คืนชีพกัลโช่ : อะไรทำให้บอลอิตาลีกลับมาน่าติดตามอีกครั้ง?

หนึ่งในปัญหาโลกแตกที่สุดของฟุตบอลยุคนี้ก็คือ ลีกของประเทศไหนคือลีกที่ดีที่สุด?  บ้างก็ว่า ลา ลีกา สเปน เพราะว่าทีมจากลีกนี้ประสบความสำเร็จมากมายในช่วงหลัง  แต่บางคนก็แย้งกลับมาว่าต้องเป็น พรีเมียร์ลีก ของอังกฤษ ซึ่งเป็นที่นิยมไปทั่วโลก และมีมูลค่าลิขสิทธิ์ที่สูงที่สุด

มีหลายปัจจัยที่จะเป็นตัววัดความเจ๋งของลีกนั้น ทั้งในเรื่องของความนิยม, มีนักเตะสตาร์ระดับโลก, มีความสูสีกันในเรื่องของการลุ้นแชมป์ และมีผลงานที่ยอดเยี่ยมในการแข่งขันระดับฟุตบอลสโมสรยุโรป ซึ่งถ้าเอาทุกปัจจัยมารวมกันแล้ว มีแค่ลีกอิตาลียุครุ่งเรืองที่มีครบทุกอย่าง

ครั้งหนึ่ง กัลโช่ เซเรีย อา เคยได้ชื่อว่าเป็นลีกที่ดีที่สุดในโลกในช่วงยุค 90 ที่พวกเขาแทบจะกวาดความสำเร็จในการแข่งขันระดับฟุตบอลสโมสรยุโรป และเป็นเป้าหมายของบรรดานักเตะระดับโลกว่าครั้งหนึ่งต้องไปพิสูจน์ตัวเองที่ประเทศอิตาลี นั่นทำให้ลีกของที่นั่น รวมไปด้วยนักเตะชั้นนำ กระจายในเกือบทุกทีม

ไม่ใช่แค่ โรนัลโด้ จะอยู่กับ อินเตอร์ มิลาน, จอร์จ เวอาห์ อยู่กับ เอซี มิลาน หรือว่า ซีเนอดีน ซีดาน อยู่กับ ยูเวนตุส แต่แม้กระทั่งทีมเล็ก ๆ ก็สามารถคว้าตัวสตาร์ชั้นนำเข้ามาสู่ทีมได้ อย่างเช่นครั้งหนึ่ง กายารี่ เคยเป็นต้นสังกัดของ เอ็นโซ ฟรานเชสโคลี่ เจ้าชายลูกหนังแห่งอุรุกวัย, จอร์จี้ ฮาจี้ ดาวค้างฟ้าของ โรมาเนีย ก็เคยมาอยู่กับ เบรสชา

"โด้อ้วน" ในวันเปิดตัวกับอินเตอร์ มิลาน

แต่แล้วอะไรล่ะ...ที่มันกลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ลีกที่ครั้งหนึ่งเคยได้ชื่อว่าเป็น “ที่สุดของโลก” ต้องเริ่มตกต่ำลง แล้วอะไรคือขั้นตอนการฟื้นฟูลีกของพวกเขาให้เริ่มกลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งโดยเฉพาะในฤดูกาล 2017/18 นี้ ที่หลายคนเริ่มให้ความสำคัญ และ เริ่มรู้สึกถึงการมีอยู่ของศึกกัลโช่ เซเรีย อา อีกครั้ง

กัลโช่โปลี และ เศรษฐกิจ

แม้ว่าการขึ้นมาของ เรอัล มาดริด กับ โปรเจกต์ กาลาคติกอส ของ ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธานคนใหม่ของสโมสร จะเป็นการยกระดับของทีม “ราชันชุดขาว”​ให้กลับมาเป็นแบรนด์ระดับท็อปของโลก แต่ว่าสำหรับทีมในลีกอิตาลี พวกเขาก็ยังคงมีนักเตะสตาร์ดังมากมายอยู่เต็มลีก รวมถึงยังมีผลงานที่ยอดเยี่ยมในการลงแข่งฟุตบอลสโมสรยุโรป อย่าง เมื่อปี 2003 ในรอบรองชนะเลิศของศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่มีถึง 3 ทีมที่เข้ามาในรอบนี้ได้แก่ อินเตอร์ มิลาน, เอซี มิลาน และ ยูเวนตุส ก่อนที่จะเป็น มิลาน ที่คว้าแชมป์ได้ด้วยการเอาชนะ ยูเวนตุส ในรอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จในการดวลจุดโทษ

เอซี มิลาน ผงาดคว้าแชมป์ ยูซีแอล อย่างยิ่งใหญ่

ในขณะที่ลีกอิตาลีกำลังรุ่งเรือง เมื่อเรากางชื่อนักเตะทีมระดับท็อป เราจะรู้สึกได้ถึงการรวมของกลุ่มนักเตะระดับโลก แต่ว่าจุดเปลี่ยนก็คือ “คดีกัลโช่โปลี” เมื่อปี 2006 ที่เป็นการล็อกสเป็กผู้ตัดสินที่จะลงหน้าที่ในเกมที่ทีมตัวเองลงทำการแข่งขัน โดยมี ลูชาโน่ ม็อจจี้ ผู้บริหารของ ยูเวนตุส มหาอำนาจของลีกในตอนนั้นเป็นโต้โผใหญ่

เขาโดนดักฟังบทสนทนากับ ปิแอร์ลุยจิ ไปเร็ตโต้ ประธานของผู้ตัดสินในการเลือกนักผู้ตัดสินที่มาลงทำหน้าที่ในเกมของ ยูเวนตุส และหลังจากที่มีการสืบสวนก็พบว่ามีหลายทีมที่ทำแบบเดียวกัน โดยนอกจาก ยูเว่ แล้วก็ยังมี เอซี มิลาน, ลาซิโอ , ฟิออเรนติน่า และ เรจจิน่า ที่โดนตัดแต้มไป แต่ว่าในรายของยูเวนตุส นั้นหนักที่สุดก็คือการโดนปรับตกชั้น

ลูชาโน่ ม็อจจี้ ผู้บริหารของ ยูเวนตุส

นอกจากคดีกัลโช่โปลี แล้วในช่วงเวลาเดียวกัน ประเทศอิตาลีก็ประสบปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ นั่นทำให้ธุรกิจหลายอย่างล้มพังไม่เป็นท่า ซึ่งแน่นอนว่ามันส่งผลกระทบต่อวงการฟุตบอลอย่างเลี่ยงไม่ได้

บริษัท ปาร์มาลัต ที่เป็นผู้สนับสนุนหลักของสโมสร ปาร์ม่า ก็เจอกับปัญหาตั้งแต่ก่อนหน้านี้จากการไปลงทุนในต่างประเทศแล้วพังไม่เป็นท่าทำให้ ปาร์ม่า ไม่มีเงินทุนในการซื้อนักเตะเหมือนแต่ก่อน

เช่นเดียวกับ ซิริโอ ที่เป็นแหล่งเงินทุนหลักของสโมสร ลาซิโอ ที่บริหารโดย แซร์โจ้ ครันญอตติ รวมถึงยักษ์ใหญ่อย่าง เอซี มิลาน ที่บริษัท ฟินอินเวสต์ ที่เป็นบริษัทแม่ของพวกเขาเริ่มขาดทุนอย่างหนัก และนั่นก็เป็นที่มาของการลดรายจ่ายภายในสโมสรในเวลาต่อมา

เมื่อสมการปัจจัยสองข้อนี้มรวมกัน คำตอบของโจทย์ก็คือสิ่งที่เรียกว่า “แข้งไหล” เพราะว่า เหล่าสตาร์ดังต่างพร้อมใจกันย้ายออกจาก ลีก อิตาลี ทั้งนักเตะยูเวนตุส ที่ไม่ยอมลงไปเล่นในศึก เซเรีย บี หรือจะเป็นจากสโมสรอื่นที่เริ่มมีปัญหาเรื่องการเงิน

จานลูก้า ซามบร็อตต้า, เอเมอร์สัน, ลิลิย็อง ตูราม, ฟาบิโอ คันนาวาโร่ , อังเดร เชฟเชนโก้ และสตาร์ดังอีกมากมายตัดสินใจย้ายออกจาก ลีก อิตาลี เพื่อไปเล่นที่ สเปน หรือไม่ก็อังกฤษ และเมื่อนักเตะระดับสตาร์ไม่อยากอยู่ที่ อิตาลี ต่อไป นั่นก็หมายความว่า ลีก อิตาลี ก็เริ่มเข้าสู่ยุคมืดแล้ว

การผูกขาด

ฟุตบอลจะน่าเบื่อถ้ามีการผูกขาด เมื่อ ยุเวนตุส เสียนักเตะตัวหลักไป เมื่อ มิลาน เสียนักเตะตัวหลักไป ทีมอื่น ๆ ก็เจอกับปัญหาการเงิน ทีมที่ได้ประโยชน์ที่สุดในชั่วโมงนั้นก็คือ อินเตอร์ มิลาน อีกหนึ่งทีมยักษ์หลับที่รอวันกลับมาแกร่งนั่นเอง

พวกเขาคว้าสตาร์หลักจาก ยุเวนตุส มาไม่ว่าจะเป็นการย้ายมา ซลาตัน อิบราฮิโมวิช หรือจะเป็น ปาทริค วิเอร่า มาเสริมกับขุมกำลังที่ดีอยู่แล้ว

ยูเวนตุส กำลังสร้างทีม, มิลาน ก็ต้องเสียนักเตะตัวหลักไป เพราะว่าหลังจากที่ เสีย เชฟเชนโก้ ให้กับ เชลซี แล้วพวกเขายังต้องมาเสีย กาก้า ให้กับ เรอัล มาดริด ในอีกไม่กี่ปีให้หลัง มันยิ่งทำให้ อินเตอร์ นั้นกลายเป็นทีมที่ผูกขาดแชมป์ประจำลีกไปครอง แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่ยังเป็นสัญญาณที่ดีของลีกอิตาลีก็คือ อินเตอร์ สามารถคว้าแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อปี 2010 มาครองได้ และกลายเป็นทริปเปิลแชมป์ทีมแรกในประวัติศาสตร์ของวงการฟุตบอลอิตาลี

อินเตอร์ มิลาน กับปีแห่งประวัติศาสตร์จากการคว้าทริปเปิลแชมป์

อย่างไรก็ตาม ตอนนั้นมันก็มีแค่ พวกเขาทีมเดียวที่พอจะเป็นที่เชิดหน้าชูตาของลีกได้ เพราะทีมอื่น ๆ ในอิตาลี นั้นต่างมีผลงานที่น่าผิดหวัง และยิ่งแทบจะหมดโอกาสชนะเมื่อต้องเจอกับพวกทีมแกร่งจากประเทศสเปน หรือว่า อังกฤษ

นั่นทำให้ ลีก อิตาลี นั้นมาถึงจุดตกต่ำที่สุดครั้งหนึ่งนั่นคือการเสียค่าสัมประสิทธิ์ ที่ทำให้อันดับของพวกเขาโดนเยอรมันแซงขึ้นไป ซึ่งการเสียค่า สัมประสิทธิ์นี้มันทำให้พวกเขาได้โควตาในการไปลุย ควตา แชมเปี้ยนส์ ลีก จาก 4 เหลิอแค่ 3 ทีมเท่านั้น

สาเหตุหลักนั้นไม่ได้มาจากการแข่งขันในรายการ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก แต่ว่าเป็นในรายการ ยูฟ่า ยูโรปา ลีก ที่ทีมจาก เซเรีย อา นั้นส่งพวกนักเตะตัวสำรองลงสนามในรายการนี้ ซะเป็นส่วนใหญ่ ส่งผลให้พวกเขาต้องเสียค่าสัมประสิทธิ์ในส่วนนี้ไปเยอะพอสมควร

เมื่อไม่มีผลงานในลีกยุโรป และการที่ในลีกมีแต่การผูกขาดโดยอินเตอร์ มิลาน ผลกระทบเพิ่มเติมก็คือความเป็นอริที่จะเป็นเหมือนการเรียกเรตติ้งนั้นมันก็หายไป ไม่ดุเดือดเหมือนยุคก่อน

เกมระหว่าง อินเตอร์ มิลาน – ยูเวนตุส หรือ ดาร์บี้แมตช์ เมืองมิลาน ระหว่าง อินเตอร์ มิลาน กับ เอซี มิลาน กลายเป็นเกมที่ลดดีกรีความน่าสนใจไปจากเดิมไม่เหมือนกับในอดีต และหลายครั้งที่ทีมใหญ่ เหล่านี้เวลาออกไปเยือนทีมเล็ก ถ้าเป็นเมื่อก่อนเราจะเห็นแฟนบอลเข้ามาแน่นสนาม แต่ว่าในช่วงนั้น จำนวนแฟนบอลเรียกได้ว่าบางตาสุด ๆ ซึ่งภาพที่ออกไปมันก็ไม่ได้ส่งผลดีต่อลีก อิตาลี เลยแม้แต่น้อย

การกลับมาของ ยูเวนตุส

หลังจากที่ฟุบไปนาน ยูเวนตุส ก็สามารถกลับมาคว้าแชมป์ได้อีกครั้งเป็นครั้งแรกหลังจากที่โดนปรับตกชั้นไป โดยทีมของ อันโตนิโอ คอนเต้ สามารถทำสถิติคว้าแชมป์ได้แบบไร้พ่ายเมื่อฤดูกาล 2011-12

อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องยอมก็คือ การกลับมาของ ยูเวนตุส นั้นสามารถเรียกความสนใจได้เสมอ พวกเขาคือทีมที่มีคนเชียร์เยอะที่สุดในประเทศอิตาลี เช่นเดียวกับทีมที่มีคนไม่ชอบมากที่สุดในประเทศอิตาลี

ยูเวนตุส นั้นพังไปหลายที จนกระทั่งมาอยู่ในมือคนที่ใช่ นั่นก็คือตระกูล “อันเญลลี่” เมื่อตัวของ อันเดรีย อันเญลลี่ เข้ามาเทคโอเวอร์สโมสร และก็พาทีมกลับมาสู่ยุคทองได้อีกครั้ง

การเดินเกมที่น่าสนใจสำหรับ ยุเวนตุส นอกจากผลงานในสนามแล้ว การทำธุรกิจหาเงินเข้าสโมสรของพวกเขาก็เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งไม่มีสองสำหรับทีมจากประเทศอิตาลี โดยเฉพาะการสร้างสนาม ยูเวนตุส อารีน่า ที่เป็นรังเหย้าของตัวเอง

ก่อนหน้านี้ทีมในอิตาลีจะไม่มีสนามเหย้าเป็นของตัวเอง โดยแต่ละทีมจะเช่าสภาเมือง นั่นทำให้ถ้าหากว่าคนเข้ามาชมน้อยก็จะไม่สามารถได้รายรับแบบเต็มเม็ดเต็มหน่วย ดังนั้นการที่ ยูเวนตุส มีสนามเป็นของตัวเองและประสบความสำเร็จทั้งในสนาม และเรื่องของสถานภาพทางการเงิน มันก็เลยเป็นต้นแบบให้ทีมอื่นทำตาม ซึ่งนั่นถือเป็นเรื่องดีที่ทำให้ลีกของ อิตาลี นั้นฟื้นฟูยิ่งขึ้น

อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องยอมก็คือ การกลับมาของ ยูเวนตุส นั้นสามารถเรียกความสนใจได้เสมอ

พวกเขาคือทีมที่มีคนเชียร์เยอะที่สุดในประเทศอิตาลี เช่นเดียวกับทีมที่มีคนไม่ชอบมากที่สุดในประเทศอิตาลี หลายคนอาจจะมองพวกเขาว่าเป็นตัวร้ายของวงการ แต่คนพวกนั้นก็จะติดตามผลการแข่งขันของ ยูเวนตุส อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเชียร์หรือว่าจะแช่งก็ตาม ซึ่งบรรยากาศเหล่านี้มันจะต่างกับ ยุคที่ อินเตอร์ ครองเมือง

หลักฐานที่บ่งชี้ได้ชัดว่า การขึ้นมาของ ยุเวนตุส นั้นมีผลต่อความนิยมของลีกอิตาลี ก็คือเรตติ้งเกมที่ลงแข่งของ เซเรีย อา นั้นขยับขึ้นทีละนิด โดยเฉพาะเกมที่ ยูเวนตุส ลงแข่ง ยิ่งเป็นเกมในยูเวนตุส อารีน่า ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะว่าคนดูนั้นเต็มความจุเกือบทุกเกม

เท่านั้นยังไม่พอ ในการแข่งขันฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก พวกเขาก็เป็นหนึ่งในทีมที่มีรายรับมากที่สุดโดยทั้ง ๆ ที่ไม่ได้เป็นทีมแชมป์ มันยิ่งทำให้ “ไอ้ม้าลาย”​สามารถคว้าบรรดานักเตะชื่อดังเข้ามาสู่ทีมได้ แม้ว่าพวกเขาอาจจะต้องเสีย ปอล ป็อกบา ให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ด้วยค่าตัวระดับสถิติโลก แต่พวกเขาสามารถทุ่มเงินซื้อนักเตะด้วยค่าตัวลำดับต้น ๆ ของโลก ด้วยการคว้าตัว กอนซาโล่ อิกวาอิน มาจาก นาโปลี ด้วยค่าตัว 90 ล้านยูโร ซึ่งนานมากแล้วที่ ลีก อิตาลี ไม่ได้มีการทุ่มเงินมหาศาลขนาดนี้

การกลับมาของ ยูเวนตุส นั้นเป็นเหมือนการปลุกลีกให้มีความคึกคักอีกครั้ง และพวกเขากำลังนำบรรยากาศเก่า ๆ ของฟุตบอลอิตาลีกลับมาทีละน้อย

ขุนพล "ม้าลาย" กลับมาทวงคืนความสำเร็จอีกครั้ง

นักลงทุนจากต่างแดน

นอกจาก ยูเวนตุส ที่บริหารงานโดยคนอิตาลี แล้วประสบความสำเร็จ แตว่าทีมอื่นนั้นกำลังมีปัญหา จากพิษเศรษฐกิจในช่วงก่อนหน้านั้น นั่นจึงเป็นจุดเริ่มต้นของกลุ่มนักลงทุนจากต่างแดน

เม็ดเงินมากกว่า 200 ล้านยูโร แปรเปลี่ยนมาเป็นนักเตะใหม่ 11 คน ให้กับ เอซี มิลาน ไม่เว้นแม้แต่ เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ ปราการหลังตัวหลักจาก ยูเวนตุส มิลาน ก็สามารถคว้ามาร่วมทีมได้ นั่นทำให้ความน่าสนใจของ เซเรีย อา ซีซั่นนี้มากขึ้น

ในตอนแรกกลุ่มคนเหล่านี้ถูกต่อต้านว่าจะเป็นผู้ทำลายวงการฟุตบอลอิตาลี แต่ความจริงที่ต้องยอมรับก็คือ คนกลุ่มนี้เข้ามาทำให้หลายทีมมีสถานภาพทั้งในและนอกสนามที่ดีขึ้น

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ อาแอส โรม่า ที่เมื่อได้กลุ่มนักลงทุนจากสหรัฐอเมริกา ที่นำโดย โธมัส ดิ เบนเนเด็ตโต้ เข้ามาเทคโอเวอร์สโมสรเมื่อปี 2011 ซึ่งจากนั้น โรม่า ก็ดีขึ้นมาเรื่อย ๆ และเกาะกลุ่มบนของตารางได้อย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับการเงินที่ดีขึ้นกว่าแต่ก่อน จากการได้ไปเล่นในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อย่างสม่ำเสมอ

อินเตอร์ มิลาน หลังจากหมดยุคของ มัสซิโม่ โมรัตติ ก็มีการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน เพราะว่านับตั้งแต่การคว้าทริปเปิลแชมป์เมื่อปี 2010 นโยบายของทีมก็เหมือนว่าจะเปลี่ยนไป กับการที่ไม่ทุ่มเงินซื้อนักเตะแบบเมื่อก่อน

จากนั้นก็มีการเปลี่ยนแปลงภายในทีม ด้วยการมี เอริค ธอเฮียร์ นักธุรกิจชาวอินโดนีเซีย เข้ามารับช่วงต่อ จาก โมรัตติ ก่อนที่หุ้นใหญ่จะเปลี่ยนมาอยู่ในมือของกลุ่ม ซูหนิง จากประเทศจีนในปัจจุบัน

แต่ว่ากลุ่มนักลงทุนจากต่างแดนที่สร้างความฮือฮาที่สุดก็คือ กลุ่มนักลงทุนจากประเทศจีน ที่นำโดย หลี่ หย่ง ฮง นักธุรกิจชาวจีน ที่เข้ามาเทคโอเวอร์สโมสร เอซี มิลาน ที่มีการเปลี่ยนเจ้าของเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ยุคของ ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี่ ที่เป็นเจ้าของทีมมานานถึง 31 ปี และประสบความสำเร็จต่าง ๆ มากมาย ทั้งพาทีมขึ้นสู่จุดสูงสุด และมาอยู่ในจุดที่มีปัญหาอย่างหนักเรื่องการเงิน จนกระทั่งการเทคโอเวอร์ประสบผลสำเร็จเมื่อซีซั่นที่แล้ว

แต่ว่าด้วยความที่การที่ เทคโอเวอร์นั้นเป็นไปอย่างล่าช้า ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่ากลุ่มทีมงานชุดนี้จะเข้ามาสั่นสะเทือนตลาดนักเตะได้สมกับราคาคุยหรือไม่ และตอนนี้คำตอบมันก็ออกมาแล้ว

เม็ดเงินมากกว่า 200 ล้านยูโร แปรเปลี่ยนมาเป็นนักเตะใหม่ 11 คน ให้กับ เอซี มิลาน ไม่เว้นแม้แต่ เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ ปราการหลังตัวหลักจาก ยูเวนตุส มิลาน ก็สามารถคว้ามาร่วมทีมได้ นั่นทำให้ความน่าสนใจของ เซเรีย อา ซีซั่นนี้มากขึ้น เพราะหลายคนเชื่อว่า มิลาน จะสามารถมาเขย่าบัลลังก์ของ ยูเวนตุส ที่คว้าแชมป์ เซเรีย อา มาได้ 6 ปีซ้อน

สิ่งที่รอคุณอยู่ใน เซเรีย อา 2017/18

ปฏิเสธไม่ได้ว่าการทุ่มทุนสร้างของ เอซี มิลาน เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความน่าสนใจของศึก เซเรีย อา นั้นกลับมาอีกครั้ง อย่างน้อยเกมรอบคัดเลือก ยูโรปา ลีก ของพวกเขา ก็มีแฟนบอลเข้ามาเต็มความจุแบบที่เราไม่ได้เห็นกันมานานหลายปี รวมทั้งตั๋วปีของพวกเขาก็ขายหมดด้วย

นอกจาก ยูเวนตุส เหล่าบรรดาผู้ท้าชิงต่างยกระดับขึ้นมาได้อย่างน่าทึ่ง และใกล้เคียงกับ “ไอ้ม้าลาย”​ มากขึ้น ซึ่งต้องไม่ลืมว่า เมื่อซีซั่นที่แล้ว พวกเขาได้แชมป์โดยการมีแต้มนำ โรม่า เพียงแค่ 4 คะแนนเท่านั้น ไม่ได้ทิ้งห่างคว้าแชมป์แบบรวดเร็วเหมือนเมื่อหลายปีที่ผ่านมา

ทีมอื่นก็เช่นกัน ทั้ง นาโปลี รวมถึง อินเตอร์ มิลาน ก็เป็นทีมที่มาตรฐานสูง และมีโอกาสที่จะทำผลงานได้ดีในปีนี้ รวมไปถึง เอซี มิลาน ที่ถูกมองว่าจะเป็นตัวเต็งในการขึ้นมาแย่งแชมป์กับ ยูเวนตุส ได้

จริงอยู่ที่ ยูเวนตุส ก็ยังคงเป็นเต็งหนึ่งกับการคว้าแชมป์ ซึ่งถ้าทำได้ก็จะเป็นสมัยที่  7 ติดต่อกัน แต่ว่าการพัฒนาขึ้นมาของทีมอื่น ๆ มันก็ชวนให้คิดว่า ลีก อิตาลี น่าจะกลับมาเข้มข้นอีกครั้ง เพราะว่าแฟนบอลต่างอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง และสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงปิดซีซั่น มันก็ชวนให้คิดว่า มันมีโอกาสที่จะเกิดขึ้น

สุดท้าย ไม่ว่า ยูเวนตุส จะจบซีซั่นด้วยการเป็นแชมป์ หรือว่า เสียแชมป์ ทุกอย่างล้วนแล้วแต่เป็นกำไรของคนดู และจากการตอบรับในช่วงเกมนัดเปิดสนาม

แม้ว ลีก อิตาลี จะยังคงห่างไกลกับเมื่อสมัยยุคทอง แต่ว่าตอนนี้พวกเขากำลังก้าวอย่างมั่นคงบนเส้นทางที่ถูกต้อง เพื่อที่จะกลับไปอยู่ ณ จุดนั้นอีกครั้ง