอกับคู่ต่อสู้ทีมเดียวกันในรอบครึ่งเดือนที่ผ่านมา) นั้นทำผลงานแย่กว่า ซึ่งผลสกอร์ทั้งสองนัดรวมออกมาได้เป็น 9-2 ทำให้การออกสตาร์ทสวยหรูตอนเปิดฤดูกาลกลายเพียงแค่อดีตในบัดดล แม้ในทางทฤษฎีแล้วเชลซีอาจจะเจอกับงานเบา แต่เมื่อแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ยังชนะได้อย่างหืดจับในการไปเยือนถิ่นยอร์คเชียร์ตะวันออก ก็ทำให้ทางฝั่งทีมเยืนอไม่สามารถเบาใจได้เช่นกัน นอกเหนือจากนั้น ความคาดหวังที่จะต้องคว้า 3 แต้มให้ได้ยังเป็นการกดดันตัวเองกลายๆด้วย

นอกจากนี้คอนเต้ยังต้องเจอปัญหาปวดหัวในรอบ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาอีกด้วย เมื่ออิวาโนวิชและเคฮิลล์แสดงให้เห็นว่าพึ่งพาไม่ได้ แล้วเขาจะนำภูมิปัญญาเกมรับตำรับอิตาเลียนทำให้แผงแบ็คโฟร์ลงตัวได้ไหม? เชสก์ ฟาเบรกาส สมควรจะเป็นตัวจริงในเกมนี้ ซึ่งเชลซีถูกคาดหมายว่าจะเป็นฝ่ายบอลมากกว่าหรือไม่? หรือจะใช้คู่กลางที่รูปร่างใหญ่ ต่อกรกับทางฝั่งเจ้าบ้านที่ใช้พละกำลังเป็นสำคัญ? และถึงเวลาแล้วหรือยังที่ ดีเอโก้ คอสต้า จะได้จับคู่กับ มิชี่ บัตชูอายี่ ตั้งแต่ต้น?

3. บีลิชจะสามารถแก้ปัญหาเกมรับได้ไหม

แม้เวสต์แฮมจะมีเกมรับที่ไม่ค่อยเหนียวแน่นมากนักเมื่อฤดูกาลก่อนโดยเสียไป 51 ลูก แต่ฤดูกาลนี้ยิ่งหนักกว่าเมื่อเสียไปแล้ว 16 ประตูจาก 6 เกมแรกซึ่งถือว่ามากสุดในลี

ซึ่งแน่นอนว่าความผิดต้องตกอยู่กับแผงหลังผู้เคราะห์ร้ายทั้ง 5 ถึงจะไม่ผิดไปจากนั้นเสียทีเดียว แต่ก็ใช่ว่าจะถูกทั้งหมดเช่นกัน

เพราะหนึ่งในหลายเหตุผลก็คือความสามารถในการเล่นเกมรับของผู้เล่นในตำแหน่งกองหน้าและกองกลางที่ไม่สามารถช่วยอะไรแนวรับได้เลย

ไลน์อัพที่มีทั้ง มานูเอล ลันซินี่ กับ ดิมิทรี ปาเยต นั้นไม่เคยทำให้รู้สึกอุ่นใจว่าแนวรับได้รับการปกป้องดูแลได้เลย แต่เป็นเพราะผลงานในเกมรุกเมื่อซีซั่นก่อนของทั้งสองคนที่ช่วยชดเชยตรงส่วนนี้ได้ อย่างไรก็ตามพวกเขาก็เหมือนนักเตะตัวปั้นเกมโดยทั่วไปที่ฟอร์มไม่ค่อยสม่ำเสมออย่างที่เจอในฤดูกาลนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับลันซินี่ บางทีคงถึงเวลาแล้วที่บีลิชจะใช้งานพวกที่ขยันวิ่งอย่าง เปโดร โอเบียง หรือเอาแบ็คมาเยือนเป็นมิดฟิลด์ (ซึ่ง อาร์เธอร์ มาซูอากู เคยเล่นตำแหน่งนั้นให้โอลิมเปียกอสมาก่อน) เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งในแนวรับ

อย่างไรก็ตามก็อย่าได้ตื่นตระหนกจนเกินไปด้วยการเปลี่ยนยกแผงเพราะไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้อง แม้เก้าอี้อาจจะเริ่มสั่นคลอนนิดๆแล้วก็ตาม ซึ่งเกมในบ้านกับมิดเดิ้ลสโบรช์วันเสาร์นี้น่าจะเป็นเกมสำคัญสำหรับกุนซือชาวโครแอตเลยทีเดียว

4. เราสามารถเชื่อใจในวัลค็อตต์และอาร์เซนอลได้ไหม

เมื่อเกือบ 1 ปีก่อน อาร์เซนอลถล่มแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 3-0 ลูกทีมของ อาร์แซน เวงเกอร์ โชว์ฟอร์มเทพจนราศีแชมป์จับ

อย่างไรก็ตาม อีก 3 นัดหลังจากนั้นพวกเขาก็เสีย 7 แต้มในเกมกับสเปอร์ส, เวสต์บรอม และนอริช นั่นทำให้หล่นจากอันดับ 2 ร่วงมาอยู่อันดับ 4

แล้วการลุ้นแชมป์ของอาร์เซนอลก็ไม่เคยได้ใกล้เคียงเลยนับตั้งแต่นั้น แม้ว่าจะเร่งเครื่องขึ้นมาแซงไก่เดือยทองเข้าป้ายคว้ารองแชมป์ช่วงท้ายฤดูกาลก็ตาม แต่ก็ยังห่างไกลจากคำว่าแชมเปี้ยน

นั่นทำให้การเอาชนะเชลซีได้ในนัดก่อนยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าปืนใหญ่กลับมาผงาดอีกครั้ง ซึ่งไม่ใช่เพียงเพราะแค่เชลซีเล่นแย่เองด้วยเท่านั้น

แต่นั่นเป็นเพราะอาร์เซนอลยังต้องมีโปรแกรมให้พิสูจน์ตัวเองอีกใน 4 นัดข้างหน้า ทั้งเบิร์นลี่ย์, สวอนซี, มิดเดิ้ลสโบรช์ และซันเดอร์แลนด์ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นตัวเต็งหนีตายทั้งนั้น ซึ่งเดอะ กันเนอร์ส ต้องเก็บให้ได้ 12 แต้มเต็มไม่อย่างนั้นถือว่าล้มเหลว อย่างไรก็ตามมันก็น่าจะมีแนวโน้มที่จะเป็นความล้มเหลวที่คุ้นเคยเพราะปีที่แล้วในการเจอกับซันเดอร์แลนด์และสวอนซีนั้น ลูกทีมของเวงเกอร์เก็บได้เพียง 2 แต้มจาก 6 นัด

และสิ่งที่สะดุดตาเล็กๆของพลพรรคปืนใหญ่เห็นจะเป็น ธีโอ วัลค็อตต์ ผู้เล่นได้โดดเด่นในการเจอกับยูไนเต็ดเมื่อปีก่อน จนทำให้เดอะ กูนเนอร์ส ถึงกับกระดี๊กระด๊าว่าจะกลายเป็นตัวความหวังของทีมได้เสียทีหลังจากที่รอมานาน แต่หลังจากที่ยิงไป 7 ลูกให้กับสโมสรและทีมชาติในช่วงต้นเดือนตุลาคม เขาก็ปืนฝืดไปจนกระทั่งช่วงคริสต์มาส โดยตอนจบฤดูกาลยอดรวมของเขาอยู่แค่ 12 ลูก ทำให้ทีมชาติอังกฤษมองว่าเป็นตัวเลือกที่ไม่มีความหมายจนต้องทำได้แค่เป็นผู้ดูในศึกยูโร

ซึ่งเมื่อสัปดาห์ก่อนชัยชนะเหนือเชลซีถือว่าเป็นอีกหนึ่งบันทึกถึงความยอดเยี่ยมของวัลค็อตต์ และการกด 2 ตุงกลางสัปดาห์ยิ่งการันตีว่าเขาอยู่ในช่วงฟอร์มร้อนแรงมากขึ้นไปอีก แต่นั่นก็เหมือนกับที่เราหวังในตัวเขาครั้งก่อนๆ

นั่นทำให้เกิดคำถามในตัววัลค็อตต์ ซึ่งก็เหมือนกับอาร์เซนอลว่าเอาเข้าจริงๆแล้วจะสามารถต่อยอดฟอร์มวูบวาบของตัวเองได้แค่ไหน หรือแค่ปะทุเหมือนดอกไม้ไฟเพียงแค่ชั่วครั้งชั่วคราว ซึ่งเกมไปเยือนเบิร์นลี่ย์ก็อาจจะไม่ใช่คำตอบที่ชัดเจนนัก แต่มันก็เคยเป็นสถานที่ๆลิเวอร์พูลเคยพังพาบมาแล้ว ก็ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาจะฉวยโอกาสนี้รันฟอร์มของตัวเองได้แบบยาวๆหรือไม่

5. ใครจะเป็นทีมที่น่าเบื่อที่สุดในลีก

เดวิด มอยส์ อาจจะไม่พอใจลูกทีมที่แจก 3 แต้มให้กับคริสตัล พาเลซ เมื่อสุดสัปดาห์ก่อน แต่อย่างน้อยซันเดอร์แลนด์ก็ประสบความสำเร็จในการเล่นที่น่าตื่นเต้นขึ้นบ้าง เพราะก่อนหน้านั้นทีมแมวดำไร้ความคิดสร้างสรรค์ในการเข้าทำเหลือเกิน (และยิ่งแย่เข้าไปใหญ่เมื่อ อั๊ดนาน ยานาไซจ์  มาเจ็บเอ็นข้อเท้า) จนทำให้แพ้ถึง 4 และเสมอแค่หนเดียว ถือว่าน่าห่อเหี่ยวใจไม่น้อย

และถ้าพูดถึงความน่าห่อเหี่ยวแล้ว เรื่องที่ โทนี่ พูลิส ยังคงคุมเวสต์บรอมก็ถือเป็นหนึ่งในนั้น เมื่อกุนซือชาวเวลช์ได้นำเครื่องหมายการค้าของตัวเองมาใช้กับเดอะ แบ็กกี้ส์ ซึ่งการที่ทั้งคู่เจอกันในวันเสาร์นี้ที่สเตเดี้ยม ออฟ ไลท์ คงเป็นแมตช์ที่น่าเบื่อที่สุดเท่าที่เคยมีมาแมตช์หนึ่งเลยทีเดียว

โดยลูกทีมของพูลิสเล่นดีพอใช้ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อพวกเขาเอาชนะเวสต์แฮมไปได้ 4-2 แต่เมื่อดูตามความจริงแล้วเป็นเพราะขุนค้อนเล่นไม่ดีเองด้วยส่วนหนึ่ง และตอนสัปดาห์ที่แล้วลายเซ็นของเวสต์บรอมก็ชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อพูลิสใช้ศูนย์หน้าร่างยักษ์ช่วยโหม่งเซฟทีมจากการเล่นลูกเตะมุมในนาทีสุดท้ายให้ทีมคว้าแต้มไปได้แบบขี้เหร่ๆ พร้อมกับไต่ขึ้นมาอยู่กลางตาราง

ซึ่งคำถามในเกมนี้คงไม่ใช่อยู่ที่ว่าใครจะชนะ หากแต่เป็นใครจะดูเกมนี้ต่างหาก เพราะมันคงไม่ใช่เกมที่เร้าใจเท่าไร และถ้าเปิดเจอก็คงเปลี่ยนช่องไปโดยเร็ว

แม้อาจเป็นไปได้ที่ทั้งสองทีมคงใช้ทีมสปิริตบุกเข้าใส่กันตามประสาทีมที่ยังไม่ปลอดภัยต่อการอยู่รอด แต่มันก็คงไม่ทำให้คุณสนใจมากขึ้นหรอกใช่ไหม