คราเมอร์...ผู้ล่วงลับ : ปรมาจารย์ลูกหนังที่ (เกือบมีโอกาส) พาไทยเป็นเจ้าเอเชีย

"เดทมาร์ คราเมอร์" อาจจะเป็นกุนซือทีมชาติไทยแค่ช่วงเวลาสั้นๆ แต่ก่อนหน้าจะมารับตำแหน่งเขาเคยมีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับลูกหนังแดนสยามนับสิบปี และวันนี้เมื่อเขาจากไปอย่างสงบด้วยวัย 90 เราจึงอยากจะถ่ายทอดเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ของชายผู้ที่ครั้งหนึ่งเกือบจะได้เข้ามาวางรากฐานฟุตบอลให้ไทยเป็นเจ้าเอเชีย...

วันที่ 17 กันยายน วงการลูกหนังเมืองเบียร์ต้องพบกับข่าวความสูญเสียที่น่าเศร้าใจเมื่อ เดทมาร์ คราเมอร์ อดีตสต๊าฟฟ์โค้ชทีมชาติเยอรมันตะวันตกชุดรองแชมป์โลกปี 1966 และอดีตยอดกุนซือผู้พา “เสือใต้” บาเยิร์น มิวนิค คว้าถ้วยยูโรเปี้ยน คัพ (ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกในปัจจุบัน) 2 สมัยซ้อนเมื่อปี 1974-75 และ 1975-76 เสียชีวิตลงด้วยวัย 90 ปี

“ที่ บาเยิร์น มิวนิค เขา (เดทมาร์ คราเมอร์) มีบทบาทมากกว่าแค่คุณครูด้านฟุตบอล แต่เขาเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่ของสโมสรแห่งนี้ และสำหรับผมแล้ว เดทมาร์ เหมือนพ่อคนหนึ่งที่มีอิทธิพลต่อช่วงอาชีพการเป็นนักฟุตบอลของผมอย่างมาก รวมถึงแนวทางการบริหารทีมในปัจจุบันด้วย” คาร์ล-ไฮนซ์ รุมมินิกเก้ หัวเรือใหญ่เสือใต้ที่เคยร่วมงานกับ คราเมอร์ ครั้งยังเป็นนักเตะกล่าวไว้อาลัย

เดทมาร์ คราเมอร์ ถือเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่ได้รับการยกย่องอย่างมากในวงการลูกหนังเยอรมัน

ขณะที่ โวล์ฟกัง เนียร์สบัค บิ๊กบอสคนปัจจุบันของสมาคมฟุตบอลเยอรมัน (เดเอฟเบ) ก็ได้กล่าวหลังทราบข่าวการสูญเสียว่ามันไม่เพียงแต่เป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับวงการลูกหนังเมืองเบียร์เท่านั้น แต่การจากไปของ เดทมาร์ คราเมอร์ นับเป็นข่าวร้ายของคนฟุตบอลทั่วโลก เพราะชายผู้นี้คือผู้ที่สร้างคุณประโยชน์ในการพัฒนาฟุตบอลให้กับหลายประเทศ โดยเฉพาะในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และตะวันออกไกลอย่าง ประเทศไทย และ ญี่ปุ่น

แฟนบอลที่ติดตามข่าวคราวฟุตบอลไทยมานานน่าจะพอคุ้นชื่อชายเจ้าของฉายา “ปรมาจารย์ลูกหนังโลก” คนนี้เป็นอย่างดี เพราะเขาคืออดีตกุนซือทีมชาติไทยที่ก้าวเข้ามาคุมทีมเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ เมื่อปี 1997 แต่น้อยคนนักที่จะรู้ว่า เดทมาร์ คราเมอร์ มีความสัมพันธ์อย่างแนบชิดกับทีมชาติไทยมาก่อนหน้านั้นนานหลายสิบปี

“คนส่วนใหญ่จะไม่ค่อยรู้ว่า เดทมาร์ (คราเมอร์) เคยมาเมืองไทยหลายครั้ง ก่อนที่จะมาเมื่อปีพ.ศ.2540 (1997) เขาเคยมาที่นี่แล้วตอนปีพ.ศ.2500 (1957) โดยในตอนนั้นเข้ามาในฐานะวิทยากรของสมาคมฟุตบอลเยอรมัน ซึ่งมีสายสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับสมาคมฟุตบอลไทย” จิรัฏฐ์ จันทะเสน กรรมการบริหารสมาคมประวัติศาสตร์ฟุตบอลแห่งประเทศไทยให้สัมภาษณ์

จิรัฏฐ์ จันทะเสน ปราชญ์ลูกหนังไทยได้เล่าหลากหลายเรื่องราวของ เดทมาร์ คราเมอร์ ตำนานกุนซือชาวเยอรมันที่เพิ่งสิ้นลมหายใจ

“อาจารย์สำเริง ไชยยงศ์ (อดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทยชุดลุยโอลิมปิค 1956 ที่ออสเตรเลีย) ซึ่งถือเป็นศิษย์รักคนหนึ่งของ เดทมาร์ เล่าให้ผมฟังว่าตั้งแต่มาครั้งแรก เดทมาร์ ก็ชอบเมืองไทยมาก เขาอยากมาอยู่ที่นี่ มาพัฒนาฟุตบอลไทยให้ทัดเทียม อินโดนีเซีย พม่า หรือมาเลเซีย ที่ตอนนั้นนับว่าเป็นชาติเบอร์หนึ่งของเอเชีย

“ตอนที่ เดทมาร์ เข้ามาจึงได้เสนอแผนงานพัฒนาทีมชาติไทยให้ทางสมาคมฟุตบอลฯ พิจารณา แต่เนื่องจากงบประมาณมีจำกัดประกอบกับระบบบริหารที่ยังไม่เป็นมืออาชีพ และแผนงานที่ เดทมาร์ เสนอมามีใช้ค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง สุดท้ายสิ่งที่ เดทมาร์ ต้องการก็เลยไม่เกิดขึ้น” จิรัฏฐ์กล่าว

นับจากนั้นอีก 3 ปีให้หลังสมาคมฟุตบอลแดนซามูไรก็ติดต่อไปยังเดเอฟเบเพื่อขอดึงตัว เดทมาร์ คราเมอร์ ให้เข้ามาพัฒนาและเตรียมทีมชาติสำหรับการแข่งขันโอลิมปิคปี 1964 ซึ่งพวกเขารับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพ โดยที่ปรึกษาชาวเยอรมันก็ไม่ทำให้วงการลูกหนังญี่ปุ่นต้องผิดหวังเมื่อมีส่วนสำคัญพาทีมทะลุเข้ารอบ 8 ทีมสุดท้ายด้วยการหักด่านทีมชาติอาร์เจนตินาในรอบก่อนหน้าชนิดที่ไม่มีใครคาดคิด

เดทมาร์ คราเมอร์ มีคุโณปการอย่างมากต่อวงการฟุตบอลญี่ปุ่นจนได้รับการยกย่องให้ป็น "บิดาแห่งฟุตบอลสมัยใหม่" แดนซามูไร

อย่างไรก็ตามผลงานน่าประทับใจในโอลิมปิคนับว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยเท่านั้นเมื่อเทียบกับสิ่งที่ เดทมาร์ สร้างให้กับฟุตบอลประเทศนี้ตลอดระยะเวลา 3 ปีคือ 1960-1963 ที่โค้ชชาวเยอรมันเข้ามาร่วมทำงาน 

เริ่มจากการถ่ายทอดวิชาความรู้ด้านฟุตบอลให้กับโค้ชในประเทศ วางรากฐานระบบเยาวชนเพื่อดันขึ้นสู่ทีมชาติ อีกทั้งยังถือเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญผลักดันให้มีการก่อตั้งลีกฟุตบอลอาชีพในญี่ปุ่นครั้งแรกภายใต้ชื่อ ‘เจแปน ซ็อคเกอร์ ลีก’ ที่เป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนามาเป็น เจ-ลีก ในปัจจุบัน นอกจากนั้นยังรับบทเป็นที่ปรึกษาเทคนิคของทีมชาติญี่ปุ่นลุยศึกโอลิมปิค 1968 ที่ประเทศเม็กซิโก โดยปีนั้นทัพซามูไรจารึกชื่อลงในหน้าประวัติศาสตร์ลูกหนังโลกเมื่อผงาดคว้าเหรียญทองแดงสมัยแรกและสมัยเดียวในการแข่งขันรายการดังกล่าว

...ผลงานทั้งหมดที่กล่าวมาทำให้ เดทมาร์ ได้รับการยกย่องจากคนญี่ปุ่นให้เป็น “บิดาแห่งฟุตบอลสมัยใหม่” ของพวกเขา รวมทั้งมีชื่ออยู่ในหอเกียรติยศของสมาคมฟุตบอลญี่ปุ่นด้วยเช่นกัน

แต่ทั้งนี้ช่วงเวลาเดียวกันกับที่เขารับงานเป็นที่ปรึกษาให้สมาคมฟุตบอลญี่ปุ่น ความสัมพันธ์ของ เดทมาร์ คราเมอร์ กับฟุตบอลไทยก็ไม่ได้สิ้นสุดลงเสียทีเดียวเมื่อเขารับหน้าที่เป็นผู้ประสานงานกับทางสมาคมฟุตบอลเยอรมันให้มีการจัดอบรมโค้ชที่เมืองโคโลญจ์ระหว่างปี 1962-1963 และ เดทมาร์ ได้เชิญ 2 โค้ชชาวไทยอย่าง สำเริง ไชยยงค์ และ ฉัตร หรั่งฉายา เข้าร่วมอบรมพร้อมกับโค้ชจากญี่ปุ่นอีก 5 คน

ถัดจากนั้น 3 ปี เดทมาร์ คราเมอร์ ก็ได้ประสานงานมายังสมาคมฟุตบอลไทยเพื่อเชิญชวนให้ทีมชาติไทยพร้อมทีมงานสต๊าฟฟ์โค้ชเดินทางไปเก็บตัวฝึกซ้อมและอุ่นเครื่องที่ประเทศเยอรมันเป็นเวลา 45 วัน โดยมีอดีตนักเตะตำนานทีมชาติไทยอย่าง อัศวิน ธงอินเนตร, วิชิต แย้มบุญเรือง, สมศักดิ์ อ่อนสมา, ยงยุทธ สังขโกวิท และ อุดมศิลป์ สอนบุตรนาค ร่วมเดินทางไปครั้งนั้นด้วย อย่างไรก็ตามครั้งนี้ สำเริง ไชยยงค์ ไม่ได้ร่วมเก็บตัวเนื่องจากติดภารกิจพาทีมชาติไทยชุดเยาวชนแข่งขันชิงชนะเลิศเอเชียที่ประเทศญี่ปุ่น

“รวมแล้วทั้ง 2 ครั้ง เดทมาร์ คราเมอร์ เป็นผู้ดำเนินการให้ทั้งหมด โดยเฉพาะในปี 1965 ที่เขาเป็นคนเสนอแผนงานเก็บตัวนี้ให้กับสมาคมฟุตบอลไทยเพื่อเตรียมทีมลุย 3 รายการสำคัญคือ กีฬาแหลมทองปี 1965 เอเชียนเกมส์ 1966 และคัดเลือกโอลิมปิค 1968” จิรัฏฐ์กล่าว

ทั้งนี้การเดินทางไปเก็บตัวที่เยอรมันก็นับว่าส่งผลดีต่อทีมชาติไทยเป็นอย่างมาก เพราะกลับมาจากเก็บตัวปีนั้นพวกเขาสามารถคว้าเหรียญทองกีฬาแหลมทองร่วมกับทีมชาติพม่าได้ทันที ต่อด้วยการทะลุเข้าไปเล่นรอบก่อนรองชนะเลิศเอเชียนเกมส์ 1966 เป็นครั้งแรก และที่สำคัญสามารถหักด่านอิรักและอินโดนีเซียในรอบคัดเลือกผ่านเข้าไปเล่นศึกฟุตบอลโอลิมปิค 1968 ที่ประเทศเม็กซิโกเป็นครั้งที่สองและครั้งสุดท้ายในประวัติศาสตร์ลูกหนังแดนสยาม

ภาพทีมชาติไทยเมื่อปี 1965 หลังผ่านทีมชาติอิรักและอินโดนีเซียในรอบคัดเลือกไปร่วมฟาดแข้งกีฬษโอลิมปิคที่ประเทศเม็กซิโก้

แม้ว่าทีมชาติไทยจะตกรอบแรกโอลิมปิค 1968 หลังแพ้รวด 3 นัดต่อ บัลแกเรีย 7-0, กัวเตมาลา 4-1 และ เชโกสโลวาเกีย 8-0 แต่การผ่านเข้าไปเล่นในรอบสุดท้ายของการแข่งขันระดับโลกก็สร้างความภูมิใจให้คนทั้งประเทศอย่างมหาศาลแล้ว โดยเฉพาะเมื่อ อุดมศิลป์ สอนบุตรนาค สามารถจารึกชื่อให้ทีมชาติไทยทำประตูในเวทีลูกหนังโอลิมปิคได้สำเร็จ แต่อันที่จริงประเทศไทยเคยมีโอกาสจะก้าวไปได้ไกลกว่านั้นมาก...

เมื่อมองผลงานทีมชาติญี่ปุ่นในเวทีเดียวกันก็ทำให้อดเสียดายไม่ได้ เมื่อพวกเขาไปได้ไกลถึงขั้นคว้าเหรียญทองแดงและสามารถยันเสมอ บราซิล, สเปน รวมถึงเอาชนะ ฝรั่งเศส ได้ในรอบก่อนหน้า ซึ่งความจริงแล้วหากย้อนกลับไปช่วง 1950 คุณภาพลูกหนังแดนซามูไรก็ไม่ได้หนีกันกับทีมชาติไทยเท่าไหร่ แต่ด้วยการจัดการอย่างเป็นระบบและมีการวางรากฐานสร้างเยาวชนสู่ทีมชาติที่แข็งแกร่งทำให้ญี่ปุ่นใช้เวลาไม่ถึง 10 ปีฉีกระดับกับประเทศไทยให้ห่างไกลมากขึ้นเรื่อยๆ 

โดยกุญแจสำคัญผู้อยู่เบื้องหลังพัฒนาการยอดเยี่ยมของแดนอาทิตย์อุทัยไม่ใช่ใครที่ไหนคือ เดทมาร์ คราเมอร์ วิทยากรลูกหนังจากเยอรมันที่เกือบได้มาทำงานกับทีมชาติไทยหากไม่เป็นเพราะปัญหาเรื่องงบประมาณของสมาคมฟุตบอลสยามในตอนนั้น

“หากตอนนั้นเรามีความพร้อม บางทีอาจเป็นประเทศไทยที่ได้เป็นเจ้าเอเชียแทนญี่ปุ่นไปแล้ว” กรรมการบริหารสมาคมประวัตศาสตร์ฟุตบอลไทยกล่าว “แต่ทั้งนี้ต้องเข้าใจด้วยว่าทางสมาคมเองก็มีข้อจำกัด และถึงแม้จะไม่ได้จ้างเป็นผู้จัดการทีมหรือที่ปรึกษาทางเทคนิคอย่างเป็นทางการแต่ความรู้ที่ คราเมอร์ ถ่ายทอดต่อให้อาจารย์สำเริง (ไชยยงศ์) ก็ถือว่ามีความสำคัญต่อฟุตบอลไทยไม่น้อย

“ระหว่างฝึกอบอรมโค้ชที่เยอรมัน เดทมาร์ ได้ถ่ายทอดวิชาความรู้ต่างๆ ให้กับอาจารย์สำเริง โดยมีสองเรื่องสำคัญคือการเน้นพัฒนาผู้เล่นเยาวชน และวิธีการเล่นแบบ โททัล ฟุตบอล (Total Football) ที่ต่อมาอาจารย์ก็ได้นำมาปรับใช้กับฟุตบอลเยาวชนทีมชาติไทยและพาสโมสรราชวิถีประสบความสำเร็จคว้าแชมป์ลูกหนังเยาวชนชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย ถึง ๖ ปีซ้อน ก่อนจะขึ้นเถลิงถ้วยใหญ่ อีก ๔ สมัย

“แม้ว่าสมาคมฟุตบอลจะปฏิเสธโครงการสร้างทีมชาติจากระดับเยาวชนของอาจารย์สำเริงที่ได้รับการถ่ายทอดต่อมาจาก เดทมาร์ คราเมอร์ แต่นักเตะที่เติบโตมาจากสโมสรราชวิถีต่อมาก็กลายมาเป็นแกนหลักของทีมชาติไทยไม่น้อย และบางคนก็ไปไกลถึงขั้นเป็นตำนาน โดยเฉพาะ 3 นักเตะอย่าง นิวัฒน์ ศรีสวัสดิ์, อำนาจ เฉลิมชวลิต และ เอกชัย สนธิขันธ์”  (ทั้งสามคนนี้มีชื่อติดในการจัดอันดับ 25 สุดยอดแข้งไทยตลอดกาลของเรา)

ผ่านช่วงเวลาประมาณ 30 ปี เดทมาร์ คราเมอร์ กลับมายังประเทศไทยอีกครั้ง และคราวนี้เขาได้รับการแต่งตั้งจากสมาคมฟุตบอลไทยให้เป็นผู้จัดการทีมชาติไทยอย่างเต็มตัว โดยมี “โค้ชเฮง” วิทยา เลาหกุล อดีตแข้งไทยหนึ่งเดียวที่เคยผ่านเวทีบุนเดสลีกา เยอรมัน เป็นผู้ช่วยโค้ช

โดยการเตรียมทีมสำหรับลุยฟุตบอลซีเกมส์ 1997 ที่อินโดนีเซียกำลังเป็นไปได้ด้วยดี เดทมาร์ ที่เน้นผู้เล่นดาวรุ่งเรียกใช้บริการนักเตะชุดดรีมทีม อย่าง “ซิโก้” เกรียติศักดิ์ เสนาเมือง, ตะวีน ศรีปาน, โชคทวี พรหมรัตน์, ดุสิต เฉลิมแสน และ วรวุฒิ ศรีมะฆะ ที่อายุกำลังอยู่ในช่วง 24-26 ปีเป็นแกนหลักของทีม อย่างไรก็ตาม ณ วันที่ทีมชาติไทยกำลังจะขึ้นเครื่องไปกรุงจาการ์ต้าก็มีเรื่องไม่คาดฝันเกิดขึ้น เมื่อ เดทมาร์ คราเมอร์ ประกาศขอลาออกจากตำแหน่งแบบสายฟ้าผ่า พร้อมกับจับเครื่องบินไปยังกรุงเบอร์ลินในวันเดียวกันทันที โดยให้เหตุผลว่าเป็นเพราะเรื่องสุขภาพไม่เอื้ออำนวย

“อาจารย์สำเริงเล่าให้ผมฟังว่า เดทมาร์ เสียใจมากในวันนั้นและที่เขาไปก็ไม่ใช่เพราะเหตุผลด้านสุขภาพ ในวันที่ทีมชาติไทยกำลังจะขึ้นเครื่องไปอินโดนีเซียมีการเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้เล่นบางคนในนาทีสุดท้าย ซึ่ง เดทมาร์ ก็ไม่รู้เรื่อง มารู้อีกทีตอนเห็นนักเตะคนนั้น -ผมไม่ขอเอ่ยชื่อล่ะกัน- เดินทางมาที่สนามบินด้วยทั้งๆ ที่เขาเป็นคนกาชื่อนักเตะออกกับมือ” จิรัฏฐ์ จันทะเสนกล่าว

...หลังจากนั้น เดทมาร์ คราเมอร์ ไม่ได้รับหน้าที่คุมทีมที่ไหนอีกเลยและตัดสินใจยุติเส้นทางอาชีพกุนซือของตัวเองลงด้วยวัย 72 ปี โดยประเทศไทยคือจุดหมายสุดท้ายที่เขาเลือกมาทำงานด้วย และไม่ว่าเรื่องราวที่แท้จริงจะเป็นเช่นไร แต่ผลลัพธ์ที่ออกมาน่าจะสร้างความผิดหวังให้แก่ชายผู้นี้ไม่น้อย

ปัจจุบันทีมชาติญี่ปุ่นที่ เดทมาร์ คราเมอร์ ลงแรงหว่านเมล็ดด้วยน้ำมือตัวเองได้เติบโตจนกลายเป็นต้นไม้ใหญ่ยืนเด่นหราท่ามกลางวงการลูกหนังเอเชีย ขณะที่วงการฟุตบอลไทยแม้จะเติบโตไม่เทียบเท่าแต่ก็ไม่ได้หยุดอยู่กับที่เมื่อมีพัฒนาการต่อเนื่องจนตอนนี้ประกาศศักดาเป็นเบอร์หนึ่งของภูมิภาคอาเซียนไปเรียบร้อยแล้ว หากแต่บทพิสูจน์ระดับทวีปยังคงรออยู่ในภายภาคหน้า

...แม้จะเริ่มต้นช้า ล้มลุกคลุกคลานนานหลายปี และอาจยังต้องปรับปรุงในอีกหลายจุด แต่การได้เห็นดาวรุ่งฝีเท้าเยี่ยมมากมายเริ่มถูกพัฒนาและป้อนจากสโมสรเข้าสู่ทีมชาติก็เป็นสัญญาณบวกที่ชี้ว่า “ทีมชาติไทย” กำลังเดินมาถูกทาง และหาก เดทมาร์ คราเมอร์ มีโอกาสอยู่ดูทีมชาติไทยชุดปัจจุบัน บางทีเขาก็อาจจะรู้สึกพอใจทิศทางของ “ช้างศึก” ตัวนี้ไม่น้อยเช่นกัน

ขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบบทความจากสมาคมประวัติศาสตร์ฟุตบอลแห่งประเทศไทย

Topics