คนพี่หรือคนน้อง : 10 คู่สายเลือดลูกหนังไทยที่เส้นทางต่างกัน

นี่คือ 10 คู่พี่น้องนักเตะไทยที่เส้นทางลูกหนังต่างกันคนละเรื่อง บางรายคนพี่ที่เคยฉายแววเด่นในวัยเด็ก แต่กลับเป็นแข้งพเนจรในปัจจุบัน ขณะที่คนน้องกลับโด่งดังระดับซุป'ตาร์ลูกหนังเมืองไทย หรือบางรายผู้น้องถูกยกเป็นดาวรุ่งน่าจับตาแห่งยุค ผิดกับคนพี่ที่เงียบหายเข้ากลีบเมฆทั้งที่เคยสร้างชื่อมาก่อนหน้านี้ จะมีคู่ไหน และเป็นใครกันบ้างติดตามได้ที่นี่ 

เฉลิมพล-นพพล เกิดแก้ว

ครอบครัว เกิดแก้ว นอกจากพี่ชายคนโตอย่าง เฉลิมพล แล้ว น้องคนสุดท้องของบ้านอย่าง นพพล ก็เล่นฟุตบอลเช่นกัน

เฉลิมพงษ์ เกิดแก้ว ได้รับสัญญานักเตะอาชีพครั้งแรกในวัย 21 ปี จากทีม การไฟฟ้าฯ ก่อนถูกส่งไปให้ บุรีรัมย์ เอฟซี ที่เล่นอยู่ในลีกภูมิภาคยืมตัวไปใช้งาน และเจ้าตัวก็ยึดตัวหลักของทีมได้ตลอด 2 ปี ก่อนที่ทั้ง บุรีรัมย์ เอฟซี และ บุรีรัมย์ พีอีเอ จะยุบรวมทีมกลายเป็น บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ทำให้ เฉลิมพงษ์ ได้หวนกลับสู่เวทีไทยลีกกับทีมยักษ์ใหญ่อย่าง “ปราสาทสายฟ้า”

หลังจากเล่นให้ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ได้ 1 ฤดูกาล เฉลิมพงษ์ ตัดสินใจย้ายไปอยู่กับ ชัยนาท เอฟซี เพื่อหาโอกาสในการลงสนามอย่างต่อเนื่อง และมันก็เป็นอีกครั้งที่เขาสามารถยึดตัวจริงในทัพ “นกใหญ่พิฆาต” ได้ตลอดฤดูกาล 2013 ก่อนที่จะมุ่งหน้าสู่โคราช เพื่อร่วมทีม นครราชสีมา เอฟซี ทีมในระดับดิวิชั่น 1 และปักหลักค้าแข้งกับทีมมาอย่างยาวนาน จนกระทั่งปีนี้ที่ทำผลงานได้อย่างแข็งแกร่ง จนถูกเรียกตัวติดทีมชาติเป็นครั้งแรกในชีวิต

ด้านน้องชายอย่าง “แบต” เริ่มต้นค้าแข้งระดับเยาวชนกับ ลพบุรี เอฟซี ก่อนได้รับการเซ็นสัญญาเข้าทีมในเวลาต่อมา ทว่าเส้นทางบนถนนลูกหนังของเขา ต้องพเนจรไปมาหลายทีม ทั้ง นครราชสีมา เอฟซี, สระบุรี เอฟซี โดยปัจจุบัน สังกัดอยู่ที่ สุพรรณบุรี บี โดยที่เจ้าตัวตั้งเป้าว่าจะพัฒนาฝีเท้า เพื่อกลับไปกลับเล่นร่วมกับพี่ชาย และพาตัวเองก้าวสู่ทัพ “ช้างศึก” ให้ได้สักวันหนึ่ง

ชาคริต-ชยุตย์  บัวทอง

สองแข้งพี่น้องชาวจังหวัดเพชรบูรณ์  ที่ก้าวสู่บนเส้นทางลูกหนังในช่วงวัยที่ไม่ห่างกันมากในฟุตบอลระดับเยาวชน

ชาคริต ผู้พี่เริ่มไต่เต้ามาจากโรงเรียนกีฬานครสวรรค์ ก่อนที่จะมีชื่อติดทีมชาติไทยระดับเยาวชนตั้งแต่ระดับ 16 ปี จนถึง 19 ปี พร้อมได้โควต้าย้ายมาเรียนในเมืองกรุง โดยในอดีตเคยได้รับฉายาว่าเป็นเด็กมหัศจรรย์ของเมืองไทยหลังจากมีโอกาสได้ไปค้าแข้งบนลีกสูงสุดและลงสนามให้กับสโมสรฟุตบอลพนักงานยาสูบ ด้วยวัยเพียง 18 ปี สมัยยังเรียนที่สวนกุหลาบวิทยาลัย พร้อมกับถูกจับตามองว่าจะเป็นดาวดวงใหม่ของวงการฟุตบอลไทย

ช่วงวัยทีนชื่อของ ชาคริต ถูกจับจ้องจากสโมสรยักษ์ใหญ่หลายสโมสร โดยเฉพาะ “มังกรไฟ”บีอีซี เทโรฯ ไม่นานก็ถูกดึงเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ในทีมที่มีตำนานยิ่งใหญ่ของเมืองไทยตามเพื่อนชี้ ปรัชญ์ สมัคราษฏร์

ส่วน ชยุตย์  บัวทอง ผู้น้องก็เริ่มโด่งดังฉายแววฟอร์มการเล่นที่โดดเด่นให้กับทีมจังหวัดเพชรบูรณ์ ในศึกฟุตบอลระดับเยาวชนโค้กคัพ รอบชิงแชมป์ประเทศไทย จนถูกดึงตัวเข้ามาเรียนเมืองกรุงเช่นเดียวกับพี่ชาย แต่อยู่ภายใต้ชายคาโรงเรียนวัดสุทธิวราราม  เส้นทางของฟุตบอลอาชีพทั้งสองรายดูแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงแม้ว่า ชาคริต บัวทอง จะมีอาการบาดเจ็บเล่นงานบ้างแต่ก็ยังคงยืนระยะอยู่บนลีกสูงสุดได้อย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะการวาดลวดลายให้กับทีมยักษ์ใหญ่ ทั้ง เพื่อนตำรวจ,ชลบุรี เอฟซี และ สุพรรณบุรี เอฟซี

ทว่า ชยุตย์ บัวทอง กลับให้ความสำคัญเรื่องการศึกษามากกว่า แต่ก็ยังเล่นพร้อมเรียกไปด้วยในเวลาเดียวกัน โดยปี 2014 ชยุตย์ กลับไปช่วยบ้านเกิด เพชรบูรณ์ เอฟซี เพื่อทำศึกฟุตบอลระดับดิวิชั่น 2  หลังจากนั้นมาชื่อของดาวเตะผู้น้องรายนี้ก็เลือนหายไปจากวงการฟุตบอลไทยแบบไม่มีใครกล่าวขานถึง  ผิดกลับ ชาคริต ผู้พี่ ที่ยังคงยึดมั่นถือมั่นในการดูแลอาชีพนักเตะตัวเองมาจนถึงทุกวันนี้โดยเฉพาะการรักษาสภาพตัวเองให้คงกระพันบนลีกสูงสุด

 

Pages