ความขัดแย้งจากก้นบึงของหัวใจ : ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้...คู่อริไร้ซึ่งคำบรรยาย

เมื่อคุณนึกถึงมหาอำนาจลูกหนังของทวีปเอเชีย ชื่อที่คุณนึกออกก็คงหนีไม่พ้นสองทีมนี้ จุดเริ่มต้นความเป็นอริของพวกเขานั้นมีมาช้านาน ซึ่งมันมากกว่าแค่เกมฟุตบอล

เจอกันครั้งแรก

3 มีนาคม 1954 : ญี่ปุ่น 1 เกาหลีใต้ 5 . ฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น

ญี่ปุ่น

ความสำเร็จ : แชมป์ เอเชียน คัพ 4 ครั้ง  (1992, 2000, 2004, 2011) : เหรียญทองแดง โอลิมปิก (1968)

ชัยชนะครั้งสำคัญ

25 มกราคม 2011 : ญี่ปุ่น 2 เกาหลีใต้ 2 (ญี่ปุ่นชนะจุดโทษ 3-0 ในรอบรองชนะเลิศ เอเชียน คัพ ที่กรุงโดฮา ประเทศ กาตาร์

มันน่ามหัศจรรย์ที่ ญี่ปุ่น กับ เกาหลีใต้ ที่ได้เชื่อว่าเป็นมหาอำนาจลูกหนังของ เอเชีย ได้มีโอกาสเจอกันเพียงแค่ 3 ครั้งเท่านันใน เอเชียน คัพ แต่ไม่มีครั้งไหนที่มันจะเป็นเกมแห่งความทรงจำเท่ากับที่ กาตาร์ เมื่อปี 2011 อีกแล้ว

เกมจบ 90 นาทีด้วยการเสมอกัน 1-1 ญี่ปุ่น ได้ประตูขึ้นในช่วงต่อเวลาจากจังหวะจุดโทษกังขา และก็เป็น ฮาจิเมะ โฮโซกาอิ ยิงซ้ำลูกเซฟของ จอง ซอง เรียง ผู้รักษาประตูที่ค้าแข้งอยู่ในศึก เจลีก ประเทศญี่ปุ่นเข้าไปให้ทีม "ซามูไรบลูส์" ขึ้นนำ

เกมทำท่าว่าจะเป็นชัยชนะของ ญี่ปุ่น แต่ว่าในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ฮวาง แจ วอน ยิงประตูตีเสมอให้กับ เกาหลีใต้ แบบสุดช็อก ส่งเกมเข้าสู่การดวลจุดโทษ ซึ่งถึงตอนนั้นน่าจะเป็นเกาหลีใต้ ที่มีโอกาสมากกว่าจากกำลังใจที่เพิ่งได้จากประตูสุดดราม่า

แต่ ญี่ปุ่น ก็ได้ เออิจิ คาวาชิมะ ผู้รักษาประตูมือหนึ่งเป็น ฮีโร่ เมื่อเขาเซฟจุดโทษของนักเตะเกาหลีใต้ ที่เท้าบอดยิงไม่เข้าเลยแม้แต่ลูกเดียว ก่อนที่สุดท้าย ยูซูยูกิ คอนโนะ จะเป็นคนซัดประตูปิดกล่องพา ญี่ปุ่น เข้าชิงชนะเลิศ

11 มกราคม 1982 : ญี่ปุ่น 2 เกาหลีใต้ 1 เอเชียนเกมส์ ที่ นิวเดลี ประเทศ อินเดีย

นี่เป็นครั้งที่ 4 เท่านั้นที่ ญี่ปุ่น สามารถเอาชนะ เกาหลีใต้ ได้ โดยตอนนั้นเกาหลีใต้ คือมหาอำนาจลูกหนังของ เอเชีย และไม่มีใครคิดว่าพวกเขาจะแพ้ ญี่ปุ่น

แต่มันก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่หลายคนคิด เพราะว่า ญี่ปุ่นได้ประตูจาก ทาเคชิ โอกาดะ ที่อนาคตผันตัวเองมาเป็นโค้ชทีมชาติ และ ยาฮิโร่ คาซาม่า โค้ชปัจจุบันของ นาโกย่า แกรมปัส ยิงคนละ 1 ประตูในครึ่งหลัง เขี่ยเกาหลีใต้ตกรอบไปได้สำเร็จแบบพลิกความคาดหมาย

3 มิถุนายน 1956 : ญี่ปุ่น 2 เกาหลีใต้ 0 , โอลิมปิกรอบคัดเลือกปี 1956 ที่กรุงโตเกียว ประเทศ ญี่ปุ่น

2 ปีหลังจากที่โดนถล่ม 5-1 ในการแข่งขันรอบคัดเลือกฟุตบอลโลกปี 1954 ญี่ปุ่นก็สามารถเอาชนะ เกาหลีใต้ ได้เป็นครั้งแรกด้วยสกอร์ 2-0 ในเกมคัดโอลิมปิก เมื่อปี 1956

ในตอนนั้นการแข่งขันจะแข่งขันแบบสองนัด โดยนัดที่สอง เป็นเกาหลีใต้ ที่เอาชนะคืนได้ด้วยสกอร์เดียวกันในการแข่งขันที่ โตเกียว (เล่นที่โตเกียวทั้งสองนัด) ซึ่งสมัยนั้นไม่มีการยิงจุดโทษ ทำให้ต้องมีการตัดสินหาผู้ชนะจากการจับสลาก และก็เป็นญี่ปุ่น ที่ดวงดีกว่า ตีตั๋วไปโอลิมปิก ได้สำเร็จ เป็นสมัยที่สอง ส่วนเกาหลีใต้ ก็ทำได้ก้มหน้ารับในโชคชะตา

สตาร์เด่น

ยูจิ นากาซาวะ : ตอนนี้เขายังคงปักหลักเล่นได้อย่างแข็งแกร่งในวัย 39 ปี กับสโมสร โยโกฮาม่า สำหรับเจ้าของฉายา "บอมเบอร์" และมีประวัติอย่างโชกโชนในการเจอกับเกาหลีใต้

เขาเป็นหัวใจสำคัญในแนวรับของ ญี่ปุ่น ดวลกับเกาหลีในเกมที่พบกันเมื่อปี 2003 , 2005 , 2008 และ 2010 ในรายการชิงแชมป์ของเอเชียตะวันออก ยิงประตูได้ในปี 2005 และเป็นกัปตันทีมในปี 20110 โดยเกมที่เจอกับเกาหลีใต้ ยังเป็นเกมที่เขาลงสนามครบ 100 นัดอีกด้วย ซึ่งเขาเป็นนักเตะคนที่ 3 ที่ทำสถิติแตะหลักนี้ได้

คาซูโยชิ มิอุระ : 24 ปีที่แล้วเขายิงประตูแรกในการพบกับเกาหลีใต้ให้ ใครจะเชื่อว่าถึงตอนนนี้ "คิง คาซู" ก็ยังคงเล่นระดับอาชีพอยู่

ไม่มีใครยิงประตูในเกมระหว่าง ญี่ปุ่น กับ เกาหลีใต้ ได้มากกว่า คาซู อีกแล้ว ทั้งในการแข่งขันฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกปี 1994 และ เอเชียนเกมส์ ในปีเดียวกัน คาซู เรียกได้ว่าเป็นรากฐานที่ทำให้วงการฟุตบอลญี่ปุ่นมีวันนี้เลยก็ว่าได้

ความทรงจำของเกมคู่นี้ จาก สก็อต แม็คอินไทร์ ผู้สื่อข่าว โฟร์โฟร์ทู

ประวัติศาสตร์ของทั้งสองชาติ มันมีทั้งทางการเมืองและฟุตบอล ที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งมาอย่างยาวนาน ทั้งการที่ญี่ปุ่น ล่าอาณานิคมเกาหลีใต้ เอามาเล่นให้ทีมชาติพวกเขาเมื่อโอลิมปิก 1936 ที่กรุง เบอร์ลิน ประเทศเยอรมัน

ปูมหลังเหล่านี้นำมาซึ่งความขัดแย้ง ที่มากกว่าการแข่งขันฟุตบอล พวกเขาต่างมีความอยากจะเอาชนะอีกฝ่ายจากก้นบึ้งของจิตใจ ในปี 1954 พวกเขาปฏิเสธที่จะให้ ญี่ปุ่นมาลงแข่งในประเทศของพวกเขา ด้วยเหตุผลเกี่ยวกับเรื่องสงครามในอดีต

การเจอกันสองครั้งหลังสุดของพวกเขาต่างก็เป็นเกมแห่งความทรงจำ อย่างในเกมชิงเหรียญทองแดง ในโอลิมปิก ที่กรุงลอนดอน ซึ่งจบลงด้วยชัยชนะของ เกาหลีใต้ ก่อนที่จะเป็น ปาร์ค จอง วู ชูป้ายที่เขียนว่า "เกาะด็อกโค คือดินแดนของเรา" เพื่อเป็นการสื่อถึงความขัดแย้งของการแย่งเกาะที่ญี่ปุ่นเรียกว่า ทาเคชิมะ ซึ่งผลการกระทำของ ปาร์ค จอง วู ในคราวนั้นก็คือเขาโดนริบเหรียญในเวลาต่อมา

อีกครั้งเกิดขึ้นในเกมเมื่อปี 2013 ซึ่งเป็นเกมที่ผมได้เข้าไปชมที่ กรุงโซล ชัยชนะเป็นของญี่ปุ่นที่สกอร์ 2-1 ในรายการ อีส เอเชียน คัพ ซึ่งเกมนั้นแฟนบอลเจ้าถิ่นได้ทำป้ายมหึมาที่มีข้อความว่า "มันไม่มีอนาคตสำหรับพวกที่ลืมรากเหง้าของตัวเอง"

มากกว่าเกมฟุตบอล มันคือการห้ำหั่นของสองชาติที่ต้องการแผ่ขยายอำนาจของตัวเอง ซึ่งหลายครั้งพวกเขาแสดงออกผ่านทางกีฬาที่เป็นสื่อกลาง แต่ส่วนลึกในใจของผม รู้สึกได้ว่า ชาวเกาหลี รู้สึกมีอารมณ์ร่วมกับเกมนัดนี้มากกว่าฝั่ง ญี่ปุ่น