คิดถูก : 10 ดาวรุ่งที่รีบย้ายออกจากทีมใหญ่แต่เนินๆ ก่อนได้ดิบได้ดี

สโมสรยักษ์ใหญ่อาจเป็นความฝันของดาวรุ่งทั่วไป แต่ก็มีคนอีกจำพวกที่ยอมทิ้งอนาคตตัวเองกับทีมยิ่งใหญ่ เพือแลกกับ ค้นพบตัวเอง และก้าวขึ้นแจ้งเกิดชื่อตัวเองในวงการลูกหนังไทย กับสโมสรแห่งอื่น

บางคนเคยเป็น อดีตเด็กฝึกหัดเมืองทองฯ ที่สโมสรไม่เหลียวแล ก่อนจะถูก บุรีรัมย์ฯ ทุ่มเงินซื้อ บางคนเคยเป็นเยาวชนของบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด แต่ปัจจุบันกำลังไปได้สวยในสีเสื้อของ เมืองทองฯ บางคนเริ่มเล่นจากกองกลางก่อนจะผันมาตัวเองยืนตำแหน่งแบ็กจนถึงปัจจุบัน และนี่คือ 10 เรื่องราวจากแข้งที่รีบย้ายออกจากทีมใหญ่แต่เนินๆ ก่อนได้ดิบได้ดี

อดิศร พรหมรักษ์ (บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด)

…หลายคนอาจยังไม่รู้ว่า ก่อนที่ อดิศร พรหมรักษ์ จะก้าวขึ้นมาเป็นกองหลังตัวหลักทีมชาติไทยชุดใหญ่ ลงทำศึกฟุตบอลโลก รอบคัดเลือก อย่างทุกวันนี้ เขาเคยได้ชื่อว่าเป็นเด็กฝึกหัดของ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด มาก่อน น่าเสียดายที่เส้นทางของเขากับ ปราสาทสายฟ้า เป็นเพียงเส้นขนาน

อดีตนักบาสยุวชนจังหวัดสงขลา ที่ผันตัวมาเล่นฟุตบอลเพราะคุณแม่เห็นแวว  “เก่ง” อดิศร พรหมรักษ์ จึงเข้ามาคัดตัวที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย สถาบันลูกหนังขาสั้นชื่อดังของไทย ในรุ่น 130 ซึ่งเวลานั้น เนวิน ชิดชอบ อดีตศิษย์เก่าและประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เป็นผู้สนับสนุนบอลนักเรียนให้กับสวนกุหลาบฯ แบบเต็มตัว เพื่อตามหาเพชรเม็ดงามเข้าสู่สโมสร ซึ่งปราการหลังกัปตันทีมเบอร์ 7 คือหนึ่งในนักเตะที่ถูกเลือกให้เข้ามาเป็นเยาวชนของสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด

อดิศร เข้ามาร่วมชายคาอคาเดมี่ปราสาทสายฟ้า ตามหลัง ชิติพัทธ์ แทนกลาง กองหลังกัปตันสวนกุหลาบรุ่นพี่ โดยได้ลงเล่นให้ทีมเยาวชน 19 ปี ของปราสาทสายฟ้า พร้อมๆกับ ยศพล เทียงดาห์, เกรียงไกร อุระงาม, เอกภพ แสนสระ, จักรพัน ไพสุวรรณ และ ศิริศักดิ์ ใฝดง ดาวดังของรุ่น และมีส่วนช่วยพาทีมปราสาทสายฟ้า คว้าแชมป์โค้ก คัพ 2011

น่าเสียดายที่เขาไม่สามารถเบียดขึ้นชุดใหญ่ได้ อย่างเพื่อนร่วมรุ่น 3-4 ราย อดิศร จึงตัดสินใจหอบเสื้อออกจากรังไอ-โมบาย สเตเดี้ยม โดยได้รับข้อเสนอจาก 2 ทีมในไทยลีกอย่าง บีอีซี เทโรศาสน และ อาร์มี่ ยูไนเต็ด เขาเลือกปฏฺิเสธทีมแรก เพื่อร่วมทัพสุภาพบุรุษกงจักร ที่มีขนาดเล็กกว่า ซึ่งนั้นกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของเขา

ฤดูกาลแรกที่ย้ายมา อดิศร ยังมีสถานะเป็นเพียงตัวสำรอง เพราะเขายังไม่แกร่งพอ และมักถูกจับมายืนเป็นแบ็กขวา กระทั่งปีต่อมา เขาได้รับความเริ่มได้รับไว้วางใจจาก มาโน่ โพลกิ้ง ให้ลงสนามมากขึ้น แต่ก็ยังเป็นตำแหน่งที่ไม่ถนัดอยู่ดี

จนมาช่วงเลก 2 ก่อนเกมที่จะพบกับอดีตทีมเก่าอย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด กุนซือชาวเยอรมันเดินเข้ามาถามว่า “ยู อยากเล่นแบ็กขวาหรือเซ็นเตอร์” อดิศร ตอบว่าเขาอยากเล่นเซ็นเตอร์ ซึ่งคำตอบของแบ็กขวาวัย 20 ปี ทำเอาทีมงานสต๊าฟฟ์โค้ชและเพื่อนร่วมทีมตกใจ เพราะไม่มีใครคิดว่าเขาจะกล้าแบกความรับผิดชอบในตำแหน่งที่พลาดไม่ได้อย่าง เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ

ความเชื่อใจที่มาโน มอบให้เขา เกมดังกล่าวจบลงด้วยผลเสมอ 1-1 และ อดิศร ได้รับแมน ออฟ เดอะ แมตช์ กลายเป็นเกมเปลี่ยนชีวิตที่ทำให้เขาชนะใจเพื่อนร่วมทีม, สต๊าฟฟ์โค้ช ยึดตัวจริงในตำแหน่งนี้มาตลอดจนจบฤดูกาล 2013

ฤดูกาล 2014 เขาย้ายมา บีอีซี เทโรศาสน ที่เต็มไปด้วยดาวรุ่งอนาคตไกลมากมาย คราวนี้ถือเป็นความท้าทายที่สูงขึ้นของ อดิศร เพราะเขาต้องจับคู่กับ ไดกิ อิวามาสะ ปราการหลังมาดนิ่งชาวญี่ปุ่น ผู้คอยสอนและถ่ายทอดวิชายอดกองหลังให้กับเขา ช่วงแรกเขาเล่นได้ไม่ดีเลย และมักถูกรุ่นพี่เลือดซามูไร ทั้ง ดุ ด่า เรียกมาติวตัวต่อตัว ซึ่งทั้งหมดล้วนสร้างให้เจ้าตัวแข็งแกร่งขึ้นอย่างมากในห้วงเวลา 1 ปีที่ ก่อนที่เขาจะกลายเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ เมื่อพา บีอีซี เทโรศาสน คว้าแชมป์โตโยต้า ลีก คัพ 2014 ด้วยการหักอกทีมเก่า บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด 2-0 สิ้นสุดการรอคอยแชมป์แรกรอบ 12 ปี

อดิศร ค้าแข้งให้ เทโรฯ ต่อเนื่องยาวนานถึง ช่วงเลกแรก ฤดูกาล 2016 รวมถึงเคยได้รับความไว้วางใจให้เป็น กัปตันทีม ก่อนจะย้ายมาร่วมทีม เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด คู่ปรับเบอร์ 1 ของอดีตทีมเยาวชนของเจ้าตัว และพัฒนาตัวเองขึ้นมา จนกลายเป็นกองหลังตัวเลือกแรกๆของทีมกิเลผยอง ลงเล่นถ้วยเอเชียและเคยมีชื่อติดทีมยอดเยี่ยมเอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก ที่สำคัญ เขาคือ ขุนพลตัวหลักในระบบ 3-4-1-2 ของเกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เฮดโค้ชช้างศึกอีกด้วย

พุทธินันท์ วรรณศรี (ชลบุรี เอฟซี) 

กองหลังผลผลิตจากอัสสัมชัญ ศรีราชา เริ่มสร้างชื่อจากการเป็นกัปตันทีม ลุยฟุตบอลนักเรียน กวาดแชมป์กีฬา 7 สี สองสมัย, แชมป์ถ้วย 16 ปี, 18 ปี ก. และเป็นกัปตันทีมเยาวชน ชลบุรี เอฟซี ชุดรองแชมป์โค้กคัพ 2011 โดยมีเพื่อนร่วมรุ่นอย่าง ชนินทร์ แซ่เอี๊ยะ, นพนนท์ คชพลายุกต์, อธิบดี เอติรัตน์, รชานนท์ กันยาทอง ฯ อยู่ในทีมชุดนั้น

ต่อมา พุทธินันท์ ที่กำลังศึกษาอยู่ชั้น ม.6 ก็ถูก อรรณพ สิงห์โตทอง เรียกเข้ามาซ้อมกับทีมชุดใหญ่ พร้อมๆกับ นูรูล ศรียานเก็ม และ วานิช ใจแสน ด้วยรูปร่างที่อาจจะไม่สูงใหญ่มาก เขาจึงถูกจับยืนเป็นแบ็กขวา พร้อมประเดิมการลงเล่นไทยลีกครั้งแรก ในช่วงท้ายฤดูกาล 2011 ขณะที่เหลือประมาณ 10 นัดสุดท้าย ซึ่งเขาก็ไม่ทำให้ ฉลามชล ผิดหวัง และกลายเป็นดาวรุ่งที่ถูกพูดถึงมากในเวลานั้น

ฤดูกาลต่อมา เขาต้องเบียดแย่งชิงตำแหน่งกับ  สุรีย์ สุขะ ที่หายเจ็บกลับมา อีกทั้งสโมสรยังเลือกใช้ นพนนท์ คชพลายุกต์ อีกหนึ่งแบ็กดาวรุ่งที่เป็นตัวเลือกรองมา  ทำให้โค้ชเฮง วิทยา เลาหกุล ปล่อยตัว พุทธินันท์ ให้ อาร์มี่ ยูไนเต็ด ยืมไปใช้งาน ซึ่งนั้นทำให้เขาได้พบกับกุนซือที่ชื่อ มาโน่ โพลกิ้ง ผู้ที่เชื่อมั่นและเค้นศักยภาพในตัวเขาออกมา

พุทธินันท์ ทำผลงานกับ สุภาพบุรุษกงจักร ได้ดี เขาสามารถเล่นได้หลากหลายตำแหน่ง เป็นขุนพลคู่ใจของ มาโน่ โพลกิ้ง ก่อนจะดึงไปร่วมงานกันต่อที่ สุพรรณบุรี เอฟซี และแบงค็อก ยูไนเต็ด ในปัจจุบัน

ส่วน ฉลามชล นับตั้งแต่ เสีย สุรีย์ สุขะ ดูเหมือนว่าพวกเขาจะมีปัญหาเรื่องแบ็กขวาโดยตลอด นพนนท์ ที่ถูกวางตัวเป็นทายาท ที่ผ่านมาเขาก็มีปัญหาเรื่องอาการบาดเจ็บและความฟิต, ชลทิตย์ จันทคาม ก็โรยราตามอายุ รวมถึงอีกหลายๆคนที่ล้มเหลวไม่เป็นท่า ขณะที่ ศิษย์เก่าอย่าง พุทธินันท์ ได้ดิบได้ดีกับ แบงค็อก ยูไนเต็ด พาทีมคว้ารองแชมป์ เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา รวมถึงเคยมีชื่อติดทีมชาติชุดใหญ่แล้วอีกด้วย

Pages