ของวาร์ดี้ยังจิ๊บจ๊อย : 6 ใบแดงที่เปลี่ยนประวัติศาสตร์ลูกหนัง

เลสเตอร์ ซิตี้ ทีมจ่าฝูงพรีเมียร์ลีกอาจจะงานเข้าเมื่อ เจมี วาร์ดี้ โดนใบเหลืองที่สองทำให้ถูกไล่ออกจากสนามในเกมล่าสุด ทว่าบทลงโทษอาจจะมากกว่าการแบน 1 นัด ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องเสียหายมากๆ สำหรับทีมจิ้งจอกสยาม ดังนั้น โรเบิร์ต โอคอนเนอร์ คอลัมนิสต์ของโฟร์โฟร์ทูจึงนำเรื่องราวใบแดงทั้ง 6 ใบที่สร้างความเสียหายหลายแสนมาให้อ่านกัน

1. เยนส์ เลห์มัน, อาร์เซนอล - บาร์เซโลนา ปี 2006

คุณคิดว่าอะไรคือสิ่งที่แย่กว่ากันระหว่างเสียประตู หรือเสียผู้เล่น 1 คน? นี่คือคำถามที่ อาร์แซน เวงเกอร์ มีเวลาเพียง 3 วินาทีในการชั่งใจ ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปี 2006 ในศึกฟุตบอลแชมเปี้ยนส์ลีก นัดชิงชนะเลิศกับบาร์เซโลนา นาทีที่ 18 เยนส์ เลห์มันน์ ผู้รักษาประตูของทีมปืนใหญ่โดนใบแดงไล่ออกจากสนาม หลังจากออกไปสกัด ซามูเอล เอโต้ กองหน้าของบาร์ซ่าล้มลงไป แม้ว่า ลูโดวิช ชูลี่ จะตามมาซ้ำเข้าประตู แต่กรรมการเป่าฟาวล์เสียก่อน

การที่ผู้ตัดสินในวันนั้นตัดสินใจไม่ให้ประตูแก่บาร์ซ่าและเลือกไล่นายทวารของอาร์เซนอลออกจากสนามดูจะทำให้ความสนุกของเกมในวันนั้นลดลงไปพอสมควร

โดยเฉพาะ โรแบร์ ปิแรส ที่น่าจะไม่สนุกเลยเพราะเขาคือผู้โชคร้ายที่ถูกเปลี่ยนออกเพื่อต่อลมหายใจให้กับลูกทีมของเวนเกอร์ที่จะได้ต่อกรกับบาร์ซ่าได้ ซึ่งอาร์เซนอลในตอนนั้นได้แสดงให้เห็นถึงความคู่ควรที่จะชิงตำแหน่งจ้าวยุโรปกับบาร์เซโลนา ซึ่งในตอนนั้นยังไม่ใช่ยุคที่ดีที่ดีที่สุดเหมือนทุกวันนี้

สีหน้าของปิแรสในตอนที่เขาเดินออกจากสนามในวันนั้นชวนให้เกิดคำถามขึ้นว่า เขาจะสามารถยกโทษให้กับเวนเกอร์ที่เปลี่ยนตัวเขาออก และลงเล่นภายใต้บังเหียนของกุนซือชาวฝรั่งเศสรายนี้ได้อีกหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดคือ ความเฮี้ยบของกรรมการในวันนั้นที่จะแจกใบแดงให้กับผู้เล่นคนหนึ่งเป็นการทำลายเกมที่มีโอกาสจะเป็น 1 ในเกมที่สนุกที่สุดนัดหนึ่ง ซึ่งน่าเศร้าที่ไม่มีใครสามารถย้อนคืนกลับมาได้แล้ว ซึ่งถ้ามี 11 คนเท่ากัน ไม่แน่อาร์เซนอลอาจได้แชมป์ยุโรปสมัยแรกก็ได้

Arsenal 1 vs 2 Barcelona  2006 Champions League Final  Best Moments 1080p FULL HD

เลห์มันน์โดนไล่ออก

2. คริสเตียน เวิร์นส์, เยอรมัน - โครเอเชีย ปี 1998

ผลจากนัดนี้คือจุดสิ้นสุดของทีมชาติเยอรมันยุค แบร์ตี้ โฟกส์ นำลูกทีมของเขาพบกับทีมพลังหนุ่มของโครเอเชียที่เมืองลียง ประเทศฝรั่งเศส โดยก่อนจะหมดครึ่งแรก คริสเตียน เวิร์นส์ กองหลังของเยอรมันไปเข้าบอลหนักใส่ ดาวอร์ ซูเคอร์ จนลงไปกลิ้งกับพื้น

การปะทะครั้งนั้นเรียกได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนของเกม และถึงขนาดจุดเปลี่ยนของฟุตบอลเยอรมันเลยก็ว่าได้ เพราะหลังจากที่ฝั่งทีมพลังหนุ่มโครเอเชียสามารถเอาชนะไปได้แบบขาดลอย 3-0 นั่นทำให้วงการฟุตบอลเยอรมันเข้าสู่ยุคมืด และใช้เวลาถึง 8 ปีในการกลับมาผงาดอีกครั้ง โดยคว้าอันดับ 3 ฟุตบอลโลก 2 ครั้งในปี 2006 และ 2010 ก่อนจะคว้าแชมป์โลกในปี 2014

WM 1998 Viertelfinale: Deutschland-Kroatien 0:3 (German TV)

เวิร์นส์ดับเครื่องชนใส่ซูเคอร์แบบเต็มๆ

3. เฟร์นานโด ตอร์เรส และ บรานิสลาฟ อิวาโนวิช, เชลซี - แมนฯ ยูฯ ปี 2012

ค่าเสียหายคือสิ่งที่กะเดาในยาก เหตุและผลไม่สามารถใช้บรรทัดฐานอันเดียวในการเชื่อมโยงได้ ซึ่งนั่นทำให้เกิดสมมติฐานว่าถ้าเป็นอย่างนั้น มันคงไม่เป็นอย่างนี้เต็มไปหมดในโลกของฟุตบอล

ยกตัวอย่างเช่นตำแหน่งผู้จัดการทีมที่บางครั้งมันมักจะขึ้นอยู่กับจังหวะและเวลา เช่นบางคนก็ถูกแต่งตั้งขึ้นมาเพื่อพบเจอกับความสำเร็จ แต่ในขณะเดียวกันบางคนก็เหมือนกับตายทั้งเป็นดังเช่นกรณีอดีตบิ๊กบอสของเชลซีอย่าง โรเเบร์โต้ ดิ มัตเตโอ ที่ดูจะเข้าข่ายประเภทหลัง

มัตเตโอรับบทกุนซือชั่วคราวแทนที่ของอังเดร วิลาส โบอาส และพาสิงห์บลูคว้าได้ทั้งแชมป์เอฟเอ คัพ และแชมเปี้ยนส์ลีก ทำให้การแต่งตั้งให้เขาคุมทีมถาวรในฤดูร้อนปี 2012 เปรียบเสมือนเป็นการตบรางวัลเสียมากกว่า เพราะดูเหมือน โรมัน อบราโมวิช นายใหญ่แห่งถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ ดูจะไม่ไว้ใจกุนซือชาวอิตาเลียนรายนี้เท่าไหร่นัก

อย่างไรก็ตามเจ้าของแชมป์ยุโรปเริ่มต้นฤดูกาลใหม่ได้อย่างยอดเยี่ยมโดยมีผลงานชนะ 7 เสมอ 1 จาก 8 นัดแรก และเมื่อถึงวันที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คู่ปรับร่วมลีกต้องเดินมาเยือนถึงกรุงลอนดอนเมื่อช่วงสิ้นเดือนตุลาคมฤดูกาลนั้น เชลซีมีโอกาสที่จะนำเป็นจ่าฝูงด้วยคะแนนนำอันดับ 2 ถึง 7 คะแนนถ้าหากพวกเขาชนะในวันนั้น

ทว่ามัตเตโอดูจะใช้ดวงในการรั้งตำแหน่งนี้อย่างถาวรจนหมดเสียแล้ว เมื่่อ เฟร์นานโด ตอร์เรส และ บรานิสลาฟ อิวาโนวิช 2 ผู้เล่นของเชลซีถูกใบแดงไล่ออกจากสนามทั้งคู่ ทำให้เชลซีเหลือผู้เล่นเพียง 9 คน และตามอยู่ 2-0 แม้ว่าพวกเขาจะไล่มาได้แต่ในท้ายที่สุด แต่ ฮาเวียร์ เอร์นานเดซ ก็มายิงประตูชัยในช่วงท้ายเกมให้ทีมชนะไป 3-2 แม้ว่ามันอาจจะยังดูไม่ได้แย่อะไรนักกับการนำจ่าฝูงด้วยคะแนนห่าง 4 แต้มในช่วงกลางเดือนตุลาคม แต่ในเกมถัดมา ดิ มัตเตโอก็พลาดท่าไม่สามารถเก็บ 3 แต้มจนทำให้เขาถูกปลดในที่สุด ซึ่งหากลองคิดย้อนดูแล้ว ถ้าหากในวันนั้นพวกเขาไม่ถูกใบแดง 2 ใบนั้น บางทีเรื่องราวคงจะเป็นอีกแบบไปเลยก็ได้

4. เดวิด เบ็คแฮม, อังกฤษ - อาร์เจนติน่า ปี 1998

ผ่านไป 18 ปีกรณีใบแดงของเบ็คแฮมในช่วงต้นครึ่งหลังที่อังกฤษพบกับอาร์เจนติน่าในศึกฟุตบอลโลกปี 1998 รอบ 16 ทีมสุดท้ายดูแล้วจะสร้างความดีความชอบให้กับเขามากกว่าความเสียหายเสียอีก

ปีกชาวอังกฤษรายนี้เดินทางไปร่วมลงเล่นศึกฟุตบอลโลกในฐานะดาวเด่นวัย 23 ปี แม้ว่าจะมีจุดเด่นในการเปิดบอลแต่เขายังไม่ดีพอจะเป็นตัวจริงในแผงมิดฟิลด์ของทีมชาติอังกฤษ

การที่เขาตกเป็นเป้าให้วิพากษ์วิจารณ์หลังจากที่ไปเตะ ดิเอโก้ ซิเมโอเน จนถูกใบแดงไล่ออกจากสนามตามหลอกหลอนเขาไปพักใหญ่ๆ แต่แทนที่เขาจะหลุดฟอร์มของตัวเอง เจ้าตัวกลับหาวิธีจัดการมัน และอีก 3 ปีถัดมาเขาโชว์ฟอร์มอย่างยอดเยี่ยมโดยการยิงฟรีคิกช่วยให้ทีมชาติอังกฤษตีเสมอทีมชาติกรีซ 2-2 ที่สนามโอลด์ แทรฟฟอร์ดของตัวเองในรอบคัดเลือกฟุตบอลโลก นัดสุดท้าย

ถือว่าเป็นการไถ่บาปที่เกิดขึ้นเมื่อเดือนมิถุนายน ปี 1998 ณ​ สนามแซงต์ เอเตียน ที่ด้วยความเจ้าอารมณ์ของเขาบวกกับความกดดันที่หนักอึ้ง เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ทีมชาติอังกฤษตกรอบจากการแพ้จุดโทษออกไปอย่างสิ้นเชิง

5. ปาโบล ซาบาเลต้า, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ - วีแกน ปี 2013

หลังจากเข้าสู่ช่วง 6 นาทีสุดท้ายที่สนามเวมบลีย์ ปี 2013 ซาบาเลต้าตัดสินใจตัดฟาวล์ คัลลั่ม แม็คมานามาน จนได้รับใบเหลืองที่สอง โดนไล่ออกจากสนามทันที ทำให้เขาเป็นนักฟุตบอลคนที่ 3 ที่ได้รับใบแดงในนัดชิงชนะเลิศเอฟเอ คัพ

โดยแมนฯ ซิตี้มีฤดูกาลที่ไม่สู้ดีนักอยู่แล้วหลังจากที่ไม่สามารถป้องกันแชมป์ลีกไว้ได้ และเมื่อมาโดนใบแดงอีก ทำให้พวกเขาดูจะรวนกันไปหมด เห็นได้ชัดจากการที่ปล่อยให้ เบน วัตสัน ขึ้นโหม่งลูกเตะมุมของ ฌอน มาโลนีย์ คนเดียวโล่งๆ ส่งบอลผ่านตัว โจ ฮาร์ท เข้าไปเป็นประตูชัย ซึ่งถึงแม้ว่าแมนฯ ซิตี้จะมี 11 คนในสนามหรือในตอนที่ทุกอย่างรวนไปหมด พวกเขาก็ไม่ควรปล่อยให้คู่แข่งอยู่โล่งๆ แบบนั้นในนาทีสุดท้ายของเกมอย่างนั้น และนั่นทำให้ โรแบร์โต้ มันชินี่ ถูกปลดในอีก 2 วันถัดมา

HIGHLIGHTS: Wigan Athletic vs Manchester City 1-0, FA Cup Final 2013

ซาบาเลต้าเสียบแม็คมานามาน

6. เปาโล ดิ คานิโอ, เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ - อาร์เซนอล ปี 1998

1 ในนักฟุตบอลที่อารมณ์แปรปรวนที่สุด ใบแดงของเปาโล ดิ คานิโอ  จากผู้ตัดสิน พอล อัลค็อก ในวันที่พบกับอาร์เซนอลที่สนามฮิลส์โบโรห์ ปี 1998 แม้จะเป็นแค่จุดหนึ่งในหลายๆจัดที่ทำให้กราฟของสโมสรเชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ ค่อยๆตกลง แต่นี่คือจุดที่แฟนบอลต่างพูดถึงกันมากที่สุด

ในจังหวะที่เขาได้รับใบแดงนั้น ถ้าเป็นคนทั่วๆ ไปก็คงมีโวยวายเล็กน้อยก่อนจะเดินออกจากสนามไป แต่ไม่ใช่กับดิ คานิโอ เพราะหลังจากเขาได้รับใบแดง เขาตอบโต้ด้วยการผลักหน้าอกของกรรมการจนล้มลงไปกองกับพื้น ซึ่งจากเหตุการณ์นั้นทำให้เขาโดนแบนยาวถึง 11 เกม และไม่เคยลงเล่นให้กับเชฟฟิลด์อีกเลย

เมื่อเข้าสู่ยุคมิลเลนเนียม ทีม “นกเค้าแมว” ก็ตกอยู่ในช่วงวิกฤติทางการเงิน เนื่องจากหลายๆ ปีหลังพวกเขาทุ่มซื้อสตาร์เข้ามาร่วมทีม แต่กลับไม่มีใครโชว์ฟอร์มเก่งได้เลย และแย่ยิ่งกว่านั้นคือพวกเขามีปัญหากับสภาเมืองเชฟฟิลด์อีกด้วย หลังจากที่ประสบความล้มเหลวในการพยายามจะขายสนามซ้อมของพวกเขาเพื่อจะทำเป็นที่พักอาศัย

การปะทะกันของดิ คานิโอกับกรรการแบบนี้คงจะไม่มีให้เห็นบ่อยนัก โดยถ้าหากนักเตะชาวอิตาเลียนรายนี้ไม่ทำอย่างนั้นและยังอยู่กับทีมต่อไป บางทีพวกเขาอาจจะไม่ตกชั้นในฤดูกาลถัดมาก็ได้