ขุดจุดกำเนิด โชเซ่ มูรินโญ่ : กุนซือผู้สร้างสีสันมากที่สุดในประวัติศาสตร์ลูกหนัง

FFT จะพาแฟนๆชาวไทยไปรู้จักประวัติของ จอมคนจากโปรตุเกส ผู้ผ่านประสบการณ์มาหลายประเทศทั่วยุโรปและกำลังแบกความหวังอันหนักอึ้งของแฟนๆปีศาจแดง ให้ลึกซึ้งกว่าเดิม…

ใครจะไปเชื่อละว่า จากล่ามแปลภาษาตัวเล็กๆจะกลายเป็น กุนซือระดับแชมป์ยุโรป พร้อมกับสร้างประวัติศาสตร์ให้วงการลูกหนังต้องจดจำไปตลอดกาล

จุดเริ่มต้นของวีรกรรมแรกของเขา คือ การปะทะคารมข้างสนามและโต้เถียงกับยอดกุนซือชาวฝรั่งเศสนามว่า หลุยส์ เฟอร์นานเดซ โดยตอนนั้น เขาผู้นั้นเพิ่งจะอายุครบ 33 ปีไม่นาน และเพิ่งเริ่มงานล่ามแปลภาษาของ เซอร์ บ็อบบี้ ร็อบสัน

หลังจบเกม คำถามของ เฟอร์นานเดซ ที่ถามหลายคนก็คือ ไอ้หมอนั่น มันเป็นใคร(ว่ะ)?

และทั้งหมดนี้คือ โชเซ่ มูรินโญ่ กุนซือที่สร้างสีสันได้มากที่สุดในโลก…
 

บ็อบบี้ แอนด์ โชเซ่ : คู่หู่ต่างวัย

โชเซ่ มูรินโญ่ เริ่มเข้าสู่วงการลูกหนังตั้งแต่ปี ค.ศ 1992 จากการเป็นล่ามแปลภาษาโปรตุเกสให้กับ เซอร์ บ็อบบี้ ร็อบสัน ซึ่งเป็นผู้จัดการทีมของ สปอร์ติ้ง ลิสบอน อยู่ในขณะนั้น และด้วยความสนิมสนมกับ อดีตกุนซือผู้ล่วงลับ ทั้งยังอยากที่จะเข้าไปอยู่ใน วงการฟุตบอลอย่างเต็มตัว ทำให้ในเวลาต่อมา มูรินโญ่ ได้เลื่อนขั้นไปเป็น "ผู้ช่วยผู้จัดการทีม" ในสมัยที่ ร็อบสัน ย้ายข้ามฟากไปคุม ปอร์โต้

ต่อมาในปี 1996 บาร์เซโลน่า ต้องการตัว “ปู่บ๊อบ” ไปเป็นกุนซือคนใหม่ของทีมแทนที่ โยฮัน ครัฟฟ์ ที่เพิ่งถูกไล่ออกไป แต่ปัญหาก็คือ ร็อบสัน ซึ่งเป็นชาวผู้ดีแท้ๆ ไม่สามาถพูดอ่าน ฟัง เขียน ภาษาคาตาลันหรือภาษาสเปนได้แม้แต่น้อย

ทำให้ อดีตกุนซือทีมชาติอังกฤษ อยากพาตัวมือขวาอย่าง มูรินโญ่ ไปสู่ถิ่นคัมป์ นู ด้วย ทว่า บาร์ซ่า กลับไม่คิดอย่างนั้น เมื่อพวกเขาจัดเตรียม โฆเซ่ ราม่อน อเล็กซานโก้ อดีตนักเตะที่ลงสนามให้ “เจ้าบุญทุ่ม” กว่า 250 เกมไว้ให้เป็นผู้ช่วยของเขา ซึ่งสุดท้าย ร็อบสัน ยอมรับข้อเสนอนั้น แต่บอกกับทางยักษ์ใหญ่แหงสเปนว่า ขอให้ เด็กหนุ่มชาวโปรตุเกสผู้นั้นเข้ามาอยู่ในทีมงานด้วย

ร็อบสันยอมรับในตัวมูรินโญ่มากๆ

“ตามตำแหน่งเขาคือล่าม” สต๊าฟคนหนึ่งของ บาร์เซโลน่า รำลึกความหลัง “แต่เราก็รู้ว่า เขาเป็นมือขวาของร็อบสันนั่นแหละ ทุกครั้งที่ มูรินโญ่ แปลภาษาให้ ร็อบสัน เขาก็มักใส่ความคิดของตัวเองให้ผู้เล่นด้วย นอกจากนี้เขายังปกป้องเจ้านายอย่างดี เขาจะเถียงสื่อสเปนแทน ร็อบสัน เสมอ เราต้องคอยดึงให้เขาใจเย็นลงและแปลต่อไป”

มีนักข่าวเคยบอกว่า คนที่ต่อมาจะเป็นกุนซือผู้ยิ่งใหญ่ มีอีโก้ แม้กระทั่งเรื่องการแปล

“มูรินโญ่ เคยแปลการแถลงข่าวก่อนเกมปรีซีซั่นนัดหนึ่งในฮอลแลนด์ แต่สิ่งที่ออกมาคือ เขาไม่ได้แปลทั้งหมดตามที่ ร็อบสัน บอก เพราะว่าเขาก็มีความคิดของตัวเอง” ซานติ กิเมเนซ นักข่าวของ อาส สื่อดังในสเปน เล่า “นักข่าวบางคนพูดอังกฤษได้ ทำให้เรารู้ว่าเขาเลือกคำพูดของ ร็อบสัน ออกมาแค่บางอย่างที่เขาเห็นด้วย แล้วค่อยแปล จากนั้นเมื่อมีคนรู้เข้า เขาไม่ได้อนุญาตให้แปลอะไรต่อหน้าสื่ออีก เขาแปลแค่ในห้องแต่งตัวนักเตะเท่านั้น”

นอกจากนี้ ยังถูกเล่ากันว่า คำให้สัมภาษณ์ของ ร็อบสัน ที่ว่าเจ๋งแล้ว จะถูกเกาโดย มูรินโญ่ และทำให้มันลึกซึ้งและสวยงามกว่าเดิมด้วย

เขาไม่ได้แปลทั้งหมดตามที่ ร็อบสัน บอก เพราะว่าเขาก็มีความคิดของตัวเอง

- - ซานติ กิเมเนซ นักข่าวของ อาส

มูรินโญ่ พบกับ ร็อบสัน ครั้งแรกเมื่อปี 1992 ที่ สปอร์ติ้ง ลิสบอน โดยประธานสโมสรเป็นผู้แนะนำเขาให้ กุนซือชาวผู้ดี

“โชเซ่ เป็นเด็กหนุ่มที่น่าสนใจมาก ภาษาอังกฤษของเขาดีมาก และที่สำคัญคือเขามีความรู้ด้านฟุตบอลที่ยอดเยี่ยม” ร็อบสัน กล่าวเมื่อนานมาแล้ว “เขาเคยเป็นคุณครูมาก่อน แต่พ่อของเขาเคยเป็นนักเตะอาชีพนะ(เฟลิกซ์ มูรินโญ่ อดีตผู้รักษาประตูผู้ติดทีมชาติโปรตุเกส 1 เกม) พ่อของเขายังเป็นผู้จัดการทั่วไปของทีมเก่าอีกด้วย ส่วน โชเซ่ เข้ามาช่วยงานผม พร้อมกับคอยอธิบายสิ่งต่างๆที่ผมพูดกับนักเตะไม่ได้ เราทำงานร่วมงานสามสโมสร เขายอดเยี่ยมมากๆ และผมเชื่อว่า ทั้งหมดทำให้เขาก้าวขึ้นมาเป็นยอดกุนซือได้ ”

กลับมาที่ชีวิตในลิสบอนของ ร็อบสัน และ มูรินโญ่

หลังจากที่ทำงานได้ไม่นาน เส้นทางของทั้งคู่ก็ต้องจบลงกับทีมดังแห่งเมืองลิสบอน โดยแม้ผลงานในลีกจะดูดี แต่ความพ่ายแพ้ต่อ คาซิโน ซัลซ์บวร์ก ในศึกยูฟ่า คัพเมื่อปี 1993 ทำให้ประธานสโมสรไม่พอใจ พร้อมกับประกาศผ่านไมโครโฟนขณะอยู่บนเครื่องบินขากลับจากออสเตรียว่า ฟอร์มเกมที่ผ่านมาน่าอับอายมาก และเขาจะคุยกับมิสเตอร์ร็อบสันทันทีที่กลับถึงบ้าน

แน่นอนว่า ประธานของพวกเขาไม่ได้พูดภาษาอังกฤษ ซึ่งนั่นทำให้ มูรินโญ่ ต้องบอกข่าวร้ายดังกล่าวกับเจ้านายของเขาเอง

และทุกอย่างก็อย่างที่เราคาดการณ์ได้ ปู่บ๊อบ ถูกปลดทันทีที่ถึง ลิสบอน ทั้งๆที่เข้ามาทำงานเพียงไม่กี่เดือน และนี่เป็นครั้งที่สองในชีวิตของ มูรินโญ่ ที่ต้องทนเห็นคนที่เขารักถูกไล่ออก หลังจากก่อนหน้านี้ เมื่อตอนอายุ 10 ขวบ เด็กชายโชเซ่ ต้องเห็นพ่อของเขาถูกปลดในวันคริสมาสต์ในตอนที่ทุกคนในครอบครัวกำลังฉลองทานข้าวกลางวันอยู่ด้วยกัน

สมัยอยู่กับบาร์ซ่าที่ผู้เล่นหลายคนรักในความละเอียดของเขา

แต่คนเก่งย่อมได้โอกาสเสมอ เมื่อ ร็อบสัน ได้รับข้อเสนอจาก ปอร์โต้ ในเดือนมกราคม ปี 1994 และก็เป็น มูรินโญ่ ที่แปลและอธิบายเรื่องราวๆต่างของ ยอดทีมเมืองฝอยทอง จน อดีตกุนซืออันดับ 4 ฟุตบอลโลก เคลิ้มและเซย์เยสกลับไป

และแน่นอนว่า มูรินโญ่ ก็ต้องได้รับตำแหน่งด้วยเช่นกัน และนอกจากจะเป็นล่ามแล้ว อดีตกุนซือเชลซี ยังรับบทเป็นแมวมองด้วย ซึ่งอันที่จริงเขาเริ่มทำหน้าที่นี้ตั้งแต่สมัยอยู่กับ สปอร์ติ้ง ลิสบอน แล้ว

“ผมชอบส่งเขาไปดูฟอร์มคู่แข่ง และเขามักจะกลับมาพร้อมข้อมูลเป็นตั้งๆ ชนิดเรียกว่าข้อมูลเฟิร์สคลาสเลย” ร็อบสัน กล่าวเมื่อปี 2005 “ข้อมูลที่เขาเอามาคือดีงามสุดๆเลย  ผมไม่เคยมีลูกน้องคนไหนที่เอาข้อมูลที่เยี่ยมขนาดนี้มาให้ เขาคือคนที่ดีที่สุดแล้ว

ข้อมูลที่เขาเอามาคือดีงามสุดๆเลย ผมไม่เคยมีลูกน้องคนไหนที่เอาข้อมูลที่เยี่ยมขนาดนี้มาให้ เขาคือคนที่ดีที่สุดแล้ว”

- - บ็อบบี้ ร็อบสัน

อันที่จริง มูรินโญ่ เคยทำงานเป็นแมวมองมาตั้งแต่เด็กแล้ว โดย กุนซือชาวโปรตุกีส จดบันทึกฟอร์มของคุณพ่อตั้งแต่อายุ 14 ปี และเมื่อพ่อของเขาบอกว่า ตัวมูรินโญ่ต้องเลิกคิดที่จะเล่นฟุตบอลเป็นอาชีพในตอนอายุ 15 ปี เขาก็ไม่ได้เสียใจอะไรมากนัก เพราะตั้งแต่ตอนนั้น เป้าหมายของเขาคือ เป็นโค้ชฟุตบอลอาชีพ อย่างไรก็ตาม มูรินโญ่ ก็ไม่ยอมแพ้และพิสูจน์ให้เห็นว่า พ่อของเขาคิดผิด เมื่อ อดีตกุนซืออินเตอร์ มิลาน สามารถเล่นในลีกดิวิชั่น 2 ของโปรตุเกสได้

กลับมาที่ชีวิตกับ ปอร์โต้ โดย ร็อบสัน กับ มูรินโญ่ เริ่มต้นกับทีมได้อย่างยอดเยี่ยม พวกเขาไปไกลถึงรอบรองชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก ในปี 1994 ก่อนพลาดท่าให้กับ บาร์เซโลน่า ขณะเดียวกันถ้วยในประเทศ พวกเขาคว้าแชมป์ลีกได้ถึงสองครั้ง พร้อมกับอีกหนึ่งฟุตบอลถ้วย
 
ซึ่งด้วยผลงานระดับนั้น ทำให้ บาร์ซ่า พาตัว ร็อบสัน เข้าสู่ถิ่น คัมป์นู ในเดือนเมษายน ปี 1996 พร้อมกับ มูรินโญ่….

ณ มหานครคัมป์นู

“ผมเป็นหนี้บุญคุณเขา ก่อนหน้านี้ไม่มีใครรู้จักผมในโลกฟุตบอลเลย” มูรินโญ่ พูดถึง ร็อบสัน “เขาช่วยให้ผมได้ทำงานกับสองสโมสรที่ยิ่งใหญ่ในโปรตุเกส และพาผมไปยังหนึ่งในสโมสรที่ดีที่สุดในโลก(บาร์เซโลน่า) เราสองคนต่างกันเยอะนะ แต่ผมได้เรียนรู้จากเขามากมายในการที่จะก้าวเป็นโค้ชระดับโลก”

อย่างไรก็ตามไม่ใช่เรื่องง่ายๆที่ ร็อบสัน จะเข้ามาทำงานกับ “เจ้าบุญทุ่ม” เพราะหลายปีที่ผ่านมา พวกเขาได้สร้างเอกลักษณ์ขึ้นมาแล้ว ทั้งยังมีความตั้งใจว่า หลังจากยุคของ ร็อบสัน พวกเขาจะแต่งตั้ง หลุยส์ ฟาน กัล ที่ตอนนั้นกำลังโด่งดังเข้ามาต่อยอดผลงานของทีม

“ครัฟฟ์ สร้างสไตล์ฟุตบอลที่ยอดเยี่ยมทิ้งไว้ ” ร็อบสัน กล่าว “เขาเอาการเล่นของอาแจกซ์ฯ มาต่อยอดกับทีมใหม่ของเขาได้สุดยอด”

ขณะที่ มูรินโญ่ นั้น ดูเหมือนจะมีความสุขกับชีวิตใน สเปน มากทีเดียว

“ตอนอยู่กับบาร์ซ่า เขาเหมือนไม่ใช่คนที่เราเห็นมาตลอด เขาเป็นคนที่สื่อต้องสนิทด้วย”  ซานติ กิเมเนซ นักข่าวของ อาส กล่าว

“พวกนักเตะชอบและเคารพเขามากๆ เช่นเดียวกับนักข่าวหลายคน” ลู มาร์ติน นักข่าวจากอีกค่าย สมทบ “เขามักจะออกมากินข้าวกับพวกเราในคืนก่อนเกมยุโรปที่บาร์ซ่าต้องไปเยือน เขาเป็นเพื่อนที่เยี่ยมมากๆ เป็นคนใจดี แต่เวลาเปลี่ยนทุกอย่าง ตอนนี้ คนที่เห็นผมตอนนั่งให้สัมภาษณ์ ไม่ใช่ มูรินโญ่ คนเดิมที่ผมรู้จักอีกแล้ว”

“ผมเคยเดินทางไปกับเขาและช่างภาพที่ เบลเกรด เพื่อสุ่มดูฟอร์มของ เร้ด สตาร์ ก่อนเกมยุโรป ตอนนั้น เซอร์เบีย กำลังมีปัญหาการเมืองรุนแรง แต่บรรยากาศในทริปของเรายอดเยี่ยมมาก พวกเราล้อเขาเกี่ยวกับข่าวลือว่า เขาเป็นคู่ขาของ ร็อบสัน เพราะว่าทั้งคู่ชอบไปไหนด้วยกันประจำ จากนั้น มูรินโญ่ ก็ระเบิดเสียงหัวเราะ พร้อมบอกเราว่า ‘ลองให้น้องสาวนายมานอนห้องฉันสิ แล้วเราจะได้รู้กัน’ คำพูดของเขาที่ผมจำขึ้นใจเสมอก็คือ  ‘ผมไม่เอาเวลามานั่งคิดหรอกว่าใครจะชอบหรือเกลียดผม’ ”

“ในทริปเดียวกันนี้ เรายังเกิดเหตุยางแตกกลางถนน และผมหรือช่างกล้อง ก็ไม่มีใครเปลี่ยนยางเป็น แต่ มูรินโญ่ ทำได้ ซึ่งผมประทับใจมาก” 

คุณต้องเรียนรู้เรื่องความสัมพันธ์กับผู้เล่น และหาทางดูแลพวกเขาให้ดี ความคิดที่แบบหัวหน้าถูกเสมอ มันตกยุคไปแล้ว

- - โชเซ่ มูรินโญ่

มูรินโญ่ อยู่กับ บาร์ซ่า อย่างสุขใจ โดยที่นั่น เขามีเพื่อนหลายคน และยังสนิทกับนักเตะมากกว่า ร็อบสัน ที่วางตัวแบบผู้ใหญ่

ในถิ่นคัมป์นูนั้น ล่ามชาวโปรตุเกสในขณะนั้น สนิทกับ โรนัลโด้ เป็นพิเศษ เนื่องจากทั้งคู่คุยกันเป็นภาษาโปรตุกีสได้

ขณะเดียวกัน เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ก็ซี้กับ “คู่กัด”ของเขาในเวลาต่อมาไม่แพ้กัน โดยทั้งสองมักจะแลกเปลี่ยนความคิดด้านแท็คติคลูกหนังเสมอ

“พวกเรามักคุยเกี่ยวกับสิ่งที่เราสงสัยในเกมฟุตบอลเสมอ” กุนซือแมนฯซิตี้ กล่าวเมื่อนานมาแล้ว “ตอนนั้นเขาเป็นผู้ช่วยของมิสเตอร์ร็อบสัน ส่วนผมยังเป็นผู้เล่นอยู่”

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ มูรินโญ่ ไปคุม เรอัล มาดริด ทุกอย่างก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

“เพื่อนหรอ? อืม มันไม่ใช่สนิทอะไรหรอกนะ มันเป็นแค่ความสัมพันธ์ในที่ทำงานเท่านั้นแหละ” เป๊ป เผยความในใจเมื่อปี 2011

ก่อนหน้านี้ มูรินโญ่ เคยให้สัมภาษณ์ว่า ผู้จัดการทีมไม่สามารถข่มซุปเปอร์สตาร์ในทีมด้วยการใช้อำนาจบาตรใหญ่ แต่ต้องให้ใจแก่พวกเขา

“คุณไม่สามารถเค้นฟอร์มพวกเขาด้วยการด่าได้หรอก” นายใหม่แห่งแมนฯยูไนเต็ด กล่าว “คุณต้องเรียนรู้เรื่องความสัมพันธ์กับผู้เล่น และหาทางดูแลพวกเขาให้ดี ความคิดที่แบบหัวหน้าถูกเสมอ มันตกยุคไปแล้ว ยิ่งกับทีมใหญ่แบบบาร์เซโลน่าแล้ว เราทำอะไรแบบนี้ไม่ได้หรอก ดังนั้นปรัชญาของผมคือ การทำความเข้าใจและให้คำแนะนำแก่ลูกทีม”

ปู่บ๊อบ, มู, โด้อ้วน ฉลองชัยกับแชมป์คัพ วินเนอร์ส คัพ

ด้วยแนวทางเช่นนั้น ทำให้นักเตะหลายคนประทับใจในตัวโค้ชชาวโปรตุกีสอย่างมาก อย่าง โลร็องต์ บล็องก์ ที่ต่อมาได้เป็นกองหลังแชมป์โลก ก็ชื่นชอบในตัว มูรินโญ่ อย่างมาก โดย อดีตดาวเตะทีมชาติฝรั่งเศส บอกว่า มูรินโญ จะส่งวิดีโอวิเคราะห์คู่แข่งให้นักเตะเอากลับบ้านไปดูเสมอ

“พวกเราโดนบอกว่า จะไม่มีประโยชน์อะไรเลย หาก โรนัลโด้ ยิงประตูสุดสวยเพียงครั้งเดียว แต่ 89 นาทีจากนั้น เขาหายไปจากเกม” บล็องก์ กล่าวถึงคำพูดของ น้ามู ในปี 1996

ตลอดเวลาหนึ่งปีกับ บาร์ซ่า มูรินโญ่ และ ร็อบสัน คว้าทริปเปิ้ลแชมป์กับทีมดังแห่ง คาตาลัน(สแปนิช คัพ, ซุปเปอร์คัพ และ คัพ วินเนอร์ส คัพ) อย่างไรก็ตาม “เจ้าบุญทุ่ม” พลาดแชมป์ลาลีก้า ทำให้ ร็อบสัน ถูกปลด และบอร์ดบริหารบาร์เซโลนา ก็แต่งตั้ง ยอดปรัชญาชาวดัตช์(สมัยยังไม่เป็นแบบนี้ ฮา)อย่าง ฟาน กัล เข้ามาแทน

ที่น่าสนใจ คือ แม้ ร็อบสัน จะจากไป แต่ มูรินโญ่ ถูกรั้งเอาไว้ที่คัมป์นู

“หนึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดที่ ร็อบสัน ให้แก่ผมคือ เมื่อคุณชนะ คุณห้ามคิดว่าเราคือที่ดีที่สุด และเช่นเดียวกัน เมื่อคุณแพ้ คุณก็อย่าไปคิดว่าเรามันเป็นไอ้งั่งตัวหนึ่ง บ็อบบี้ ร็อบสัน ไม่ใช่พวกบ้าแท็คติคหรือการฝึกซ้อม เขาเป็นคนใกล้ชิดลูกทีม พร้อมกับหาทางคุยกับพวกเขา เขาจะคุมทีมซ้อมด้วยตนเองเพื่อแสดงให้ลูกทีมเห็นด้วยท่าทางที่ชัดเจน ประกอบกับจำลองเหตุการณ์ต่างๆ ในสนามด้วย เขารักเกมรุกเป็นชีวิตจิตใจ ดังนั้นเขาจะคอยจัดการเกมรุก ส่วนผมก็ช่วยเขาเรื่องเกมรับ” มูรินโญ่ เขียนในหนังสือชีวประวัติตัวเอง 

ชีวิตกับ กัล

แม้จะปราศจากเจ้านายที่รัก แต่ชีวิตของ “มู” ก็ต้องเดินต่อไป

โดยที่จริงนั้น มูรินโญ่ ก็คิดถึงการกลับบ้านเพื่อคุมทีมแบบเต็มตัวสักที ทว่า ร็อบสัน ก็แนะนำว่าให้ ลูกศิษย์ของเขาอยู่เรียนรู้กับ ฟาน กัล ต่อไป ซึ่งนั่นทำให้อีกหลายปีต่อมา เมื่อทั้งคู่พบกันในพรีเมียร์ลีก อดีตกุนซือเชลซี ถึงแสดงความเคารพต่อ อดีตนายใหญ่ปีศาจแดง

“ผมคิดว่าเขาเป็นเด็กหนุ่มที่หยิ่งผยองไม่เบา เขาไม่ค่อยเคารพเรื่องกฎเกณฑ์เท่าไร แต่นั่นทำให้ผมชอบเขา” ฟาน กัล พูดถึงอดีตลูกน้อง “เขาไม่รู้จักการอ่อนน้อมแม้แต่นั้น เขามั่นใจในตัวเอง เขาพร้อมจะบอกผมทันทีที่เขารู้สึกว่าผมทำผิด และสุดท้าย ผมต้องบอกว่า ผมฟังเขาเสมอ ฟังมากกว่าผู้ช่วยทุกคนที่ผ่านมาในชีวิต”

“ตำแหน่งของเขาในยุคฟาน กัล ต่างจากเดิมเล็กน้อย” แหล่งข่าวใน บาร์ซ่า เล่าให้ FFT ฟัง “เขาถูกเลือกให้ไปวิเคราะห์เกมบิ๊กแมตช์ ดังนั้นเขาจึงเดินทางบ่อยมากๆ นอกจากนั้น ฟาน กัล ยังให้เขาขึ้นไปอยู่บนอัฒจรรย์เพื่อชมเกมในอีกมุมหนึ่ง และช่วงพักครึ่ง ทั้งคู่ก็จะมาช่วยกันแก้เกม ส่วนตัวผมนั้นทำงานกับเขาได้ดี และผมก็ชอบเขานะ เขาเป็นคนฉลาด ทะเยอทะยาน และจิตใจแข็งแกร่งมาก เขาอยากมีส่วนร่วมกับทีมและพาทีมประสบความสำเร็จ ผมรู้ตั้งแต่ตอนนั้นว่า เขาจะเป็นโค้ชที่ดีคนหนึ่ง แต่เอาจริงๆ ผมไมเคยคิดว่าเขาจะสุดยอดได้ขนาดนี้เหมือนกัน”

ลุงกัล ฟังคำแนะนำของ น้ามู บ่อยครั้ง

“เขาเป็นคนอบอุ่นนะ” มิเชล ไรซีเกอร์ อดีตแบ็คขวาทีมชาติฮอลแลนด์ที่เคยอยู่กับ บาร์ซ่า ระหว่างปี 1997 ถึง 2004 กล่าว “เขาใส่ใจนักเตะทุกคน ลงทุกรายละเอียดกับนักเตะ และแสดงออกว่าต้องการเป็นส่วนหนึ่งของทีมแบบสุดๆ เขาต้องการรู้ทุกความเคลื่อนไหวของนักเตะ ทั้งในสนามและนอกสนาม ผู้เล่นชอบมันนะ แต่ผมไม่แน่ใจว่า ฟาน กัล คิดยังไงนะ อันที่จริงทั้งสองคนก็สนิทกัน เขาไม่เหมือนกับผู้ช่วยคนอื่นๆ ผมบอกได้ว่า เขาพิเศษกว่าคนอื่นเยอะ”

“และตอนนี้เขาก็ไม่ใช่คนที่ผมเคยรู้จักอีกต่อไป เขาเปลี่ยนไปมากแล้ว”

จากนั้น มูรินโญ่ ก็อยู่ร่วมงานและเรียนรู้กับ ฟาน กัล ไปอีกสักพัก

“สมัยอยู่กับ ฟาน กัล ตารางฝึกซ้อมทั้งหมดจะเสร็จเรียบร้อยแล้ว” มูรินโญ่ เล่า “ผมจะรู้ทุกแผนฝึกซ้อมก่อนลงไปในสนาม เป้าหมายของเรา คือ ต้องรักษาเวลาในการฝึกแต่ละเซคชั่นให้ดี เพื่อให้ทุกโปรแกรมได้ประโยชน์สูงสุด” 
 
ทว่า หลังจากนั้น “น้ามู” ก็เริ่มเหนื่อยหน่ายกับการทำงานภายใต้ “ลุงกัล” และที่สำคัญคือ บาร์ซ่า ดันตกรอบยูซีแอลในปี 1999 ที่เหล่า “อาซูลกรานา” คาดหวังไว้มาก เนื่องจากนัดชิงชนะเลิศนั้นจะถูกจัดขึ้นที่ คัมป์ นู(แมนฯยูไนเต็ด ของ กัล และ มู ได้แชมป์ ฮา)

ทำให้ตอนนั้น มูรินโญ่ รู้สึกว่า ความสนุกของการเป็นผู้ช่วยคนอื่นจะหมดลงในอีกไม่ช้า อย่างไรก็ตาม อดีตมือขวาของร็อบสัน ยังเลือกอยู่กับทีมดังแห่งสเปนต่อไปอีกหน่อย ทั้งๆที่มีข้อเสนอจาก บราก้า ในโปรตุเกสเข้ามา โดย “น้ามู” ให้เหตุผลว่า เขายังได้ค่าจ้างในสเปนมากกว่าที่ทีมบ้านเกิดให้ และครอบครัวของเขาก็ยังมีความสุขดีที่นั่น

ผมคิดว่าเขาเป็นเด็กหนุ่มที่หยิ่งผยองไม่เบา เขาไม่ค่อยเคารพเรื่องกฎเกณฑ์เท่าไร แต่นั่นทำให้ผมชอบเขา”

- - หลุยส์ ฟาน กัล

แต่เพราะคนจะยิ่งใหญ่ ก็ต้องได้ยิ่งใหญ่ ทำให้ อีกไม่กี่เดือนต่อมา มูรินโญ่ ตัดสินใจหันหลังกับบทบาทเบื้องหลังเป็นครั้งแรกในชีวิต พร้อมกับออกเดินทางเริ่มต้นเส้นทางกุนซือเป็นครั้งแรก

“ผู้เล่นหลายคนคิดถึงเขามากจริงๆ” ไรซีเกอร์ คนเดิม กล่าว “มีผู้ช่วยไม่เยอะหรอกที่เราจะคิดถึงเมื่อเขาจากไป”

มูรินโญ่ เริ่มงานกับทีมใหญ่อย่าง เบนฟิก้า เป็นที่แรก แต่ว่าผลงานไม่ดีเท่าไร ก่อนที่จะย้ายไปคุม ปอร์โต้ และพาทีมสร้างเทพนิยายเมื่อปี 2004

และหลังจากนั้น ไม่มีแฟนฟุตบอลคนไหนในโลกที่ไม่รู้จักชายชื่อ โชเซ่ มูรินโญ่..กุนซือผู้สร้างสีสันมากที่สุดในประวัติศาสตร์ลูกหนัง….

ที่สำคัญ คือ เรื่องราวยังไม่จบ โปรดติดตามภาคใหม่ ณ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป….

หมายเหตุ     เรื่องราวทั้งหมดถูกตีพิมพ์ในนิตยสารโฟร์โฟร์ทู ตั้งแต่เดือนเมษายน ปี 2013 ผู้เขียนจึงมีการปรับบางช่วงเพื่ออรรถรสในการติดตาม