คู่ปรับทะลักองศาเดือด! รวม 50 สุดยอดดาร์บี้เขย่าโลก: อันดับ 20-11

ศึกลอนดอนดาร์บี้แมตช์, ดาร์บี้แมตช์เมืองดัตช์ และดาร์บี้แมตช์กรุงมิลานต่างรวมอยู่ในลิสต์นี้ด้วย

20. อาร์เซนอล - ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์

ดาร์บี้แมทช์ของ 2 ทีมดังแห่งกรุงลอนดอนไม่ค่อยมีผลต่อการลุ้นแชมป์ลีกมากนักในช่วงหลัง เนื่องจากสเปอร์สก็วนเวียนอยู่กับพื้นที่ท็อปโฟร์ ส่วนอาร์เซนอลเองมักจบอันดับ 3 หรือ 4 เท่านั้น นอกจากนี้สนามของพวกเขาเองก็ไม่ได้ใกล้ด้วย ด้วยระยะทางที่ห่างกันถึง 4 ไมล์ ทำให้ทีมปืนใหญ่อยู่ใกล้สถานีรถไฟฟ้าใต้ดินอย่างวอเตอร์ลูมากกว่าสถานีไวท์ ฮาร์ท เลนเสียอีก ในขณะเดียวกันเพื่อนร่วมกรุงลอนดอนอีกทีมอย่างเชลซีก็มีช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมในหลายปีก่อนหน้านี้ ทำให้ทั้งอาร์เซนอลและสเปอร์สคงจะไม่สามารถอ้างได้ว่าตัวเองคือทีมที่ดีที่สุดในเมืองหลวงของอังกฤษ

อย่างไรก็ตาม นี่คือศึกดาร์บี้แมตช์ที่โด่งดังที่สุดในกรุงลอนดอน เพราะทั้ง 2 ทีมมีแฟนคลับหลายล้านคนทั่วโลก โดยครั้งแรกที่พวกเขาพบกันต้องย้อนไปถึงปี 1887 ซึ่งตอนนั้นอาร์เซนอลยังเล่นอยู่ในเมืองเคนท์ก่อนที่ แฮร์รี่ นอร์ริส เจ้าของสโมสรในตอนนั้นจะตัดสินใจย้ายสนามไปยังย่านฮอล์โล่เวย์ซึ่งเป็นย่านเดียวกับที่สเปอร์สตั้งอยู่ นั่นทำให้ความเป็นอริของทั้ง 2 ทีมนี้เริ่มต้นขึ้น หลังจากนั้นความไม่ลงรอยของทั้งคู่ดูยิ่งรุนแรงขึ้น ในฤดูกาล 1919/20 นอร์ริสใช้เส้นสายจนช่วย”เดอะ กันเนอร์ส”ที่คว้าอันดับ 5 ในปีก่อนได้สิทธิ์เลื่อนชั้นแบบงงๆ เรื่องนี้สร้างความไม่พอใจให้กับแฟนไก่เดือยทองมาก เพราะทำให้พวกเขาต้องตกชั้นไปเล่นในดิวิชั่น 2 แทน แม้ว่าในเวลาต่อมาจะมีการเพิ่มจำนวนทีมบนลีกสูงสุดก็ตาม แต่สเปอร์สก็ยังต้องตกชั้นอยู่ดี มันจึงทำให้ทั้งสองทีมมองหน้ากันไม่ติดนับตั้งแต่ตอนนั้น

ต่อมาศึกระหว่าง 2 ทีมนี้ก็ทวีความดุเดือดขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั้งแมตช์ในปี 1922 ซึ่งทั้งสองเล่นกันแบบรุนแรงมาก ถึงขนาดสมาคมฟุตบอลอังกฤษต้องขู่ทั้ง 2 ทีมว่า ถ้าหากยังเล่นแบบนี้ พวกเขาจะแบนไม่ให้แฟนบอลเข้าสนาม จากนั้นความเป็นศัตรูของทั้งคู่ดูเบาลงเล็กน้อยในช่วงปี 1928-1950เพราะพวกเขามีโอกาสเล่นอยู่ในดิวิชั่นเดียวกันเพียง 2 ฤดูกาลเท่านั้น แต่หลังจากนั้นทั้งสองทีมต้องเจอกันตลอดโดยมีแค่ฤดูกาลเดียวเท่านั้นที่ไม่ได้อยู่ในดิวิชั่นเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ทำให้ความเป็นศัตรูกันของพวกเขาเริ่มกลับมาดุเดือดอีกครั้ง เพราะเงินเดิมพันของศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีกเริ่มสูงขึ้น และฐานแฟนบอลของทั้งคู่ไม่ได้อยู่เฉพาะกลุ่มเล็กๆแค่ในย่านนั้นอีกแล้ว หลังพวกเขามีแฟนบอลมากขึ้นจากทั่วโลก ดังที่จิม โอนิลล์กล่าวไว้ว่า “ในตอนที่ แพท เจนนิ่งส์ ย้ายออกจากสเปอร์สไปร่วมทีมอาร์เซนอล เมื่อเขากลับมาที่ไวท์ ฮาร์ท เลน พวกเราก็ยืมปรบมือต้อนรับการกลับมาเยือนของเขา แต่ในกรณีของโซล แคมเบล เขาแทบจะต้องใส่เครื่องป้องกันเลยด้วยซ้ำ”

19. โอลิมเปียกอส - พานาธิไนกอส

เมื่อประมาณ 2500 ปีก่อน เมืองใหญ่อย่างเอเธนส์และไพรีอัสถูกเชื่อมเข้าด้วยกันด้วยกำแพงความยาวถึง 8 ไมล์ แต่ในปัจจุบันทีมฟุตบอลของทั้ง 2 เมือง ดูไม่ค่อยอยากจะโคจรมาพบกันเท่าไหร่ นี่คือดาร์บี้แมตช์ของคู่อริตลอดกาล พานาธิไนกอสคือสโมสรที่เก่าแก่ที่สุดของประเทศกรีซและเป็นตัวแทนแทนของสังคมชั้นสูงในเมืองเอเธนส์ ขณะที่โอลิมเปียกอสคือตัวแทนของแฟนบอลที่ส่วนใหญ่เป็นคนงานอยู่ที่ท่าเรือในเมืองไพรีอัส

ทั้งคู่คือสโมสรยักษ์ใหญ่ของประเทศกรีซ และคว้าแชมป์ลีกรวมกันถึง 63 ครั้ง จาก 80 ครั้งที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับตั้งแต่ปี 1994 เป็นต้นมา มีเพียงแค่ 2 ทีมนี้เท่านั้นที่สามารถคว้าแชมป์ได้สำเร็จ โอลิมเปียกอสเหนือกว่าเล็กน้อยหลังซิวแชมป์ 43 ครั้ง ส่วนพานาธิไนกอสทำได้ 20 ครั้ง แต่พวกเขาครองแชมป์ได้ถึง 16 จาก 18 ครั้งหลังสุด การที่ทั้งคู่ผลัดกันคว้าแชมป์ทำให้บางคนอาจคิดว่าเกมนี้คงไม่ใช่ศึกดาร์บี้ที่ดุเดือดนัก แต่ในความเป็นจริงนั้นไม่ใช่เลย เพราะยามที่ทั้งคู่พบกันนั้นมักไม่ค่อยมีแฟนทีมเยือนติดตามไปดู แต่เราจะได้เห็นตำรวจที่ยกกำลังมาคอยควบคุมสถานการณ์และพร้อมที่รับมือกับเหตุการณ์การจลาจลชนิดแน่นสนาม อย่างในปี 2015 มีนักเตะของโอลิมเปียกอสรายหนึ่งโดนยิงพลุแฟลร์ใส่จนต้องถูกหามส่งโรงพยาบาลโดยด่วน หรือในปี 2012 เกมคู่นี้ก็มีอันต้องถูกยกเลิก เนื่องจากแฟนบอลพานาธิไนกอสจุดไฟเผาที่นั่งในสนามของตัวเองรวมถึงสกอร์บอร์ดด้วย ส่วนเหตุการณ์รุนแรงที่สุดเกิดขึ้นในปี 2007 เมื่อมีแฟนบอลรายหนึ่งถูกแทงเสียชีวิตก่อนเกมในวันนั้นจะเริ่มขึ้น

18. ฟลาเมงโก - ฟลูมิเนนเซ่

หากใครที่ชอบดูฟุตบอลแมตช์เป็นชีวิตจิตใจ ครั้งหนึ่งพวกเขาต้องเข้าไปดูแมตช์ของคู่นี้ ให้ได้ เนื่องจากทั้ง 2 ทีมนี้คือสโมสรที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประเทศ ทำให้การพบกันในแต่ละครั้งมักมีแฟนบอลจำนวนมหาศาลแห่เข้ามาชมกันแน่นสนามที่มีความจุ 194,000 ที่นั่ง

สโมสรฟลูมิเนนเซ่ (ที่หมายถึงชาวริโอ) ก่อตั้งเมื่อปี 1908 โดยลูกของกลุ่มคนชนชั้นสูงที่มีโอกาสได้เห็นกีฬาชนิดนี้ตอนไปเรียนที่ยุโรป ขณะที่ฟลาเมงโก้เดิมทีเป็นทีมพายเรือจนกระทั่งในปี 1911 พวกเขาถึงเริ่มต้นก่อตั้งทีมฟุตบอลขึ้น ดาร์บี้แมตช์คู่นี้เกิดขึ้นครั้งแรกในปี 1912 จากนั้นพวกเขาก็มีโอกาสพบกันอีกครั้งในเกมตัดสินแชมป์ในปี 1940 โดยมีช่วงหนึ่งฟลูมิเนนเซ่พยายามรักษาสกอร์นำตัดสินใจเคลียร์ออกไปยังทะเลสาบข้างนามเพื่อที่ถ่วงเวลา ทว่าแข้งฟลาเมงโก้ซึ่งเป็นอดีตทีมพายเรือก็ไม่ยอมง่ายๆรีบพายเรือออกไปเก็บลูกบอลกลับมาเล่นต่อทันที

17. เอฟเค เวเลส - ซรินสกี้

คุณคงไม่รู้จัก 2 ทีมนี้มาก่อนใช่ไหมล่ะ? แต่นี่คือมอสตาร์ดาร์บี้ซึ่งเป็นศึกดาร์บี้ที่น่าตื่นตาตื่นใจและวุ่นวายที่สุดนัดหนึ่งในโลก 2 ทีมนี้ตั้งอยู่เมืองมอสตาร์ของประเทศบอสเนียฯ โดยมีแม่น้ำเนเรตวาแบ่ง 2 ฝั่ง มันส่งผลให้เกิดการแบ่งแยกกันทางวัฒนธรรมและความเชื่อขึ้น ระหว่างชาวโครเอเชียแคธอลิคที่อยู่ฝั่งตะวันตกกับชาวบอสเนียที่เป็นมุสลิมในฝั่งตะวันออก มีสะพานในรูปคอยที่เชื่อมทั้ง 2 ฝั่งเข้าด้วยกัน สำหรับสโมสรซรินสกี้นั้นถูกตั้งชื่อตามชนชั้นสูงชาวโครเอเชียที่พยายามปกป้องประเทศจากพวกจักรวรรดิออตโตมัน ทำให้สโมสรแห่งนี้เป็นเหมือนสัญลักษณ์ความป็นชาตินิยมของชาวโครแอต ส่วนสโมสรเวเลสนั้นเกิดจากการรวมกลุ่มคอมมิวนิสต์หลายๆชนชาติที่ต่อต้านระบบกษัตริย์

ทั้งคู่พบกันครั้งแรกในปี 1922 แต่พวกเขามีประเด็นขัดแย้งทางการเมืองกันทำให้เกมแข่งขันมักถูกยกเลิกอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งขึ้นอยู่กับว่าในเวลานั้นรัฐบาลเข้าข้างฝ่ายใด สโมสรซรินสกี้เคยก้าวขึ้นมาเป็นยักษ์ใหญ่ของลีกหลังจากที่มอสตาร์ได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของรัโครเอเชียในสงครามโลกครั้งที่ 2 ทว่าหลังจากสงครามสิ้นสุดลงได้ราว 10 วัน พรรคการเมืองคอมมิวนิสต์ต้องล้มสลายไปด้วย จึงเป็นเหตุผลให้สโมสรเวเลสกลับมายิ่งใหม่ได้อีกครั้ง ตรงกันข้ามกับซรินสกี้ที่ถูกยุบทีมทิ้ง อย่างไรก็ตาม ในยุค 90 ยูโกสลาเวียกลายมาเป็นมหาอำนาจง ทำให้สโมสรซรินสกี้ถือกำเนิดขึ้นอีกครั้ง ในขณะที่คู่อริอย่างเวลเซงกลายสภาพเป็นทีมธรรมดาทีมหนึ่ง

หลังจากเวลาผ่านไป 62 ปี ทั้งสองทีมมีโอกาสกลับมาฟาดแข้งกันอีกครั้งในปี 2000  ซึ่งเกิดจากการรวมลีกกันระหว่างชาวโครเอเชียและชาวบอสเนีย พวกเขาเป็นเพียง 2 ทีมที่ยังไม่เคยตกชั้นเลยแม้แต่ครั้งเดียว ในขณะนั้นซรินสกี้เปรียบเสมือนตัวแทนของทีมฝั่งโครแอต ส่วนเวเลสนั้นยังดูสับสนเพราะแฟนบอลส่วนใหญ่ยังเป็นพวกซ้ายจัดและเป็นชาวมุสลิม ดังนั้นด้วยความแตกต่างกันของทั้งสองทีม ทั้งการเมืองในประเทศ ความหลากหลายทางความคิดและวัฒนธรรม มันทำให้มอสตาร์ ดาร์บี้ จึงเป็น 1 ในศึกดาร์บี้ที่น่าตื่นตาที่สุดในโลก

16. อาแย็กซ์ - เฟเยนูร์ด

นับตั้งแต่ปี 1921 ดาร์บี้แมตช์คู่นี้กลายเป็น 1 ในวัฒนธรรมของชาวดัตช์ไปเสียแล้ว โดยอาแย็กซ์นั้นเป็นตัวแทนของเมืองอัมสเตอร์ดัม ซึ่งมีความคลาสสิคและเสรีนิยม ส่วนเฟเยนูร์ดนั้นคือตัวแทนจากเมืองร็อตเตอร์ดัมที่ส่วนใหญ่เป็นพนักงานโรงงานที่เข้ามาซ่อมแซมเมืองหลังจากโดนถล่มยับเยินในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 นอกจากนั้นนักการเมืองฝ่ายขวาจัดอย่าง พิม ฟอร์ตูน ยังสร้างพรรคการเมืองที่ต่อต้านผู้อพยพขึ้นมาด้วย ทำให้ฝั่งเมืองของอาแย็กซ์ดูมีสเน่ห์น่าดึงดูดกว่าฝั่งเฟเยนูร์ดที่ให้ความสำคัญกับเรื่องประชานิยมเป็นหลัก (แม้ว่าสนามแข่งของพวกเขาจะสวยกว่าก็ตาม)

ในช่วงต้นยุค 70 ความเป็นอริของทั้งสองทีมทวีความรุนแรงขึ้นเนื่องจากความยิ่งใหญ่ของบนเวทียุโรปของสโมสรตัวแทนจากดัตช์ เฟเยนูร์ดคว้าแชมป์ยุโรปได้ก่อนในปี 1970 ก่อนที่อาแย็กซ์สร้างความยิ่งใหญ่คว้าแชมป์ยุโรป 3 ปีติดต่อกันหลังจากนั้น แต่ โยฮัน ครัฟฟ์ที่นำอาแย็กซ์คว้าแชมป์ 2 สมัย กลับไม่ได้รับสัญญาใหม่จากสโมสร ทำให้เจาตัดสินใจย้ายข้ามฟากไปเล่นกับเฟเยนูร์ดแทน แม้ว่าการพบกันของทั้งคู่ในปีนั้นอาแย็กซ์เป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ถึง 8-2 ท่ามกลางการก่อจลาจลของแฟนๆทั้ง 2 ทีม แต่สุดท้ายเฟเยนูร์ดของครัฟฟ์กลับคว้าดับเบิ้ลแชมป์ไปครองในบั้นปลาย

เกมดาร์บี้แมตช์คู่นี้อาจไม่สนุกเหมือนกับภาพยนตร์ฮอลลีวูดนัก แต่มันกลับทวีความรุนแรงขึ้น หลังจากชายวัย 30 ปีเศษคนหนึ่งถูกฆ่าตายก่อนที่เกมจะเริ่มขึ้นในปี 1997 ทำให้ตอนนี้มีเหล่าแฟนบอลฮูลิแกนพกอาวุธติดตัวกันเต็มไปหมด จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจหากแฟนบอลฝั่งทีมเยือนของเกมคู่นี้ถูกแบนไม่ให้เข้าสนาม