ความบ้าอำนาจของ ไมค์ แอชลีย์: ต้นตอหายนะของสาลิกาดง

“เดอะ แม็กพายส์” กำลังเผชิญหน้ากับการตกชั้นเป็นครั้งที่ 2 ในรอบ 7 ปี โดยปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับทีมนั้นล้วนเกิดจากบอร์ดบริหารทั้งสิ้น ซึ่ง อเล็กซ์ เฮสส์ คอลัมนิสต์ของโฟร์โฟร์ทูมีคำอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้…

มันเป็นเรื่องธรรมดาไปเสียแล้วเมื่อทุกคืนวันเสาร์ เราจะได้เห็นช่างกล้องของรายการ Match of the Day ตัดภาพจากไฮไลท์การแข่งขันไปหา อลัน เชียเรอร์ ที่เห็นได้ชัดว่ากำลังไม่พอใจกับผลงานของทีมรักอย่างนิวคาสเซิล

เขามักจะเม้มปาก หรี่ตาลง และจ้องหน้าของ แกรี่ ลินิเกอร์ พร้อมกับตำหนิอย่างจริงจัง ซึ่งเจ้าตัวก็พูดได้ดีเนื่องจากผลงานของ “สาลิกาดง” เป็นแบบนี้ประจำทุกสัปดาห์

“มันเป็นเรื่องที่น่าอายมากตั้งแต่ต้นจนจบเกม พวกนักเตะในทีมต่างมีความสามารถกันทั้งนั้น แต่บางทีมันอาจยังไม่เพียงพอ พวกเขาจำเป็นต้องมีคาแรคเตอร์และทัศนคติที่ดีด้วย ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าพวกเขามีมากพอหรือไม่ มันรู้สึกสิ้นหวังจริงๆ” เชียเรอร์กล่าวหลังจากโดนเชลซีถล่มขาดลอย 5-1

ด้วยเหตุการณ์อันน่าเศร้าที่นิวคาสเซิลตกชั้นเมื่อหลายปีก่อนกำลังฉายภาพซ้ำชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ในฤดูกาลนี้ ทำให้อารมณ์ของแฟนๆเริ่มคุกรุ่นและสังหรณ์ใจไม่ค่อยดีนัก จนมีการกล่าวโทษไปถึงบรรดาสต๊าฟฟ์โค้ชด้วย “มีใครยังไม่ยอมรับอีกว่า สตีฟ แม็คคลาเรน ก็มีส่วนกับปัญหาของทีมในเวลานี้?” และนี่คือคำถามจากหนังสือแฟนซีนที่ปรากฏขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา

Chelsea vs Newcastle 5-1 - All Goals & Highlights 2016

ผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำอีก

มีน้อยคนนักที่จะไม่เห็นด้วยกับการวิพากษ์วิจารณ์ที่ตรงไปตรงมาของเชียเรอร์ เพราะมันคือรากเหง้าของปัญหาทั้งหมด

“ปัญหาแรกและปัญหาใหญ่ที่สุดของสโมสรก็คือ ไมค์ แอชลีย์ เจ้าของสโมสร ตั้งแต่เขาเทคโอเวอร์เมื่อ 9 ปีก่อน เราตกชั้น 1 ครั้ง รอดตกชั้นอย่างหวุดหวิด 2 ครั้ง และปีนี้เราก็กำลังหนีตายด้วยเช่นกัน  แต่ถึงอย่างนั้นเป้าหมายของสโมสรเราไม่เคยเปลี่ยนแปลงนับตั้งแต่เขาเข้ามาทำทีม ซึ่งก็คือการเอาตัวรอดอยู่ในพรีเมียร์ลีกโดยใช้เงินให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้” มาร์ค เจนเซน บรรณาธิการของเดอะ แม็ก ซึ่งเป็นเว็ปไซต์อิสระของแฟนบอล “สาลิกาดง” ที่ได้รับความนิยมอย่างมากและมีมาอย่างยาวนานกล่าว

หากลองมองย้อนกลับไปในฤดูกาล 2011/2012 ที่นิวคาสเซิลทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม คงเป็นเรื่องที่แปลกชอบกลเมื่อปัจจุบันสนามเซนต์ เจมส์ พาร์ค เปรียบเสมือนโรงละครแห่งความล้มเหลวที่น่าเวทนานัก ซึ่งเรื่องนี้มันเกิดขึ้นกับผู้เล่นและผู้จัดการทีมทุกคนที่เข้าไม่ว่าฤดูกาลใดก็ตาม จนเมื่อถึงจุดๆ หนึ่ง มันจึงน่าจะเป็นข้อสรุปได้ว่าพวกคนเหล่านี้เป็นเพียงผลพวงของโรคที่เกิดขึ้นกับสโมสรเท่านั้น มิใช่สาเหตุของโรคร้ายแต่อย่างใด

แฟนบอลนิวคาสเซิลทำการประท้วงต่อต้านแอชลีย์เมื่อซีซั่นก่อน

โดยลักษณะของบรรดาผู้บริหารของนิวคาสเซิลนั้นส่งผลให้บรรดาผู้เล่นไม่ว่าจะชุดใดของทีมขาดความกระตือรือร้น รวมถึงผู้จัดการทีมคนแล้วคนเล่าที่ต่างก็ลาออกหรือถูกปลดบ่อยครั้ง

การดันทุรังใช้นโยบายการซื้อตัวผู้เล่นราคาย่อมเยาว์ และขายออกด้วยราคาแพงหูฉี่ จึงปรากฎผลออกมาดังที่เห็น คือทีมเต็มไปด้วยบรรดาผู้เล่นดาวรุ่งที่มีความสามารถแต่ยังขาดประสบการณ์การเล่นในลีกระดับท็อป และพร้อมที่จะย้ายทีมออกไปในอนาคตเมื่อทำผลงานได้ดี จึงทำให้ผู้เล่นประเภทนี้ไม่เหมาะที่จะพาทีมดิ้นรนหนีตกชั้นเท่าไหร่นัก อีกทั้งยังทำให้สโมสรขาดซึ่งความทะเยอทะยาน

นอกจากนี้นโยบายการซื้อขายของ “เดอะ แม็กพายส์” นั้นไม่เห็นความสำคัญของนักเตะที่มีความเป็นผู้นำ จนแสดงออกมาให้เห็นจากผลงานยอดเเย่ในสนาม ตั้งแต่ปัญหาเรื่องการไม่สามารถพลิกเกมหลังจากถูกนำซึ่งเป็นเรื้อรังมาอย่างยาวนาน รวมถึงการเสียถึง 31 ประตู และยิงได้เพียง 7 ประตู จากการออกไปเยือนเพียง 13 เกมอีกด้วย

นโยบายการเสริมทัพมีปัญหา

การตัดสินใจและการจัดระบบในทีมที่ผิดพลาดในเกมที่แพ้เชลซี ถือเป็นบทพิสูจน์อีกอย่างว่าการทำทีมโดยเน้นผลกำไรนั้นไม่สามารถสร้างจากการที่มีต้นทุนต่ำได้ เพราะการที่ผู้เล่นดาวรุ่งของทีมขาดประสบการณ์ในการแข่งขัน ส่งผลให้พวกเขาดูแย่กว่าความเป็นจริง และนอกจากจะส่งผลต่อทีมแล้ว ฟอร์มการเล่นแบบนี้ก็จะส่งทำให้ค่าตัวของพวกเขาลดลงด้วย มันเหมือนกับการทำร้ายโมเดลทางธุรกิจของตัว ไมค์ แอชลีย์ เอง เช่นเดียวกับความหน้าเลือดของเขา

โดยแฟนๆ ต่างเจ็บจี๊ดเมื่อเขาพบว่าสิ่งที่เขาจะได้รับจากบรรดาแข้งหน้าใหม่ที่ตบเท้าเข้าสู่ทีมคือฟอร์มการเล่นอันยอดเยี่ยมก่อนจะตามมาด้วยการขายเพื่อเอากำไร ตัวอย่างเช่นกรณีของ เดมบ้า บา และ โยฮัน กาบาย ที่ทำผลงานได้ดีกับสโมสรก่อนที่จะย้ายออกไป

แต่ที่ร้ายแรงจริงๆก็คือมีหลายคนที่ย้ายออกไปโดยที่ไม่ทันได้เป็นที่พูดถึงกันมากนักด้วยซ้ำ ซึ่งนักเตะอย่าง เมห์ดี้ อาเบอิด, โรแม็ง อมัลฟิตาโน, มาปู ย็องก้า เอ็มบีวา, โอลิวิเยร์ เกเมน และ เรมี่ กาเบลล่า ต่างย้ายเข้ามาและย้ายออกไปในช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ซึ่งทุกคนล้วนโลดแล่นในอาภรณ์ลายทางขาว-ดำด้วยระยะเวลาที่สั้นพอๆกับที่ซีรี่ย์เรื่อง CSI ออกอากาศ 1 ภาค และไม่มีใครย้ายมาแล้วขึ้นชื่อว่าเป็นการซื้อตัวที่ผิดพลาด อีกทั้งยังสามารถทำเงินให้กับทีมในวันที่ย้ายออกไปอีกด้วย ทำให้ส่งผลเสียอย่างร้ายแรงต่อสโมสร เมื่อถูกมองว่าสามารถขายนักเตะได้โดยไม่ต้องการเหตุผลและความเข้าใจใดๆ

มันไม่ใช่เรื่องน่าอายเลยสำหรับสโมสรระดับกลางที่จะวางตำแหน่งตัวเองว่าเป็นทางผ่าน ยกตัวอย่างเช่นสโต๊คที่แสดงให้เห็นว่าตัวเองสามารถดึงนักเตะเกรดดีๆเพื่อยกระดับทีมได้ แต่ในเคสของนิวคาสเซิลเป็นอะไรที่ฉาบฉวยยิ่งกว่า เมื่อทำเหมือนว่าถิ่นเซนต์ เจมส์ พาร์ค ของพวกเขาคือทางเดินในสนามบินที่ให้จอมพเนจรในยุโรปแวะมาแป๊บเดียวแล้วก็ออกไปเท่านั้น