ครองบอลเน้นปลอดภัย : หรือ 4-2-3-1 ได้พรากความเร้าใจจากลีกผู้ดี

แดน ซัง คอลัมนิสต์ของเราเผยว่าการที่ 2 ใน 3 ของทีมจากพรีเมียร์ลีกใช้ระบบนี้ ได้นำไปสู่ฤดูกาลที่ค่อนข้างน่าเบื่อและแห้งแล้งประตูมากที่สุดซีซั่นหนึ่ง…

ซีซั่น 2015/16 กำลังจะกลายเป็นซีซั่นที่มีการทำประตูน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก โดยค่าเฉลี่ย 2.43 ประตูต่อเกมซึ่งจนถึงตอนนี้อยู่ในอันดับ115 จาก 117 ปีที่มีการก่อตั้งฟุตบอลลีก อีกนัยหนึ่งก็คือถ้าคุณนับว่าการทำประตูเป็นเรื่องน่าตื่นเต้น นี่คือฤดูกาลที่น่าเบื่อที่สุดเป็นอันดับ 3 เท่าที่เคยมีมา ซึ่งถ้าหากตอนนี้ได้คุยกับแฟนๆของทีมที่ใช้ระบบ 4-2-3-1 เป็นหลัก บางทีพวกเขาอาจจะเห็นด้วยก็ได้

จากคำกล่าวของ ฮวนม่า ลิลโล่ อดีตเจ้านาย เป๊บ กวาร์ดิโอล่า เผยว่าระบบ 4-2-3-1 สามารถรีดฟอร์มของนักเตะออกมาได้มากที่สุด มันเป็นระบบที่ดีที่สุดสำหรับการเพรสซิ่งและการผ่านบอล แต่จากการที่ 11 จาก 20 สโมสรในพรีเมียร์ลีกใช้ระบบนี้เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา และอีก 6 ทีมที่ใช้ระบบที่คล้ายคลึงกันอย่าง 4-1-4-1 เพื่อเน้นการครองบอลเป็นหลักกลับคร่าความสนุกสนานของเกมอย่างช้าๆ

ระบบ 4-2-3-1 เป็นระบบที่ดีที่สุดสำหรับการเพรสซิ่งและการผ่านบอล

หาโอกาสทำประตูยาก

แน่นอนว่าระบบดังกล่าวถือเป็นระบบที่ดีระบบหนึ่ง และเชลซีก็ใช้มันกรุยทางสู่การเป็นแชมป์ลีกเมื่อซีซั่นก่อนทั้งที่ยังเหลือเกมให้ลงเตะอีก 3 นัด แต่ด้วยความสำเร็จทำให้มีการใช้อย่างแพร่หลายจนบางทีเป็นการฆ่าตัวมันเอง โดยปัญหานั้นจะเกิดขึ้นตอนที่ทั้ง 2 ทีมต่างใช้แผนนี้เข้าห้ำหั่นกัน เมื่อมิดฟิลด์ตัวกลาง 2 คนที่ทำหน้าที่ได้มีประสิทธิภาพมากๆในการเป็นเกราะป้องกันแผงแบ็คโฟร์ทำให้หลายๆอย่างดูน่าเบื่อ เนื่องจากมันเป็นการยากที่จะเจาะเข้าไปเพราะมีช่องว่างระหว่างตำแหน่งน้อยมาก และ 2 ผู้เล่นริมเส้นตรงแผงหน้าส่วนใหญ่มักจะเลี้ยงตัดเข้าในจึงทำให้ดูแน่นเข้าไปอีก ขณะเดียวกันฝั่งตรงข้ามก็จะกระจุกอยู่ในแดนตัวเอง ส่วนฝ่ายที่เล่นเกมรุกก็จะผ่านบอลไปรอบๆ เป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวอย่างอดทนเพื่อหาช่องในการที่จะทะลวงเข้าไปได้

ซึ่งในพรีเมียร์ลีกเมื่อสุดสัปดาห์ก่อน มีการเจอกันระหว่างทีมที่ใช้ 4-2-3-1 อยู่ 4 คู่ และมีการทำประตูจากเกมดังกล่าวเฉลี่ยอยู่ที่ 2.25 ลูกต่อนัด ต้องขอบคุณการปะทะแข้งกันระหว่างเซาแธมป์ตันกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ยิงกันถึง 5 ประตู ขณะที่ 2 จาก 4 มีเพียงทีมเดียวที่ทำประตูได้ในแต่ละคู่ ส่วนสัปดาห์ก่อนหน้านั้นก็มี 4 คู่ที่ใช้แทคติกดังกล่าวเหมือนกันโดยมีประตูเฉลี่ย 1.5 ลูกต่อเกม และทั้ง 4 คู่ก็มีประตูเกิดขึ้นจากฝั่งเดียวเช่นกัน ตรงกันข้ามกับอีก 6 แมตช์ที่ลงเตะโดยใช้ระบบที่ต่างกันในสัปดาห์นั้นซึ่งมีการยิงประตูมากกว่า 2 เท่า นั่นก็คือเฉลี่ย 3 ตุงต่อนัด

บอลฝรั่งเศสยังเร้าใจกว่า

แต่ก่อนที่จะฉุนเฉียวไปกับระบบดังกล่าว อย่าลืมว่าการที่ทีมๆ หนึ่งจะเล่นเกมรับหรือรุกนั้นขึ้นอยู่กับความคิดของผู้จัดการทีม

มีหลายเหตุผลที่สามารถอธิบายได้ว่า FFT เป็นพวก “เสพย์ติดระบบการเล่นที่ไม่ตายตัว” โดยทีมงานได้ชมเกมลีกสูงสุดของฝรั่งเศสทั้ง 10 คู่ในช่วงเวลาเดียวกันซึ่งสร้างความบันเทิงที่แตกต่างอย่างเห็นได้ชัด มันได้แสดงให้เห็นถึงทุกแง่มุมของฟุตบอล มีการใช้ระบบการเล่นที่แตกต่างกันถึง 7 แบบ และมีเพียง 5 ทีมที่ใช้แผนการเล่นสุดฮิตอย่าง 4-5-1

โดยก็องสวมบทโหดขยี้แนวรับทรัวส์ไป 3-1 บรรดาแนวรุกต่างเรียงหน้ายิงอย่างกับเกมซ้อมใหญ่ด้วยการเล่นบอลจังหวะเดียว ส่วนบอร์กโดซ์ใช้เกมสวนกลับเล่นงานเปแอสเชซึ่งถือเป็นบุญตาที่ได้เห็น โดยพวกเขาเน้นขึ้นเกมทางกราบและใช้การโยนยาวหรือไม่ก็ฟูลแบ็คพาบอลขึ้นไปทำให้พวกเขาควักผลเสมอ 2-2 กลับบ้านไปอย่างน่าดูชม ขณะที่มาร์กเซยเปิดตำรารุกบุกแหลกทำให้ประตูที่ได้นั้นมาจากทุกส่วนของสนามจนยากที่บาสเตียจะต้านทาน และมีแค่เกมเดียวที่ 4-2-3-1 เจอกับ 4-2-3-1 ก็คือนัดที่มงต์เปลลิเยร์พ่ายต่อแซงต์ เอเตียนน์ 2-1 ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีการยิงกัน 3 ประตู แต่รูปเกมชวนให้น่าจะลืมๆ ไปเสียมากกว่า

แล้วมันมีประโยชน์ต่อฟุตบอลอังกฤษหรอ?  หรือความนิยมพรีเมียร์ลีกกำลังลดลงเหมือนอย่างเซเรียอาในช่วงปลายทศวรรษที่ 90 และถึงคราวของลีกเอิงที่จะก้าวขึ้นมาแทน? อาจจะยังไม่เพราะสิ่งเหล่านี้ขึ้นอยู่กับวัฏจักร เราแค่พูดถึงแทคติกที่ใช้เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับพรีเมียร์ลีกเท่านั้น

ใช้กันเยอะแต่ยังเล่นไม่หลากหลาย

ครั้งหนึ่งระบบ 4-4-2 เป็นแผนการเล่นยอดนิยมของอังกฤษมาช้านานก่อนที่จะโดนระบบ 3 มิดฟิลด์เข้าครอบงำในรูปทรงของ 4-3-3 หรือ 4-5-1 ขึ้นอยู่กับว่าเป็น โชเซ มูรินโญ หรือ แซม อัลลาร์ไดซ์​ และยังมีแนวทางการเล่นเป็นตัวของมันเองโดยเน้นไปที่การครอบครองบอลและการเล่นแบบติกิ-ตากะ ซึ่งยิ่งเกมสูสีกันเท่าไร ผู้จัดการทีมในพรีเมียร์ลีกก็ยิ่งได้รับผลการแข่งขันที่น่าอึดอัดมากขึ้นเท่านั้น อย่างไรก็ดีมีแนวโน้มว่าพวกเขามีการทดลองแทคติกทางเลือกเพื่อเปิดพื้นที่ว่างมากขึ้น ซึ่งคำถามก็คืออะไรที่จะมาแทน 4-2-3-1 ได้?

ถ้าเราย้อนกลับไปดูผลการแข่งขันพรีเมียร์ลีกเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อนอีกครั้ง ทีมที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในการเจอกับ 4-2-3-1 คือเอฟเวอร์ตันที่เอาชนะเชลซีซึ่งได้ผลกับระบบดังกล่าวเมื่อ 12 เดือนก่อนหน้า ถึงแม้ว่าเขาจะส่งตัวรุกอย่าง สตีเวน เนสมิธ เพิ่มขึ้นมาอีกคนหลังจากที่ มูฮาเหม็ด เบซิช ได้รับบาดเจ็บตั้งแต่นาทีที่ 9 แต่ก็ยังยึดรูปแบบกลยุทธ 4-3-1-2 เหมือนเดิม นั่นทำให้แผงมิดฟิลด์ 4 คนมีพื้นที่ด้านข้างในการถ่างแนวรับเพื่อเจาะเข้าไปยังตรงกลางมากขึ้น

ถึงแม้ว่าเชลซีได้ครองบอลถึง 62% แต่เอฟเวอร์ตันก็ปล่อยให้พวกเขายิงตรงกรอบแค่ 2 ครั้งเท่านั้นเมื่อเปรียบเทียบกับ “ท็อฟฟี่สีน้ำเงิน” ที่มีโอกาส 9 หนโดยใช้ระบบเก่าอย่างไดมอนด์ที่เพิ่งถูกนำมาปัดฝุ่นใช้ใหม่ในยุโรป ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็น 4-3-1-2 หรือที่เก่ากว่านั้นอย่าง 4-1-2-1-2 ก็เป็นระบบที่ใช้ได้ผลเมื่อฤดูกาลก่อนกับทั้งยูเวนตุสและลียง ดังนั้นมันจึงอาจจะเป็นอาวุธใหม่ที่ต้องการก็ได้?

แต่ก่อนที่จะฉุนเฉียวไปกับระบบดังกล่าว อย่าลืมว่าการที่ทีมๆ หนึ่งจะเล่นเกมรับหรือรุกนั้นขึ้นอยู่กับความคิดของผู้จัดการทีม ซึ่งสิ่งที่แยก 4-3-3 ออกจาก 4-5-1 ก็คือตัวริมเส้นที่ถูกสั่งให้เน้นเกมบุกหรือแค่ประคองและรักษาพื้นที่ทางกราบไว้ การที่ 4-2-3-1 เป็นที่นิยมในตอนนี้ก็เพราะมันเป็นรูปทรงพื้นฐานในการจ่ายบอลไปรอบๆ แต่มันก็มีแนวทางการเล่นหลายรูปแบบเหมือนกัน อย่างตอนที่เปิดเกมรุกเต็มสูบก็สามารถให้ฟูลแบ็คเติมเกมให้สุดเพื่อสร้างพื้นที่ว่างให้กับหัวหอกเดี่ยว บวกกับให้ 1 ใน 2 มิดฟิลด์ตัวต่ำที่ทำหน้าที่เป็นเพลย์เมคเกอร์ และกองกลางประเภทบ็อกซ์ทูบ็อกซ์หนึ่งคนที่เป็นห้องเครื่องคอยสนับสนุนเกมรุก แต่ก็ไม่จำเป็นว่าจะต้องใช้แผนนี้เสมอไป

ซึ่งการวิ่งสอดขึ้นไปทำประตูของ ไรอัน เมสัน จากแผงมิดฟิลด์เป็นกรณีศึกษาถึงจุดนี้ได้เป็นอย่างดี โดนกองกลางตัวรับอย่าง เอริก ไดเออร์ แทบจะไม่ขึ้นไปข้างหน้าเลย และบทบาทผึ้งงานนี้เองที่นำไปสู่ผลลัพธ์ดังกล่าว คุณสามารถมีตัวรุก 4 คนได้ถ้าคุณต้องการ แต่ถ้าคุณไม่พร้อมที่จะสร้างโอกาสขึ้นไปทำเกมรุกมากขึ้น คุณก็อาจจะยิงไม่ได้ก็ได้

เน้นปลอดภัยไว้ก่อน

อย่างที่เราเห็นในลีกตอนนี้ว่าแต่ละทีมต่างเล่นแบบรัดกุม ซึ่งบางทีมันอาจเป็นธรรมชาติของช่วงต้นซีซั่นที่นักเตะใหม่ยังต้องปรับตัวและแทคติกของแต่ละทีมยังต้องมีการปรับจูนกันอีก ซึ่งระบบอย่าง 4-2-3-1 ถือว่าเป็นระบบที่ยอดเยี่ยมและมีความยืดหยุ่นสูง มันช่วยให้ผู้จัดการทีมมีความเสี่ยงน้อยลงและอย่างน้อยก็ป้องกันไม่ให้ทีมอื่นได้บอลมากจนเกินไป

ฤดูกาล 2015/16 อาจไม่กลายเป็นฤดูกาลที่น่าตื่นเต้นน้อยที่สุดนับตั้งแต่มีพรีเมียร์ลีกเป็นต้นมาก็ได้ ขณะที่ในลีกเอิงถึงแม้จะมีความหลากหลายด้านแทคติก แต่ในสุดสัปดาห์ที่เราได้พูดถึงไปนั้น 20 ทีมในฝรั่งเศสยิงรวมกันมากกว่าอังกฤษเพียง 4 ลูก นั่นก็คือ 24 vs 28 ซึ่งเกมฟุตบอลที่ดีไม่จำเป็นต้องนับที่จำนวนประตูเสมอไป

โดยในแง่ของความดุดันและพื้นที่ว่างในการทำเกมรุกนับว่าน่าผิดหวังอย่างรุนแรงเมื่อคุณภาพและศักยภาพในการแข่งขันระหว่างลีกเอิงกับพรีเมียร์ลีกยังห่างกันมาก ในเกมที่มาร์กเซย กับบาสเตียถือเป็นการพบกันระหว่างผู้ใหญ่กับเด็ก ส่วนแรนส์ก็เสียบอลง่ายมากก่อนที่จะมายิงได้ตอนที่น็องต์ซึ่งก่อนหน้านี้ก็แทบจะไม่ชนะใครเหลือ 9 คน แต่บางทีแมตช์ที่น่าขันที่สุดเห็นจะเป็นอฌักซิโอ้ที่ศูนย์หน้ายิงตรงกรอบเพียง 4 ครั้งจากทั้งหมด 24 หนในการเจอกับโมนาโกชุดที่แทบจะไม่รู้จักใครแล้ว

หลังจากที่เราเสร็จภารกิจเดินสายชมเกมลีกเอิงแบบมาราธอน เราก็ต้องมาลุ้นเหงื่อตกกีบกับเกมพรีเมียร์ลีกที่เน้นผ่านบอลสำเร็จเป็นหลัก มันอาจเป็นการยากกว่าเดิมที่จะเจาะแนวรับที่แน่นหนาแต่ก็พอเข้าใจได้ว่าการไม่เสียบอลคือสัญญาณแรกของการทำเกมรุกในจังหวะถัดไป แม้การครองบอลอาจทำให้เราง่วงเหงาหาวนอนในบางครั้งแต่มันก็เป็นสกิลที่คุ้มค่าแก่การชมด้วยตัวของมันเองอยู่แล้ว

พบกับคอลัมน์ดีๆ แบบนี้ทุกวันที่ fourfourtwo.com/th

ดาวน์โหลด STATS ZONE ฟรี บน iOS • และ Android