คู่ปรับทะลักองศาเดือด! รวม 50 สุดยอดดาร์บี้เขย่าโลก: อันดับ 7 ลิเวอร์พูล - แมนฯยูไนเต็ด

บิ๊กแมตช์แห่งภาคตะวันตกเฉียงเหนือของอังกฤษนั้นได้อยู่เหนือการปะทะกันของเพื่อนบ้านผู้น่ารำคาญธรรมดาทั่วไป...

บิ๊กแมตช์แห่งภาคตะวันตกเฉียงเหนือของอังกฤษนั้นได้อยู่เหนือการปะทะกันของเพื่อนบ้านผู้น่ารำคาญธรรมดาทั่วไป...
อย่างแรกเลยคือเรารู้กันอยู่เต็มอกว่าสโมสรเหล่านี้ก็มีดาร์บี้ท้องถิ่นเป็นของตัวเองซึ่งคู่ต่อสู้เป็นสีน้ำเงินด้วยกันทั้งคู่ และเราก็รู้เป็นอย่างดีว่ามันเข้มข้นและสำคัญต่อความภาคภูมิใจของแต่ละท้องที่และตารางคะแนนในลีกมากขนาดไหน

แต่ถ้าคุณไปถามแฟนบอลของทั้งสองทีมว่าคู่ต่อสู้รายไหนที่พวกเขาอยากจะเอาชนะมากที่สุด คำตอบที่ได้รับส่วนใหญ่จะเป็นทีมสีแดงตรงอีกฟากของถนนอีสต์ แลงก์ โร้ด พร้อมกับด่าทอต่างๆนานาไม่ว่าจะเป็นบรรพบุรุษ,​ชนชั้น, สภาพความเป็นอยู่, ผู้จัดการทีม,​ ถ้วยรางวัล หรืออะไรก็แล้วแต่ตามที่จะสรรหามาด่า

Fans clash with stewards

ถึงกับต้องมีการห้ามทัพเมื่อทั้งคู่มาพบกันในยูโรป้าลีก

โดยการปะทะกันของยักษ์ใหญ่จากทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองผู้ดีคู่นี้ถือว่าอยู่คู่ประวัติศาสตร์ฟุตบอลอังกฤษมาไม่น้อยกว่า 50 ปี พวกเขาได้แชมป์ลีกสูงสุดรวมกัน 38 สมัย ขณะที่ถ้วยอื่นๆของประเทศรวมกันได้ 78 ซึ่ง 24 แชมป์นั้นเกิดขึ้นระหว่างปี 1973 ถึง 2013 ซึ่งทั้งสองทีมต่างผลัดกันครองความยิ่งใหญ่ทีมละสองทศวรรษชนิดที่ไม่มีทีมจากอังกฤษทีมไหนมาเทียมเทียบ ขณะเดียวกันทั้งสองเมืองต่างก็ชิงดีชิงเด่นมาหลายทศวรรษ จากการปฏิวัติอุตสาหกรรมที่มีรากฐานมาจากชนชั้นแรงงาน พร้อมกับการหลั่งไหลของมาของคนงานชาวไอริช แม้ทั้งสองเมืองจะถูกเชื่อมโยงกันด้วยรถไฟขนส่งผู้โดยสารสายแรกของโลกเมื่อปี 1830 แต่พวกเขาก็ทะเลาะกันเองด้วยเช่นกัน เมื่อคนแมนเชสเตอร์คิดว่าท่าเรือลิเวอร์พูลกำลังจะเข้ามาเป็นศูนย์กลางทางการค้า ทำให้พวกเขาสร้างท่าเรือแมนเชสเตอร์เชื่อมต่อเมืองไปยังทะเลความยาวราว 40 ไมล์ ทำให้พวกเขากลายเป็นเมืองท่าที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 3 ของประเทศ

สลับกันครองความยิ่งใหญ่

ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 ความยิ่งใหญ่ของทั้งสองสโมสรไม่ได้เทียบเคียงกับเมืองเลยแม้แต่น้อย แต่พอทศวรรษที่ 1960 เป็นต้นมาพวกเขาก็เริ่มสร้างสถานะของตัวเองขึ้นมา นำโดยสองสหายชาวสก็อตอย่าง บิลล์ แชงค์ลี่ย์ และ แม็ตต์ บัสบี้ ทั้งคู่เริ่มคว้าแชมป์และแฟนบอลก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงมีความเคารพต่อกันและกัน โดยนักเตะยูไนเต็ดสามารถชมเกมบนอัฒจันทร์เดอะ ค็อป ขณะที่แฟนบอลลิเวอร์พูลก็โหวตให้บัสบี้เป็นกัปตันทีมยอดเยี่ยมตลอดกาลเมื่อปี 1966

แม้ยูไนเต็ดจะเป็นทีมแรกที่คว้าแชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ ปี 1968 แต่ลิเวอร์พูลก็ยกระดับตัวเองแซงหน้า “ปีศาจแดง” ที่ร้างแชมป์ไปกว่า 25 ปี แต่น่าบังเอิญที่ทางฝั่ง “หงส์แดง” มักจะตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ต่อ “เร้ด เดวิลส์” อยู่บ่อยๆ แม้ว่าจะถ้วยแชมป์จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆก็ตาม และศึกแดงเดือดก็ยังคงเป็นเกมที่เฝ้ารอของแฟนบอลในแต่ละฤดูกาลจนถึงทุกวันนี้ แม้ว่าบรรยากาศจะไม่เข้มข้นเท่าตอนมีอัฒจันทร์แบบยืนในช่วงทศวรรษที่ 70 และ 80 ก็ตาม

บรรยากาศยังคงยิ่งใหญ่อยู่เสมอ ในฐานะที่เป็นตัวแทนของสองเมืองที่มีชนชั้นแรงงานขนาดใหญ่ที่ได้รับความทุกข์ทรมานจากการเลิกสนับสนุนอุตสาหกรรมการผลิตและความตกต่ำทางเศรษฐกิจ อีกทั้งแต่ละทีมก็ยังมีฮูลิแกน จนความเป็นคู่ปรับขยายลามมาเป็นความรุนแรงและความตาย แม้จะเป็นส่วนน้อยแต่คนเหล่านี้ก็มักจะสนุกสนานกับการร้องแซวเหตุโศกนาฏกรรมอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นมิวนิค,​ เฮย์เซล รวมถึงฮิลล์สโบโร่
โดยอดีตกองกลางของยูไนเต็ดที่เคยมาเยือนอัฒจันทร์ฝั่งเดอะ ค็อป มาแล้วอย่าง แพท ครีแรนด์ กล่าวว่า “ตอนที่ผมไปแอนฟิลด์ ผมได้พูดคุยกับแฟนบอลลิเวอร์พูลที่ตามเชียร์มาอย่างยาวนาน พวกเขาไม่รู้ว่าความเป็นคู่ปรับเกิดขึ้นได้ยังไง ทำไมถึงมีฮูลิแกนและความรุนแรงเกิดขึ้น ลิเวอร์พูลและแมนเชสเตอร์คือเมืองของชนชั้นแรงงาน และสิ่งนั้นก็ได้สร้างสโมสรฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกขึ้นมา ซึ่งทุกคนควรต้องภาคภูมิใจ แต่พวกเขากลับไม่ใช่อย่างนั้น”

แบรนด์ระดับโลก

เมื่อเทียบกับความขี้เหร่ของผลงานในยุค 1980 แล้ว ทำให้บางคนถึงกับชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงจากดิวิชั่น 1 มาเป็นพรีเมียร์ลีกถือเป็นการสร้างความแตกต่างไปอีกระดับหนึ่ง เมื่อยูไนเต็ดได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว จนต้องขยายสนามโอลด์ แทรฟฟอร์ด และมีมูลค่าลิขสิทธิ์ทีวีเพิ่มมากขึ้น พวกเขาได้รับประโยชน์ไปเต็มๆ พร้อมกับนำเงินที่ได้ไปซื้อนักเตะเพื่อความสำเร็จที่มากกว่าเดิม

Daniel Sturridge takes on Daley Blind

ดาเนียล สเตอร์ริดจ์ และ ดาลี่ย์ บลินด์ ในเกมยูโรป้า

ขณะที่ลิเวอร์พูลอาจมีข้อจำกัดมากกว่าทีมเพื่อนบ้านและเติบโตในเชิงพาณิชย์น้อยกว่า แต่ก็ยังคงเป็นทีมที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก โดยเกมแดงเดือดที่เตะกันในช่วงเที่ยงวันของเวลาท้องถิ่นไม่เพียงแต่จะลดปริมาณแอลกอฮอล์ของแฟนบอลเท่านั้น หากแต่ยังช่วยให้แฟนบอล 75 ล้านคนของยูไนเต็ด และ “เดอะ ค็อป” ซึ่งมีกลุ่มแฟนคลับกว่า 200 กลุ่มใน 50 ประเทศทั่วโลกได้ชมเกมกันอย่างทั่วถึงด้วย

ซึ่งถือว่าน่าประหลาดใจจริงๆที่ตลอด 50 ปีที่ผ่านมา เกมแดงเดือดนั้นเป็นที่ฮิตกันไปทั่วโลกมากกว่าเอล กลาซิโก้เสียอีก

และเกมเหล่านี้บ่อยครั้งก็เป็นเกมที่พลาดไม่ได้ เพราะเป็นเกมตัดสินแชมป์หรือไม่ก็มีเซอร์ไพรส์เกิดขึ้น อย่างชัยชนะของยูไนเต็ดในเกมนัดชิงเอฟเอ คัพ ปี 1977 ก็เป็นตัวขวางไม่ให้ลิเวอร์พูลคว้าเทรเบิลแชมป์ แต่ รอนนี่ วีแลน ของลิเวอร์พูลก็มาล้างแค้นได้ในเกมลีก คัพ ปี 1983 ในปี 1994 ลิเวอร์พูลถล่มแชมป์เก่ายูไนเต็ด 3-0 แต่ 5 ปีหลังจากนั้นยูไนเต็ดก็ยิงแซง 2 ลูกใน 2 นาทีก่อนจะเดินหน้าคว้าเทรเบิลแชมป์ในบั้นปลาย

ซึ่ง แอนดี้ มิตเท่น บรรณาธิการแฟนซีนของยูไนเต็ด ผู้ถูกโฟร์โฟร์ทูบังคับให้ไปนั่งบนอัฒจันทร์ฝั่งเดอะ ค็อป ในปี 2007 กล่าวว่า “บนระยะห่าง 33.3 ไมล์ สองสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอังกฤษยอมรับความเป็นคู่ปรับกันโดยดุษฎีและไม่มีการย้ายทีมข้ามฟากกันมา 50 ปีแล้ว ซึ่งมันก็เป็นที่เข้าใจได้ อย่างไรก็ตามด้วยความเป็นอริของทั้งสองกลับมีความเหมือนกันทั้งไม่ว่าจะเป็นโศกนาฏกรรมสะเทือนขวัญ, ผู้จัดการทีมชาวสก็อตผู้ยิ่งใหญ่ และได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นแรงงาน ซึ่งเป็นความเหมือนที่พวกเขาไม่อยากจะยอมรับ”