คู่ปรับองศาเดือด! อันดับ 3 เซลติก - เรนเจอร์ส: เมื่อเชื้อชาติ,ศาสนาพาไปสู่จุดแตกหัก

นี่คือดาร์บี้แมตช์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดบนเกาะบริติช เพราะมันเกี่ยวเนื่องจาก เชื้อชาติ, ศาสนา, การเมือง และแม้กระทั่ง ความเป็นความตาย…

“ผมโชคดีที่มีโอกาสได้ดูเกมดาร์บี้แมตช์จากทั่วโลก แต่บอกเลยว่า ไม่มีที่ไหนดุเดือดเท่าที่นี่” แซนดี้ จาร์ดีน อดีตเพื่อนร่วมทีมของเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน สมัยยังค้าแข้งกับ กลาสโกว์ เรนเจอร์ส กล่าวกับ FFT “แค่คุณกำลังเดินออกจากอุโมงค์ คุณก็ไม่ได้ยินอะไรอีกแล้ว”

“หรือแม้แต่ตอนกลับเข้าห้องแต่งตัว หูคุณก็ยังอื้ออึงไปหมด” ทอม บอยด์ อดีตกองหลังกลาสโกว์ เซลติค เล่าต่อ “ในสนามมันยากมากที่คุณจะคุยกับเพื่อนร่วมทีม พวกเราไม่ได้ยินที่โค้ชสั่งเลย พวกเราต้องตะโกนตลอดทั้งเกม และหลังจบเกม คุณก็จะพูดแบบไม่มีเสียงไปอีกหลายวัน”

เพราะนี่คือ “ดิ โอลด์ เฟิร์ม” มหาสงครามลูกหนังเขย่าโลก…

ความเป็นอริของทั้งคู่เริ่มต้นขึ้นช่วงราวๆปี 1920 ถึง 1930 เมื่อเรื่อง ศาสนา และ การเมือง เข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้นเรื่อยๆ

ทีมพี่ทีมน้อง

อันที่จริงในช่วงแรกนั้น ทั้งสองทีมต่างเป็นมิตรต่อกันมากกว่า โดยตอนนั้น เรนเจอร์ส เพิ่งก่อตั้งได้ไม่นาน ทำให้ เซลติก ซึ่งเป็นทีมรุ่นพี่ตั้งใจจะผูกสัมพันธ์ด้วยการจัดเกมการกุศลหาเงินเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ยากจนในแถบตะวันออกของเมืองอันเป็นถิ่นฐานที่แฟนๆ เรนเจอร์ส อยู่เยอะ

การพบกันครั้งแรกของทั้งสองทีมจบลงที่ “ม้าลายเขียวขาว” ถล่ม เรนเจอร์ส เละเทะ 5-2 โดยเกมนั้น มีผู้ชมประมาณ 2,000 คนเท่านั้น

แฟ้มภาพนัดชิงชนะเลิศ สก็อตติช คัพ ปี 1909

ความเป็นอริของทั้งคู่เริ่มต้นขึ้นช่วงราวๆปี 1920 ถึง 1930 เมื่อเรื่อง ศาสนา และ การเมือง เข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับการที่กลุ่มแก็งค์ข้างถนนเริ่มใช้ความรุนแรงในเกมฟุตบอล จนทำให้กลุ่มตำรวจในเวลานั้นขู่จะแบนเกมดาร์บี้แมตช์เกมนี้ เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอาชญากรรม

แตกต่างสุดขั้ว

ผมเคยอยู่ในทีมเรนเจอร์สชุดที่เราพลาดแชมป์ลีกในวันสุดท้ายเมื่อปี1979 พวกเราต้องการแค่ผลเสมอเพื่อเป็นแชมป์ แต่เราแพ้ การแพ้ที่ เซลติค พาร์ค

- กอร์ดอน สมิธ

ต้องอธิบายก่อนว่าที่จริงแล้ว แฟนบอลเซลติกส่วนใหญ่ คือ ผู้อพยศที่หนีความยากจนและอดอยากมาจาก ไอร์แลนด์ ซึ่งที่นั่นส่วนใหญ่จะเป็นพวก คาทอลิก แท้ๆ และนั่นทำให้สาวกของ “ม้าลายเขียวขาว” ส่วนใหญ่จะเลือกนับถือคาทอลิก

ขณะที่อีกฝากฝั่งนั้น คือ เรนเจอร์ส ที่เป็นเจ้าของพื้นที่แท้ๆและเลือกนับถือนิกาย โปรแตสแตนท์ เป็นหลัก ดังนั้น นอกจากจะเป็นศึกระหว่างเชื้อชาติแล้ว มันยังเป็นเรื่องของศาสนาอีกด้วย

บรรยากาศเกมที่สองทีมพบกัน

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องของความจงรักภักดีต่อราชวงศ์อังกฤษอีกด้วย โดยฝั่งเรนเจอร์สนั้น สนับสนุนการอยู่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักรของไอร์แลนด์เหนือ แต่ เซลติก นั้นมีพื้นเพมาจากชาวไอริช พวกเขาจึงอยากให้ ไอร์แลนด์เหนือ เข้าไปรวมกับ ไอร์แลนด์ มากกว่า ซึ่งในสนามนั้น แฟนๆเซลติกถึงขนาดเคยร้องเพลงสนับสนุนกลุ่ม IRA หรือ กลุ่มก่อการร้ายของชาวไอริชที่ลงมือปฏิบัติการณ์ก่อเหตุร้ายทั่วเกาะอังกฤษมาแล้วด้วยซ้ำ

ยังมีเรื่องที่น่าใจอีกหลายเรื่อง อย่างก่อนหน้านี้ เรนเจอร์ส จะไม่เซ็นสัญญากับนักเตะที่นับถือนิกายคาทอลิกโดยเด็ดขาด (กระทั่ง แกรม ซูเนสส์ ทำลายประเพณีนี้ โปรดติดตามในย่อหน้าถัดไป) ทว่า จ็อค สตีน ปรมาจารย์ผู้พา “ม้าลายเขียวขาว” ประสบความสำเร็จอย่างสูงสุด ดันเป็น โปรแตสแตนท์

จ็อค สตีน ตำนานตลอดกาลของเซลติค

อย่างที่บอกไปว่า ซูเนสส์ เป็นคนทำลายธรรมเนียมดังกล่าว ตั้งแต่ อดีตดาวเตะลิเวอร์พูล เซ็นสัญญากับ อดีตกองหน้าเซลติก นามว่า โม จอห์นสตัน

การย้ายทีมของเขาจุดกระแสต่อต้านทั้งจากฝั่งเซลติกและเรนเจอร์ส โดยฝ่ายทีมเขียวขาวนั้น ตราหน้า จอห์นสตัน ว่าเป็น “จูดาส” ส่วนฝั่งสีน้ำเงิน ต้อนรับ อดีตนักเตะของทีมคู่แค้นด้วยการเผาผ้าพันคอสโมสรและขู่จะคืนตั๋วปีที่ซื้อไป จนถึงขนาดที่ว่าเจ้าหน้าที่ผู้ดูแลชุดแข่งของ เรนเจอร์ส ไม่ยอมจัดเตรียมเสื้อผ้าชุดแข่งให้ จอห์นสตัน เพียงคนเดียวในทีม ทั้งๆที่ยอมส่งให้ทุกคน

ทุกอย่างดีขึ้น เมื่อ จอห์นสตัน ก้มหน้าก้มตาทำผลงานมาตลอด และตอบแทนทีมด้วยการยิงประตูชัยเหนือทีมเก่าในปี 1989 จนทำให้กระแสต่อต้านเขาเริ่มเบาลง

มหาอำนาจลูกหนังเมืองขี้เมา

100 สุดยอดสังเวียนแข้งจากทุกมุมโลก

สำหรับเรื่องความสำเร็จนั้น แน่นอนว่าทั้งสองทีมต้องแก่งแย่งชิงดีมาตลอดร้อยปีที่ผ่านมา โดยทั้งคู่คือทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในเมืองขี้เมา และหากปีไหน ทีมใดได้แชมป์ละก็ รับรองว่าเรื่องนี้จะถูกนำมาพูดถึงไปอีกตลอดปีข้างหน้า เหมือนอย่างปี 1979 ที่ เรนเจอร์ส แพ้ให้ เซลติก ในวันสุดท้ายของซีซั่น จนชวดแชมป์

“ผมเคยอยู่ในทีมเรนเจอร์สชุดที่เราพลาดแชมป์ลีกในวันสุดท้ายเมื่อปี 1979 ” กอร์ดอน สมิธ รำลึกความหลังกับ FFT “พวกเราต้องการแค่ผลเสมอเพื่อเป็นแชมป์ แต่เราแพ้ การแพ้ที่ เซลติก พาร์ค เป็นอะไรที่แย่อยู่แล้ว แต่วันนั้นมันยิ่งกว่า พวกเรานั่งอยู่ในห้องแต่งตัว แล้วได้ยินเสียงพวกเขาฉลองอย่างสุดเหวี่ยง มันเป็นความรู้สึกที่แย่ที่สุดในชีวิตผมเลย”

วันที่เซลติค ถล่ม เรนเจอร์ส 4-2 เมื่อปี 1979

แม้ว่าตลอดสามปีที่ผ่านมา เราจะไม่ได้ชม “โอลด์ เฟิร์ม” อันลือลั่น (ในลีก) แต่ว่าปีหน้า พวกเขาทั้งคู่จะกลับมา เพราะตอนนี้ เรนเจอร์ส คว้าแชมป์ สก็อตติช แชมเปี้ยนชิพ พร้อมกับปีนป่ายขึ้นมาในลีกสูงสุดได้สำเร็จแล้ว

ซึ่งนั่นจะทำให้ฟุตบอลสก็อตแลนด์มีความสุขมากกว่าที่ผ่านมา หลังจากสามปีมานี้ สิ่งเดียวที่ทุกทีมมีลุ้น คือ การเป็นอันดับ 2 ของ สก็อตติช พรีเมียร์ลีก

และจากวันนี้ เซลติก จะไม่เหงาอีกต่อไป

เพราะ “ดิ โอลด์ เฟิร์ม” มหาสงครามลูกหนังเขย่าโลกภาคใหม่ กำลังจะกลับมา…