Analysis

คู่ปรับทะลักองศาเดือด! รวม 50 สุดยอดดาร์บี้เขย่าโลก: อันดับ 8 เกรมิโอ - อินเตอร์นาซิอองนาล

ในรัฐทางตอนใต้ของริโอ แกรนด์ ดู ซุล ความเป็นกลางนั้นดูจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย...

We are part of The Trust Project What is it?

ลงไปทางรัฐใต้สุดของบราซิล คุณมีแค่สองทางเลือกเท่านั้น ไม่เกรมิโอก็นาซิอองนาล

โดยทั้งสองทีมได้อยู่ในปอร์โต้ อเลเกร เมืองหลวงของรัฐ และต่างแชร์ฐานแฟนบอลในรัฐที่มีประชากรอยู่ 4.5 ล้านคนพอๆกัน นอกจากนี้ยังคว้าแชมป์บอลลีกของรัฐคัมเปโอนาโต้ เกาโช่ ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันอีกด้วย ซึ่งจากที่จัดมาทั้งหมด 95 ครั้ง พวกเขาคว้าแชมป์รวมกันถึง 80 หนด้วยกัน (โดยอินเตอร์นาซิอองนาลมากกว่าเกรมิโออยู่เล็กน้อย 44 ต่อ 36)

ทว่าเกรมิโอนั้นเป็นทีมที่เก่าแก่กว่า โดยก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 1903 จากหนึ่งในกลุ่มคนรวยที่ช่วยให้เกมลูกหนังเป็นที่นิยม อย่างไรก็ตามมันก็ยังเป็นแค่สโมสรที่มีสมาชิกในกลุ่มเล็กๆเฉพาะคนที่มีเชื้อสายเยอรมัน จน 6 ปีให้หลัง 3 พี่น้องผู้มีเชื้อสายอิตาเลียนอย่างเอ็นริเก้, โชเซ่ และ หลุยส์ ป็อปเป้ ก็ได้ก่อตั้งอินเตอร์นาซิอองนาลขึ้นมา ซึ่งดูจากชื่อก็ดูเหมือนว่าต้องการจะประชดประชันคู่ปรับร่วมเมืองอย่างชัดเจน เพราะแปลตรงตัวได้ว่าสโมสรเป็นของคนทุกๆชาติ

แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยให้นาซิอองนาลคว้าชัยในดาร์บี้ “เกรนาล” หนแรกเมื่อเดือนกรกฎาคม 1909 เพราะทีมที่เก่าแก่กว่าเป็นฝ่ายถล่มไปข้างเดียวถึง 10-0 ซึ่งมีบางรายงานระบุว่าผู้รักษาประตูเกรมิโอว่างจัดถึงขนาดเดินออกนอกสนามไปคุยกับแฟนบอลเลยทีเดียว

ทว่านาซิอองนาลก็พัฒนาขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ไม่เพียงแค่สามารถสู้ได้อย่างสูสีหรือครองความยิ่งใหญ่เฉพาะแค่ในรัฐเท่านั้น หากแต่ยังคว้าแชมป์โคปา ลิเบร์ตาดอเรส ได้ 2 สมัยเท่ากับเกรมิโอ คว้าแชมป์ลีกบราซิลอีก 3 ครั้ง ขณะที่เกรมิโอทำได้ 2 นอกจากนี้ยังมีสถิติเฮดทูเฮดที่เหนือกว่าไปเรียบร้อย

Gremio fan

รถบดถนน

ที่ผ่านมานั้นอินเตอร์ถือว่ามีหลายฉายาเลยทีเดียว ซึ่งนอกจากฉายาที่รู้จักกันดีอย่างโคโลราดอสตามสีเสื้อที่เป็นสีแดงแล้ว ในทศวรรษที่ 1940 พวกเขาก็ได้รับฉายาว่าเป็นโรโล่ คอมเปรสซอร์ ซึ่งแปลว่ารถบดถนน และยังรวมถึงเซเลโร่ เด อาเซส (โรงงานผลิตชัยชนะ) และคัมปิเอา เด ตูโด้ (แชมเปี้ยนของทุกอย่าง) ซึ่งฉายาที่ว่ามาดูจะผยองไปหน่อย แต่นั่นก็มาจากความเกรียงไกรของทีมในยุค 40 ที่รวมเอาคนทุกเชื้อชาติในเวลานั้น ตอนที่ฟุตบอลบราซิลยังไม่มีนโยบายที่เป็นรูปเป็นร่าง

โดยก่อนที่จะครบรอบ 50 ปีที่ก่อตั้งสโมสรนั้น ทั้งสองทีมมีอันต้องหาสนามใหม่เนื่องจากมีแฟนบอลเพิ่มคนเป็นจำนวนมาก ซึ่งในปี 1954 เกรมิโอได้ย้ายจากสนามไบซาด้าที่มีความจุ 15,000 คน ไปยังโมนูเมนทัลที่มีความจุ 45,000 คน (โดยพวกเขาอยู่ที่นั่นจนกระทั่งปี 2012 จึงได้ย้ายไปที่อารีน่า เด เกรมิโอ ที่มีความจุ 55,000 ที่นั่ง)

Arena de Gremio

อารีน่า เด เกรมิโอ ถือเป็นหนึ่งในสนามที่สวยที่สุดในอเมริกาใต้

ขณะเดียวกันอินเตอร์ก็มีแฟนบอลที่มากกว่าความจุของสนามเอสตาดิโอ ดอส อูคาลิปตอส ซึ่งรองรับได้แค่ 20,000 คน และการสร้างสนามเบย์ร่า-ริโอขึ้นมาแทนก็ใช้เวลานานกว่าทศวรรษถึงจะสร้างได้ เนื่องมาจากความล่าช้าของรัฐบาลท้องถิ่น แถมผลงานในสนามยังตกต่ำอีก ซึ่งกว่าจะเปิดใช้งานได้ก็ต้องรอจนกระทั่งปี 1969 ก่อนจะถูกปรับให้มีความจุ 50,000 ที่นั่งเพื่อใช้จัดฟุตบอลโลก 2014

ซึ่งสนามพวกนี้ไม่ได้ไร้ชีวิตชีวาเหมือนอย่างที่คุณเคยเห็นในบางเมือง เพราะคุณจะได้เจอป้ายขนาดใหญ่, พลุแฟลร์ และระเบิดควัน รวมถึงสูสีฉูดฉาดในยามที่สีแดงของอินเตอร์ปะทะกับสีฟ้า, ดำ, ขาวของเกรมิโอ ขณะที่หูของคุณก็จะได้ยินเสียงเพลงท้องถิ่นและการร้องเพลงแบบไม่มีวันจบสิ้นของพวกเขา

Beira-Rio

สนามเบย์ร่า-ริโอ ได้จัดฟุตบอลโลก 2014 ไป 5 เกมด้วยกัน

ขณะเดียวกันอินเตอร์ก็มีสมาชิกที่เสียเงินค่าสมัครในระดับหลักแสนคน (ซึ่งถือว่ามากที่สุดในอเมริกาใต้) ส่วนเกรมิโอก็มีแฟนบอลพันธุ์แท้เป็นอันดับต้นๆในบราซิลเช่นกัน โดยสนามแห่งใหม่ของพวกเขานั้นมีการดีไซน์เป็นพิเศษบริเวณอัฒจันทร์ด้านหลังประตู เพื่อรองรับแฟนบอลกลุ่มฮาร์ดคอร์เวลาวิ่งกรูลงไปตรงอัฒจันทร์ด้านล่างเพื่อฉลองกันโดยเฉพาะ ซึ่งเรียกกันว่า “หิมะถล่ม” แต่ก็ต้องระวังหน่อยเพราะเดี๋ยวจะไปชนแผงกั้นเหล็กที่เพิ่งติดตั้งไปเมื่อเร็วๆนี้เข้า

สถานการณ์สร้างวีรบุรุษ

ไม่ว่าจะเป็นดาร์บี้ที่ไหนก็ตามก็มักจะมีฮีโร่เกิดขึ้นเสมอ ซึ่งทางฝั่งเกรมิโอก็มีเด็กหนุ่มวัย 18 ปีที่ชื่อว่าโรนัลดินโญ่ ผู้ทำผลงานได้อย่างน่าทึ่งในนัดชิงชนะเลิศของรัฐเมื่อปี 1999 ที่เจ้าตัวเป็นคนทำประตูชัย (หลังจากแตะลอดขาฝั่งตรงข้ามไปหนึ่งทีก่อนจะทำชิ่งหนึ่ง-สอง) รวมถึงเดาะบอลข้ามหัวคนที่ประกบอยู่ นั่นก็คือ ดุงก้า กัปตันทีมชุดแชมป์โลกปี 1994

โดยก่อนหน้านั้นก็มี อูริโก้ ลาร่า นายด่านเกรมิโอผู้เป็นโรคหัวใจแต่ก็ยังฝีนลงเล่นในเกมดาร์บี้ปี 1935 ซึ่งตอนที่เสียจุดโทษนั้น เขาได้รับการเตือนจากคนยิง ซึ่งบังเอิญเป็นน้องชายของเขาว่าแพทย์ของเขาบอกให้ผ่อนคลายเข้าไว้ แต่เขาก็เพิกเฉยและเซฟจุดโทษได้สำเร็จก่อนจะถูกเปลี่ยนตัวออกและเสียชีวิตในอีก 2 เดือนให้หลัง โดยชื่อของเจ้าตัวได้รับการยกย่องในเพลงประจำสโมสรของเกรมิโอด้วย

ขณะที่ทางฝั่งนาซิอองนาลต้องรำลึกถึงเกม ‘เกรนาลแห่งศตวรรษ’ เมื่อปี 1989 หลังจากที่เสมอกันแบบไร้สกอร์ในเลกแรก ในนัดที่สองของบราซิเลียน แชมเปี้ยนชิพ รอบรองชนะเลิศที่มีโควต้าโคปา ลิเบอร์ตาดอเรส เป็นเดิมพัน ทำให้มันเป็นเกมที่มีความหมายมากต่อหน้าแฟนบอลเฉียด 80,000 คน ซึ่งหลังจากที่ตกเป็นฝ่ายตามหลังในครึ่งแรกและเหลือ 10 คนภายใต้อุณหภูมิ 40 องศา นาซิอองนาลก็พลิกนรกกลับมาชนะ 2-1 และทั้ง 2 ประตูก็มาจากนิลสันที่บาดเจ็บอยู่ด้วย

ด้วยปัจจัยหลายๆอย่างที่ประกอบกันนี้เองที่ทำให้เกิดเป็นตำนานขึ้นมา เหมือนว่าที่ เมาริซิโอ ซาวาเรเซ่ แห่งโฟร์โฟร์ทูบราซิลตั้งข้อสังเกตไว้ว่า “ก่อนเกมดาร์บี้ 1 สัปดาห์ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในรัฐทางตอนใต้ของริโฮ แกรนด์ ดู ซุล จะไม่มีความหมายอะไรเลย และการเป็นกลางก็ไม่สามารถเป็นไปได้ ตอนที่นาซิอองนาลครองความยิ่งใหญ่ของฟุตบอลบราซิลยุค 70 เกรมิโอก็ตกที่นั่งลำบาก ขณะที่ในยุค 80 ก็จะกลับกัน มันก็จะสลับกันไปมาอยู่อย่างนี้ แต่เมื่อพอมาถึงแมตช์แข่งที่ 2 ยักษ์ใหญ่แห่งวงการฟุตบอลบราซิเลียนโคจนมาพบกันแล้ว ทุกอย่างก็จะกลับมาเท่ากันหมด”