คุยกับ โวล์ฟกัง พิคาล ผช.โค้ชอินโดฯ : 'มีนักเตะไทยที่สามารถเล่นในยุโรปได้'

หลังจากห่างหายจากเกมลูกหนังระดับนานาชาติไป 1 ปีครึ่ง อินโดนีเซียก็กลับมาอย่างสมเกียรติด้วยการทะลุเข้าชิงชนะเลิศเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ

"ฟ้าหลังฝน ย่อมสวยงามเสมอ" คำกล่าวนี้ดูจะไม่เกินเลยไปนักสำหรับทัพการูด้า หลังจากที่ถูกเมฆหมอกร้ายเข้าครอบงำเมื่อการเมืองเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องกับฟุตบอล ทำให้ฟีฟ่าสั่งแบนพวกเขาออกจากการแข่งขันระดับนานาชาติทั้งในระดับสโมสรและทีมชาติ รวมถึงการแข่งขันภายในประเทศ

ผ่านไป 1 ปีเศษนับตั้งแต่เกมทีมชาติครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2013 ที่ชนะเมียนมา 2-1 สหพันธ์ลูกหนังนานาชาติก็ได้มอบอิสรภาพให้กับพวกเขาในเดือนพฤษภาคม ทางสมาคมฟุตบอลอินโดนีเซียไม่รอช้า ประกาศแต่งตั้งคนคุ้นเคยอย่าง อัลเฟรด รีเดิ้ล กุนซือชาวออสเตรียที่เคยพาทีมเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2010 เข้ามาทำงานเป็นคำรบ 3 ในเดือนถัดมาเพื่อรับมือกับศึกชิงแชมป์แห่งชาติอาเซียนที่รออยู่อีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

กุนซือวัย 67 จึงได้หนีบเอามือขวาคู่ใจอย่าง โวล์ฟกัง พิคาล เข้ามาช่วยงานด้วยกันอีกครั้ง และคงไม่น่าแปลกใจอะไรถ้าหากโค้ชเจ้าของเอเอฟซี เอ ไลเซนส์ และยูฟ่า บี ไลเซนส์ ผู้นี้จะรู้ตื้นลึกหนาบางของฟุตบอลอิเหนาไปไม่น้อยกว่าเจ้านายของเขา และความเข้าใจบริบทนี้นี่เองที่ทำให้คู่หูชาวออสเตรียนสร้างผลงานหักปากกาเซียนพาทีมเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศได้สำเร็จ ทั้งที่มีเวลาอุ่นเครื่องลองทีมแค่ 2 เดือน ไม่นับทรัพยากรที่มีจำกัดเนื่องจากสามารถเลือกนักเตะจากสโมสรเดียวกันได้อย่างมากสุดแค่ 2 คนเนื่องจากฟุตบอลลีกกำลังเตะกันอยู่อีก

และทางพิคาลก็ได้บอกถึงเคล็ดลับที่ทีมชุดนี้มาไกลเกินคาดท่ามกลางปัญหารุมเร้ากับ FFT TH ว่า "มันมีปัจจัยอยู่ 4 อย่างด้วยกัน คือ 1. ความแน่นแฟ้นและร่วมแรงร่วมใจกันของนักเตะและสต๊าฟฟ์ เรามีระบบที่ชัดเจน"

"2. ทีมสปิริต เรามีหัวจิตหัวใจที่พร้อมจะเป็นผู้ชนะและมีทัศนคติที่ไม่เคยยอมแพ้ 3. นักเตะที่พยายามจะเล่นตามคอนเซ็ปต์และโครงสร้างที่โค้ชวางไว้ให้ 4. โชคอีกเล็กน้อย เรายอมรับมามันมาในช่วงเวลาที่เหมาะสม"

"ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เราเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศเอเอฟเอฟ คัพ 2016 แม้ว่าจะห่างเหินจากเกมระดับชาติไปปีครึ่งก็ตาม"

แต่ทั้งที่พิสูจน์ตัวเองมาแล้วว่าสามารถโค่นหนึ่งในทีมเต็งแชมป์อย่างเวียดนามได้ในรอบรองชนะเลิศ จนสามารถผ่านเข้ามาชิงดำเป็นครั้งที่ 5 ในรายการนี้ พวกเขาก็ไม่ได้ทะนงตนและยอมรับสภาพว่ายังเป็นรองแชมป์ 4 สมัยอย่างทีมชาติไทยอยู่

"ทีมชาติไทยเป็นทีมที่แข็งแกร่งมาก พวกเขาเป็นถึงแชมป์เก่าและเป็นทีมที่ดีที่สุดในทัวร์นาเม้นต์ เราก็ต้องดูกันอีกที (ว่าจะชนะได้ไหม)" สเตฟาโน่ ลิลิปาลี่ กองกลางเทลสตาร์ ทีมในจูปิเลอร์ ลีก ลีกรองของฮอลแลนด์กล่าวเสริม

และจากการที่ได้ยลฝีเท้าของนักเตะชั้นนำของภูมิภาคบางรายในทัวร์นาเม้นต์นี้ ทำให้พิคาลรู้ถึงศักยภาพของหลายๆคนว่าสามารถดำเนินรอยตามลิลิปาลี่ลูกทีมคนเก่งของเขาได้

"เท่าที่ผมเห็นก็มีเบอร์ 10 ธีรศิลป์, เบอร์ 18 ของไทย (ชนาธิป สรงกระสินธ์), ผู้รักษาประตูของไทย (กวินทร์ ธรรมสัจจานันท์), เบอร์ 3 (ธีราทร บุญมาทัน) แล้วก็เบอร์ 2 (พีระพัฒน์ โน๊ตชัยยา) มีนักเตะหลายคนเลยทีเดียวในทีมชาติไทยที่มีความสามารถเฉพาะตัวดี เป็นเพราะว่าที่เมืองไทยมีการพัฒนาเยาวชนที่ดี"

"ส่วนคนอื่นๆก็จะเป็น ฮัสซัน ซันนี่ ของสิงคโปร์, ฟิล ยังฮัสแบนด์ กับ สเตฟาน ชรอค ของฟิลิปปินส์ เบอร์ 9 ของเมียนมา (อ่อง ธู) ถ้าเขาเพิ่มกล้ามเนื้อได้อีกสัก 10 กิโลนะ พวกนี้สามารถเล่นลีกรองของยุโรปได้เลย"

ซึ่งในวันนี้ (14 ธันวาคม) ลูกทีมของเขาก็จะได้เจอกับ 5 รายที่กล่าวมาข้างต้น อย่างไรก็ตามมีอยู่คนเดียวเท่านั้นที่เจ้าตัวกลัวมากที่สุด

"ธีรศิลป์ แดงดา คือคนที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ แต่ก็ไม่ถึงกับขนาดประกบตัวต่อตัวหรอก" โค้ชชาวออสเตรียนกล่าวทิ้งท้าย