ฆูเลียน มาริน บาซาโล : ชายจากบาร์เซโลน่า ผู้กุมชะตา 'ช้างศึก' ไปโอลิมปิกส์

เราไปทำความรู้จักกับ ฆูเลียน มาริน บาซาโล โค้ชชาวคาตาลันผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวในงานโค้ชทั้งสเปน, โปแลนด์ และญี่ปุ่น ผู้กุมชะตา "ช้างศึก" ชุดความหวังว่า นับตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งเมื่อเดือนเมษายนจนถึงตอนนี้ เขามีมุมมอง และความคาดหวังอย่างไรกับฟุตบอลไทยและแข้งชุดนี้บ้าง 

ขณะที่ทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 22 ปี กำลังทำศึกซีเกมส์ 2017 ที่มาเลเซีย ณ อีกด้านหนึ่ง ทีมน้อง U-21 ก็เพิ่งผ่านพ้นการเข้าแคมป์เก็บตัวอย่างเงียบๆที่แคมป์บางบ่อ

แน่นอนว่า ความคาดหวังของ “ช้างศึก” รุ่นอายุไม่เกิน 21 ปีชุดนี้ก็เหมือนกับรุ่นพี่ ก็คือคว้าเหรียญทองซีเกมส์ พร้อมกับผ่านเข้าไปเล่นในศึกฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติเอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี รอบสุดท้ายในอีก 3 ปีข้างหน้า

แต่ก็พ่วงด้วยเป้าหมายที่ใหญ่กว่า ก็คือการผ่านเข้าไปเล่นในฟุตบอลโอลิมปิกส์ 2020 ที่ประเทศญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพ

ด้วยภารกิจอันหนักอึ้ง สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ได้แต่งตั้ง ฆูเลียน มาริน บาซาโล โค้ชคนหนุ่มวัย 28 ปีจากเอคโคโนเข้ามาทำหน้าที่

แม้จะอายุยังน้อย ทว่ากุนซือชาวคาตาลันมีประสบการณ์เพียบแปล้เลยทีเดียว เขาเริ่มต้นการเป็นนักเตะของซานต์ กูยาต ทีมในถิ่นเกิด ก่อนจะไต่เต้าขึ้นมาเป็นเฮดโค้ช, ผู้ประสานงานโครงการที่อินเดีย และผู้อำนวยการเทคนิคของสโมสร พ่วงด้วยผู้วิเคราะห์เกมของอะคาเดมี่ในบาร์เซโลน่า ทีวี

จากนั้นเขาก็มาร่วมงานกับเอคโคโน่และได้วางโครงสร้างลูกหนังที่ญี่ปุ่นกับโปแลนด์ ก่อนจะกลับไปยังบ้านเกิดเพื่อเป็นโค้ชเยาวชนและทีมชุดใหญ่ของ ซาบาเดย์ ซึ่งที่นั่นเองที่ทำให้เขาได้ร่วมงานกับ ไก อัสซูลิน อดีตเด็กปั้นบาร์ซ่า รวมถึง ฆอร์ดี้ โลเปซ อดีตลูกหม้อทีมอาซูลกราน่าอีกคนที่เคยค้าแข้งกับสวอนซีและควีนสปาร์ค เรนเจอร์ส ด้วยเช่นกัน

และวันนี้เขาจะมาเปิดใจกับ FourFourTwo Thailand ต่อมุมมองของ “ช้างศึก” ในมือของเขาในช่วงระยะเวลาตลอด 4 เดือนที่ผ่านมาบนแผ่นดินสยาม บนความคาดหวังที่จะเข้ารอบสุดท้ายโอลิมปิกส์ นับตั้งแต่ปี 1968

สวัสดีครับฆูเลียน เป็นยังไงมายังไงถึงได้มาคุมทีมชาติไทยชุดยู-21…

“ทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม เมื่อทางเอคโคโน่เซ็นสัญญากับสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ เพื่อมาพัฒนาเกมฟุตบอลที่นี่ โดยเอคโคโน่ส่งผมกับโค้ชอีก 3 คนมาทำงานนี้ ผมทำงานนัดสุดท้ายกับซาบาเดย์นัดที่เสมอกับญากอสเตร่าเมื่อวันที่ 25 มีนาคมแล้วก็ดิ่งมาที่นี่เลย”

ทำไมคุณถึงตอบรับความท้าทายนี้

“ผมต้องการเป็นโค้ชที่ดีกว่าเดิม ผมได้สัมผัสกับความท้าทายมาแล้วหลายอย่างและการเป็นโค้ชที่ต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง มันทำให้ผมมีมุมมองเกี่ยวกับฟุตบอลหลายต่อหลายอย่าง”

“ผมคิดว่าประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีสมาคมฟุตบอลที่เก่าแก่ที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชีย และตอนนี้พวกเขาก็มีศักยภาพที่จะก้าวไปข้างหน้า ด้วยโครงสร้างที่มั่นคง”

“ฟุตบอลในเมืองไทยเริ่มต้นมากว่า 100 ปี แต่ปีนี้ผมรู้สึกว่าฟุตบอลไทยพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ผมคิดว่าเป็นไอเดียที่ดีที่ดึงโค้ชต่างชาติที่เคยผ่านงานใหญ่มาช่วยพัฒนารากฐานของฟุตบอลไทย”

“สมาคมต้องการให้เราพัฒนาในส่วนของทีมชาติเป็นหลัก แต่ก็ต้องมีการช่วยเหลือสโมสรและอะคาเดมี่ต่างๆเช่นเดียวกัน เราไม่ได้ไปโอลิมปิกส์มานานมากแล้ว ดังนั้นมันจึงเป็นความท้าทายที่ยากเอาการ”

จากที่คุณเคยผ่านการสอนเด็กญี่ปุ่นมาแล้ว คุณคิดว่ามีอะไรที่แตกต่างกันระหว่างเด็กไทยกับญี่ปุ่นบ้าง

“ความแตกต่างระหว่างไทยกับญี่ปุ่น นักเตะญี่ปุ่นสามารถเล่นตลอด 90 นาทีด้วยมาตรฐานสูงสุด ญี่ปุ่นถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีทำงานหนัก ความฟิตสูง พวกเขาสามารถเล่นเพรสซิ่งสูงได้ตลอดทั้งเกม อาจเป็นเพราะโภชนาการที่ดีและโฟกัสอยู่กับการซ้อมอยู่กับตลอดเวลา นั่นทำให้พวกเขาเป็นทีมที่ยากจะต่อกรในการเจอกับเรา หรือแม้กระทั่งทุกทีมในโลก”

“คนญี่ปุ่นโฟกัสอยู่กับการซ้อมเอามากๆ พวกเขารักการซ้อม ไม่เฉพาะในสนามเท่านั้น เวลานอกสนามก็ด้วย พวกเขาทำหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการรักษาความฟิต โภชนาการ กายภาพ ทุกอย่าง มีความเป็นมืออาชีพสูงมาก นั่นคือข้อดีของนักเตะญี่ปุ่น แต่ผมรู้สึกว่านักเตะญี่ปุ่นมีความสุภาพเกินไป ทำตามกฎมากเกินไป เขาไม่สามารถแก้ปัญาหาเฉพาะหน้าได้ ไม่มีความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถเฉพาะตัวเวลาเจอกับสถานการณ์หนึ่งต่อหนึ่งไม่ดีนัก ทำได้แค่ผ่านบอลไปมา”

“นักเตะไทยมีความเข้าใจในเกมมากกว่าญี่ปุ่น อย่างเกมข้างละ 5 คน ไทยเล่นได้ดีกว่าเนื่องจากมีความสามารถเฉพาะตัวที่ดี หรืออย่างเวลาที่ต้องเข้าปะทะ นักเตะไทยกล้าเข้าบอลหนักมากกว่า ขณะที่นักเตะญี่ปุ่นจะยืนดูเชิงอยู่ห่างๆ ในระยะ 1-2 เมตร พวกเขาไม่คุ้นเคยกับการเข้าประทะ เพราะคนญี่ปุ่นขี้เกรงใจ ซึ่งบางทีไม่ใช่เรื่องดีในเกมฟุตบอล”

“อาจเป็นเพราะว่าคนไทยมักจะเล่นบอลโกลหนู มันช่วยในเรื่องความสามารถเฉพาะตัว และเวลาที่ไปเล่นสนามใหญ่ก็จะเล่นง่าย เพราะมีพื้นที่ว่างมากขึ้น  ซึ่งมันเป็นพื้นฐานที่ได้มาจากการเล่นโกลหนูนั่นเอง ผมคิดว่านักเตะของเราทุกคน เคยผ่านการเล่นโกลหนูกับเพื่อนในโรงเรียนหรือบนท้องถนนมาก่อน นั่นทำให้เขาหลงรักเกมฟุตบอล ชอบเล่นเกมรุก ซึ่งการที่เด็กๆต้องเล่นข้ามรุ่นเจอกับคนที่แก่กว่าในการเล่นโกลหนู ทำให้พวกเขารู้จักวิธีเอาตัวรอด ซูเปอร์สตาร์หลายคนในอเมริกาใต้อย่าง เมสซี่, เนย์มาร์, หลุยส์ ซัวเรซ ที่มีความสามารถเฉพาะตัวดี เพราะพวกเขาเคยผ่านการเล่นโกลหนูมาก่อน

คุณคิดว่าอะไรที่นักเตะไทยต้องเติมเข้าไปอีกบ้าง

“เราต้องการให้นักเตะพัฒนาการเล่นอย่างฉลาดใน 3 จุดพื้นฐานด้วยกัน หนึ่งคือความเข้าใจเกม นักเตะต้องรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นรอบๆตัวเขา โดยให้เรียนรู้จากข้อมูลหลายอย่าง อาทิเช่น การเล่นของ ชาบี เอร์นานเดซ, อันเดรส อิเนียสต้า อย่างที่สอง เล่นกับลูกบอลให้มากๆ โดยใส่ปรัชญาการเล่นเข้าไป และสามคือฝึกให้นักเตะตั้งคำถาม เราไม่ต้องการให้พวกเขาทำตามที่โค้ชสั่งทุกอย่าง”

“พวกเขามีพื้นฐานการเล่นเกมรุกที่ดี และมีความเข้าใจเกม แต่เวลาเจอกับทีมที่เล่นเพรสซิ่งจะเสียบอลง่าย คุณจะเห็นว่าบาร์เซโลน่าจะมีการเคลื่อนที่ได้ดีทั้งยามที่มีบอลและไม่มีบอล อีกทั้งยังเพรสซิ่งได้เร็ว นี่คือความแตกต่างระหว่างนักเตะไทยกับทีมชั้นนำในเอเชียหรือยุโรปเพราะเราไม่คุ้นเคยกับสปีดเกมที่เร็วอย่างนั้น ซึ่งเอคโคโน่กำลังพยายามที่จะเพิ่มสปีดเกมของนักเตะไทยให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”

“มันเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำได้ดีทั้งรุกและรับ ทั้งนักเตะและทีมต้องเข้าใจว่าไม่ได้มีแค่บุกอย่างเดียวหรือตั้งรับอย่างเดียว เมื่อคุณบุก คุณก็ต้องเตรียมตัวเล่นเกมรับ และเมื่อคุณเล่นเกมรับ คุณก็ต้องเตรียมเล่นเกมรุกเช่นกัน ดังนั้นทั้งรุกและรับต้องเท่าๆกัน สิ่งสำคัญคือการทำให้ผู้เล่นเข้าใจว่า มันไม่ได้แยกส่วนกันระหว่างผู้เล่นเกมรุกกับเกมรับ เพราะขนาดผู้รักษาประตูก็ยังสามารถช่วยในเกมโต้กลับให้ทีมได้ประตูเลย”

Topics