คุยกับคุณปูเป้ : บัลลงดอร์เมืองไทยหายไปไหน 1 ปี?

คงไม่มีงานเลี้ยงใดในเกมลูกหนังที่นักฟุตบอลระดับโลกจะแต่งตัวสุดเท่ ได้เท่ากับงาน ประกาศผลรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมฟีฟ่าบัลลงดอร์ (FIFA Ballon d’or) มันคือรางวัล แห่งความภาคภูมิใจต่อเหล่าแข้งมูลค่าหลายพันล้าน…

แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องยากที่จะเห็นแข้งไทยก้าวขึ้นไปยืนในเวทีระดับนั้น แต่ย้อนกลับไปเมื่อปี 2011  หนึ่งในผู้บริหารในเครือบริษัทสยามสปอร์ต ได้ริเริ่มความคิดจัดงานตามความฝันของนายระวิ โหลทอง ที่จะมอบคุณค่าอันทรงเกียรตินักเตะไทย เหมือนกับนิตยสารฟร้องค์ ที่จัดงานบัลลงดอร์ ทั้งที่ในเวลานั้นไม่มีนักเตะคนไหนอยากจะคิดด้วยซ้ำว่าจะได้ขึ้นไปยืนอยู่บนเวทีที่มีสปอตไลท์ส่องฉาย

และสืบเนื่องจากการปีนี้รางวัลฟุตบอลสยามโกลเด้นบอล ได้กลับมาจัดขึ้นอีกครั้ง แม้ไม่ได้ใหญ่โต เป็นเพียงงานเล็กๆในห้องสตูดิโอ แต่วันนี้ FourFourTwo Thailand ได้รับเกียรตินั่งพูดคุยกับ “บิ๊กบอส” ไอค่อนของฟุตบอลสยามโกลเด้นบอล ปูเป้ - สมฤกษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา  ถึงการกลับจัดงานมาอีกครั้ง หลังงานนี้หายไป 1 ปีเต็มแบบแฟนบอล และนักเตะเองก็ฉงนงงงวย...

เพราะอะไร ทำไมต้องกลับมา? อะไร คือ คุณค่าของมันที่คู่ควรต่อการสานต่อไปเรื่อยๆ?…และเขา คุณสมฤกษ์ ได้มาเล่าให้เราฟังแบบทุกซอกทุกมุม ตั้งแต่จุดเริ่มต้น...  

จุดเริ่มต้นบัลลงดอร์เมืองไทย

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2001 ผมได้มีโอกาสไปเกาะติดทำข่าวอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งเป็นปีที่นักบอลไทยไปอยู่ที่นั่นเยอะมาก และเขามีการจัด เอสลีกอวอร์ดเป็นประจำทุกปี...

นักฟุตบอลไทยเราอย่าง สุธี (สุขสมกิจ), สุรชัย (จตุรภัทรพงศ์) ได้รางวัลนักเตะยอดเยี่ยม อีกปีหนึ่ง

วรวรรณ (ชิตะวณิช) ก็ได้โค้ชยอดเยี่ยม ซึ่งเขาจัดงานได้ยิ่งใหญ่มาก ตอนนั้นเรา แอบคิดว่าเหมือนกันว่า เอ๊ะ...นี่เหมือนเขาจัดงานให้กับนักบอลไทยอย่างเดียวเลยนะ (ฮา)  เพราะตอนนั้นนักบอลไทยไปเล่นตั้ง 20 คน แต่ก็ได้รับรางวัลเยอะมาก พวกเขาจัดงานเหมือนบัลลงดอร์เลย พวกเขาจัดการงานได้อย่างหรูหรา

ถัดมาอีกปี ซิโก้ (เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง) ย้ายไปอยู่เวียดนาม นักเตะไทยก็เริ่มทยอยตามไป ซึ่งกระทั่งที่เวียดนามก็มีการจัดงานมอบรางวัลนักเตะทรงคุณค่าให้กับนักฟุตบอลเช่นกัน...ยุคสมัยนั้น หนังสือพิมพ์ “บ่องด๋า” (Bong Da) เป็นแม่งาน แม้งานจะไม่ได้หรูหราเท่าที่สิงคโปร์ แต่คนทั้งวงการก็รอคอย

พอตอนฟุตบอลไทยเริ่มบูมขึ้นมาเมื่อปี 2009 ผ่านไปสัก 2 ฤดูกาล เราก็มาคิดว่า… เออ สิงคโปร์ ก็มีงานมอบรางวัลให้นักเตะ เวียดนามก็มี แล้วทำไมเราไม่มีล่ะ? ตอนนั้นผมฉุกนึกย้อนไปถึงสมัยที่พี่ ย.โย่ง (เอกชัย นพจินดา) ยังทำงานอยู่ ทางหนังสือพิมพ์ฟุตบอลสยาม มีการประกาศนักเตะยอดเยี่ยมประจำปีในนิตยสาร เพียงแต่สมัยนั้นเราไม่ได้มีพิธีการอะไรมากมาย อย่างดีก็ไปมอบที่สนามนิดหน่อย ประจวบเหมาะกับที่ตอนนั้นผมเข้ามารับตำแหน่งบริหารสถานีโทรทัศน์ช่อง Football Siam TV. ภายใต้เครือของสยามสปอร์ตเป็นปีแรก ทางคุณระวิ โหลทอง ก็คิดว่า เออ...เราก็มีโทรทัศน์อยู่ในมือ, หนังสือพิมพ์ และเว็บไซต์ก็มี เราควรต้องจัดงานแบบนี้ขึ้นมา เพื่อยกระดับทางมูลค่า ให้กับวงการฟุตบอลไทย

มันไม่มีอะไรที่จะเหมาะสมและมีเกียรติยศไปมากกว่า “ฟุตบอลสยาม โกลเดนบอล อวอร์ด” อีกแล้ว

ลงมือสร้างฝัน

ผู้ใหญ่ในบริษัท และหลายๆท่านมีมติชอบด้วย จึงได้เริ่มลงมือเป็นมดงานตามฝันของคุณระวิ...

การมอบรางวัลครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อเดือนมกราคม ปี 2011 ซึ่งนักฟุตบอลที่ถูกนำมาพิจารณา คือ นักฟุตบอลที่ทำผลงานได้ดีในฤดูกาล 2010 เราเริ่มต้นกันด้วยใจ โดยหวังว่ามันจะเป็นพิธีการมอบรางวัลเพื่อส่งเสริมมูลค่าให้กับนักฟุตบอลไทย ทีมงานลูกน้องของผมทุกคนหาชุดสูทมาใส่กันเอง แต่งหน้าทำผมกันเอง มีเพียงธีม (Theme) ที่กำหนดไว้ว่าแต่ละคนต้องใส่สูทสีอะไรเท่านั้น ผู้ชายใส่สีอะไร ผู้หญิงใส่สีอะไร

ปีแรกเราจัดกัน 12 รางวัล...มันเยอะนะ แต่ต้องขอเท้าความย้อนกลับไปก่อนว่า เราต้องพยายามทำให้รางวัลมันครอบคลุมกับทุกลีก เพราะถ้ามีเพียงรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมรางวัลเดียว… นักเตะระดับดิวิชั่น 1 หรือลีกรากหญ้าล่ะ? พวกเขาจะไม่มีโอกาสได้ถือถ้วยรางวัลอันทรงเกียรติจากความเพียรพยายามทำงานหนักมาตลอดปีเลยเหรอ? แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องง่ายหรอก เรายอมรับว่าเราไม่ได้มีคณะกรรมการที่เดินทางไปชมเกมดิวิชั่น 2 ทุกคู่ทุกสัปดาห์

ยุติธรรมดั่งฟีฟ่าบัลลงดอร์?

เราไม่ได้ใช่วิธีเดียวกันคัดสรรสักทีเดียว...

ยุคเริ่มต้น...ตัวคณะกรรมการนั้น เรายึดเอาสื่อสิ่งพิมพ์ทุกฉบับที่มีหน้ากีฬา และโทรทัศน์ทุกช่อง ซึ่งสมัยนั้นยังมีเพียงช่องฟรีทีวี 3, 5, 7, 9, 11 และไทยพีบีเอส เราใช้วิธีเชิญนักข่าวฟุตบอลผ่านทาง บก. สำนักข่าวต่างๆ ขอให้บุคคลเหล่านั้นมาเป็นหนึ่งในคณะกรรมการของเรา และเราจะมีอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นคณะกรรมการที่ปรึกษา ซึ่งจะเป็นนักข่าวอาวุโสที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในเมืองไทย เช่น “ยอดทอง” ยอดชาย ขันธะชวนะ คอลัมนิสต์ดัง รวมถึง พี่ดิษฐ์-ประดิษฐ์ นิธิยานันท์ หรือกระทั่งเทพไชย วิโนทัย พ่อของ ธีรเทพ วิโนทัย จากหนังสือพิมพ์เดลินิวส์ โดยทั่วๆไปแล้วบุคคลที่เป็นคณะกรรมการมาจากสื่อที่มีตัวตน และเชื่อถือได้ ทั้งไทยรัฐ, เดลินิวส์, คมชัดลึก, ข่าวสด, ไทยโพสต์ ทุกฉบับมาครบ…

ในยุคก่อนหน้านี้ สื่อกีฬาไม่ได้มีสงครามแบ่งแยกกันชัดเจนนัก ส่วนใหญ่ทุกสำนักช่วยเหลือเกื้อกูลกัน โอเคล่ะ...อาจมีบางสำนักที่เราเชิญไปแล้วเขาไม่สะดวกใจเข้าร่วม ด้วยเหตุผลกลใดก็ตามแต่ แต่เราก็ไม่ติดข้องหมองมัวใจ

บางคนอาจมองและตั้งข้อสงสัยว่า ก็ในเมื่อทั้งหมดเปรียบเสมือนพรรคพวกกัน มันก็ทำให้รางวัลนี้ดูไม่ยุติธรรมรึเปล่า? เพราะต่างฝ่ายต่างก็ยอมกันได้ แต่อย่างที่บอกว่าเราต้องการทำให้รางวัลนี้ คือ รางวัลที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับวงการฟุตบอลไทย เราไม่มีเงินรางวัลมอบให้แก่ผู้ได้รางวัล เรามีเพียงถ้วยรางวัล และการจัดพิธีอันยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เรา จะสามารถทำให้นักฟุตบอลได้ และความขัดแย้งในห้องประชุมก็เกิดขึ้นบ่อยครั้ง…

ส่วนรางวัลนักเตะยอดเยี่ยมดิวิชั่น 2 อย่างที่บอกไปถึงเราจะไม่ได้มีนักข่าวทุกสนามในทุกสัปดาห์ แต่เราใช้วิธีให้โค้ชแต่ละภาคนั้นโหวต วิธีนี้ยุติธรรมที่สุด เพราะโค้ชย่อมต่างรู้ดีว่าใคร คือ ผู้เล่นที่ดีที่สุด สุดท้ายเราก็ได้นักเตะที่ทุกคนยอมรับ เพราะกระบวนการกลั่นกรองมันละเอียดพอสมควรและฐานข้อมูลหนามาก

อนาคตเราจะเชิญทั้งโฟร์โฟร์ทู, โกลประเทศไทย และทีวีดิจิตอลหลายๆแห่งเข้าร่วมแน่นอน

ย้อนกลับมามองที่เรื่องของสื่อที่เข้ามาเป็นคณะกรรมการ...พอหลังจากที่สื่อบนโลกอินเตอร์เน็ตเริ่มเติบโตขึ้นเรื่อยๆ มันมีสงครามระหว่างสื่อกันมากขึ้น สื่อที่อยู่แต่ดั้งเดิม ถูกมองว่าอยู่กันเป็นพรรคเป็นพวก พอทั้งหมดอยู่ในคณะกรรมการ ก็เลยถูกมองอีกว่า ใช้พวกเดียวเป็นคณะกรรมการทั้งหมด แต่ความจริง คือ เราเองก็อยากจะเชิญสื่ออื่นๆ สื่อใหม่ๆ ที่ปรากฏบนโลกอินเตอร์เน็ตเข้ามา แต่เรายังไม่รู้ว่าเราจะใช้อะไรเป็นเกณฑ์ ยกตัวอย่างช่องทีวีดิจิตอล…เราไม่มีทางเชิญทั้งหมด 32 ช่อง มาเป็นคณะกรรมการได้อยู่แล้ว แต่อนาคตเราจะเชิญทั้งโฟร์โฟร์ทู, โกลประเทศไทย และทีวีดิจิตอลหลายๆแห่งเข้าร่วมแน่นอน

ความจริงเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนต่อผลรางวัลมากๆ เพราะพอเราถูกมองว่ามีแต่พวกเดียวกัน เป็นคณะกรรมการ บวกกับสยามกีฬาเป็นแม่งาน ทำให้การมอบรางวัลให้กับนักเตะเมืองทองฯ ยูไนเต็ด ถูกจับจ้อง ซึ่งถ้านักเตะทีมอื่นได้ไม่เป็นปัญหา แต่หากนักเตะเมืองทองฯ ได้… ถ้าไม่ได้ดีเด่จนปฏิเสธไม่ลงเลยจริงๆ ก็ย่อมเป็นข้อครหา

เปลี่ยนโฉมภาพลักษณ์แข้งไทยอินเตอร์

5-6 ปี ที่ผ่านมา รางวัลนี้มันสร้างมูลค่าและภาพลักษณ์ให้นักฟุตบอลได้ขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง  

ปีแรกเรามีปัญหากันมากในเรื่องการแต่งกายของนักฟุตบอลหลายๆคนที่เข้าร่วมงาน...ทั้งที่บางทีเรากำชับแล้วกำชับอีกให้แต่งตัวให้ดูหล่อที่สุดในชีวิต… แต่บางคนใส่รองเท้าแตะมา บางคนใส่กางเกงยีนส์ อย่าง เกริกฤทธิ์ (ทวีกาญจน์) หรือ นูรูล (ศรียานเก็ม) ผมจำได้ไม่แน่ชัด...ใส่รองเท้าแตะกับกางเกงขาสั้น เลยต้องพาไปเปลี่ยนชุดก่อนเข้างาน

ชนาธิป สรงกระสินธ์ ก่อนหน้าขึ้นรับรางวัลทั้งชีวิตไม่เคยรู้จักเสื้อผ้ายี่ห้อ “ท็อปแมน” มาถามผมว่าใส่อะไรแล้วหล่อสุด ก็เลยแนะนำให้ไปซื้อเซนทรัลเวิลด์

ชนาธิป สรงกระสินธ์ ก่อนหน้าขึ้นรับรางวัลทั้งชีวิตไม่เคยรู้จักเสื้อผ้ายี่ห้อ “ท็อปแมน” มาถามผมว่าใส่อะไรแล้วหล่อสุด ก็เลยแนะนำให้ไปซื้อเซนทรัลเวิลด์ เขาก็ได้เสื้อสีชมพูอ่อนกับกางเกงอีกสีหนึ่งมา น่าจะเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาได้ใส่ชุดสูท แต่มันเป็นความตั้งใจของผมที่ต้องการให้ทุกคนดูดี และเราก็เปลี่ยนลูกเล่นสีสันในแต่ละปีให้แตกต่างกันออกไป

มีครั้งหนึ่งที่เราให้นักฟุตบอลหญิงใส่ชุดราตรีเพื่อมาร่วมงานนี้ ก็เขินกันใหญ่เลย สุดท้ายก็ต้องใส่ เพราะเราบอกว่าครั้งหนึ่งในชีวิตมันต้องใส่ให้ได้ หลังจากนั้นผมก็เสนอไอเดียให้เอาแฟนนักฟุตบอลมาด้วย เราเซอร์ไพรส์นักฟุตบอลด้วยการเตี๊ยมกับแฟนหรือภรรยาของพวกเขา มาเป็นผู้มอบรางวัลของนักเตะคนนั้นๆ ภายในงาน อย่าง อุ้ม (ธีราทร บุญมาทัน) นี่ตกใจเลย และทั้งคู่ก็สวมกอดกัน นี่ คือ สิ่งที่เราพยายามจะทำให้งานมันมีสีสัน มีคุณค่า และมีเรื่องราว

ผมจำได้ว่ามีครั้งหนึ่งที่น่าประทับใจมาก บุรีรัมย์ กวาดหลายรางวัล และคุณเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ เหมาเครื่องบินส่วนตัวจากลาว พร้อมมีภาพถ่ายคลิปจากบนเครื่องบิน ครั้งนั้นดูอินเตอร์มากจริงๆ (หัวเราะ)

เราจัดกันมาต่อเนื่อง เพิ่มความยิ่งใหญ่และคุณค่าให้กับงานทุกปี จนกระทั่งปีก่อนงานของเราชะงักไป

1 ปีที่หายไป

ปีที่แล้ววงการฟุตบอลปั่นป่วนมาก…

มันมีคำถามเกิดขึ้นว่าถ้าเชิญทีมโน้นทีมนี้...แล้วเขาจะมาไหม เกมการเมืองฟุตบอลมันอยู่ในช่วงครุกรุ่น ผู้ใหญ่ของสมาคมฟุตบอลฯใครจะมา? จะจัดกันช่วงไหน?  เพราะทุกครั้งเราจะเริ่มเตรียมการตั้งแต่จบฤดูกาล เริ่มคัดสรรผู้เล่นที่จะได้รับรางวัล เตรียมวางแผนช่วงเดือนธันวาคม - มกราคม และเริ่มงานในเดือนมกราคม หรือกุมภาพันธ์ แต่ ปรากฏว่าการเลือกตั้ง เขาฟ้องร้องกันมาตั้งแต่กันยายน-ตุลาคม จนเลือกตั้งกันเสร็จวันที่ 11 กุมภาพันธ์ แต่ยังไม่จบแบบสะเด็ดน้ำดีนัก แล้วฟุตบอลลีกก็เปิด

ทุกอย่างมันกลายเป็นสุญญากาศในตอนนั้น เพราะเราไม่รู้เลยว่าเราต้องเชิญผู้ใหญ่คนไหนมาบ้าง ใครคือผู้บริหารสมาคมฟุตบอลฯ? ผู้เกี่ยวข้อง? และสภากรรมการต่างๆล่ะ? ทุกอย่างไม่ชัดเจน ทางสปอนเซอร์เองก็ไม่รู้จะจัดงานกันยังไง เพราะเหตุการณ์ยังไม่ยุติดี นี่ คือ สาเหตุที่เราไม่ได้จัดงานฟุตบอลสยามโกลเด้นบอล เมื่อปีก่อน (ปี 2016)

บางคนมองว่า เป็นเพราะมีความเปลี่ยนแปลงของขั้วสมาคมฯรึเปล่า? ตรงนี้ผมตอบได้เลยว่า “ไม่ใช่”

สานต่อบัลลงดอร์เมืองไทย

แน่นอนว่า ผมอยากให้รางวัลนี้เกิดขึ้นทุกปี มันควรต้องเป็นรางวัลที่ศักดิ์สิทธิ์

ปีนี้เดิมทีเราตั้งใจว่าจะกลับมาจัดรูปแบบเดิม แต่ปรากฏว่า วันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา มีเหตุการณ์สะเทือนใจคนไทยทั้งประเทศ (พระบาทสมเด็จพระปรมินทรภูมิพลอดุลยเดช สวรรคต)  จนคิดว่าคงต้องหยุดอีกปี แต่พอสถานการณ์คลี่คลายก็มานั่งคิดว่า ยังพอมีเวลาก่อนเปิดฤดูกาลไม่กี่วัน แต่ก็จะเปลี่ยนรูปแบบมาจัดในสตูดิโอ อย่างน้อยก็ทำให้ความต่อเนื่องยังมีอยู่

ช่วง 3 ปีหลัง เราได้เพิ่มรางวัลนักฟุตบอลในความทรงจำ ซึ่งเป็นรางวัลที่ผมภาคภูมิใจมาก ครั้งแรกเชิญบรรดาทีมชาติชุดโอลิมปิก ปี 1956 มากันทั้งทีมเลย บางคนนั่งรถเข็นมา บางคนมาจากต่างประเทศเพื่อมารับถาดใบเดียว แต่เกียรติยศมันยิ่งใหญ่มาก เพื่อให้รู้ว่าทุกคนไม่ลืมพวกเขา ครั้งที่ 2 ชุดเอเชี่ยนเกมส์ ปักกิ่ง ที่ได้ที่ 4 ซึ่งหลายคนไม่คิดเลยว่าจะได้เจอกันอีกครั้ง ส่วนครั้งที่ผ่านมาได้เชิญชุดแชมป์ซีเกมส์ครั้งที่ 13 ที่กรุงเทพฯ โดยหนึ่งในสองครั้งหลังมีชื่อของ สุทิน ไชยกิตติ ที่จากเราไปเมื่อต้นปีก่อนด้วย

5 - 6 ปีที่ผ่านมา ผมคิดว่างานนี้ได้สร้างความตื้นตันและภาคภูมิใจ รวมถึงเป็นการเพิ่มมูลค่าให้นักฟุตบอลมามากมาย…พ่อของ ชนาธิป (นายก้องภพ สรงกระสินธ์) พูดกับผมตลอดว่า ไม่ว่ากี่ปีผมก็จะมางานนี้ เพราะงานนี้ทำให้ลูกผมเป็นที่รู้จักตั้งแต่ยังเป็นเยาวชน (ได้รับครั้งแรกเมื่อปี 2012)  ในวันนั้นไม่มีใครเคยได้เห็นเขาเล่นหรอก นอกจากผู้สื่อข่าวที่ลงไปในพื้นที่จริงๆ แถมเตี้ยกว่าเขาด้วย พอได้รางวัลก็เป็นที่จับตาขึ้นมา ในวันนั้นอาจมีคนเก่งใกล้เคียงกัน แต่เขาก็ถูกมองว่าเป็นนักเตะดาวรุ่งที่มีแววที่สุด แต่ถ้าอยู่เมืองทองฯตั้งแต่เด็ก ก็จะเป็นข้อครหาอีกว่าปั้นกันมา (ยิ้ม) หรือกระทั่งซิโก้ (เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง)​ เองก็น้ำตาคลอทุกครั้งที่ได้รับรางวัล เขาจะไปรับรางวัลโค้ชยอดเยี่ยมที่ไหนได้อีก เพราะระดับเอเชียมันก็เป็นก้าวที่ค่อนข้างไกลเกินไป

ปีหน้าเราคงกลับมาจัดกันรูปแบบเดิม...ผมก็หวังจะต่อยอดความยิ่งใหญ่ของงานต่อไปเรื่อยๆ  

เพราะมัน คือ มูลค่าและความภาคภูมิใจที่ได้กันทั้งวงการ...

Topics