ความทรงจำเล็กๆอันยิ่งใหญ่ : ‘พิพัฒน์ ต้นกันยา’ เล่าความหลังวันแจ้งเกิด

พิพัฒน์ ต้นกันยา อดีตแข้งทีมชาติไทยระดับตำนาน เพิ่งประกาศยุติชีวิตนักฟุตบอลที่ใช้มานานเกือบ 20 ปี… นับตั้งแต่วันที่เขาเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ ในวัยย่าง 19 พร้อมกับหันหน้า เข้าสู่วิถีโค้ชเต็มตัว  

ย้อนไปเมื่อการแข่งขันชิงถ้วยพระราชทาน คิงส์ คัพ 31 ครั้งที่ ปี พ.ศ. 2543 คือ ช่วงเวลาที่เด็กหนุ่ม แจ้งเกิดในฐานะนักฟุตบอลทีมชาติไทย

“ผมเป็นเด็กจากจังหวัดอุดรธานี...อย่างที่รู้ๆกันนั่นแหละ” พิพัฒน์ เริ่มเท้าความ

“สมัยเด็กๆ ผมเป็นเด็กนักเรียนเรียนดี และมักอยู่ห้องคิง (King) มาตลอด จนกระทั่งขึ้น ม.ปลาย ที่โรงเรียนอุดรพิทยานุกูล ก็เริ่มเหลวไหลบ้าง และจริงจังกับฟุตบอลมากขึ้นแทน ติดสาวด้วย (ฮา)… จริงๆ ผมเคยฝันจะเข้าเรียนที่โรงเรียนเตรียมทหาร หรือเตรียมนายร้อย อะไรพวกนี้นะ เพื่อนผมหลายๆ คนก็ก้าวมาเป็นนายแพทย์และตำรวจ-ทหารกันเยอะเลย”

“ช่วง ม. ปลาย ประมาณ ม. 5 - 6 ผมได้เข้ามาที่กรุงเทพฯ มาเล่นฟุตบอลทัวร์นาเม้นต์ให้กับ ราชประชาฯ และพอหลังเรียนจบ ผมก็ได้เข้ามาอยู่ที่กรุงเทพฯ และก็เล่นให้กับราชประชาฯ ทีมที่ฝันไว้อยู่แล้ว เพราะตอนเล่นพานาโซนิค คัพ ตอนนั้นยิงกระจาย ขณะเดียวกันก็เข้าเรียนที่ ม.ธุรกิจบัณฑิต และก็พาทีมคว้าแชมป์ยูลีก (U-League) ด้วย”    ระหว่างอยู่กับราชประชาฯ นั่นเอง...ปีเตอร์ วิธ อดีตกุนซือทีมชาติไทยชาวอังกฤษ ได้ดึงตัว พิพัฒน์ ต้นกันยา เด็กหนุ่มวัย 20 ปี ให้เข้ามาร่วมซ้อมกับทีมชาติไทยชุดคิงส์ คัพ และนั่นคือจุดเริ่มต้นแห่งความทรงจำอันยิ่งใหญ่ ที่สุดของเขา…

“ตอนนั้นพอซ้อมกับทีมชาติไทยสักพัก… ผมเริ่มรู้สึกท้อใจ คิดว่ายังไงก็ไม่ติด เพราะทีมชาติรุ่นนั้น มีกองหน้าเก่งๆเยอะมาก ผมคิดว่ายังไงก็คงแจ้งเกิดไม่ได้ แต่ น้าชัช (ชัชชัย พหลแพทย์) แกเข้ามาคุย และให้กำลังใจ และก็พาไปคุยกับปีเตอร์ วิธ… ผมพอพูดกับเขารู้เรื่องไง อย่างที่บอกว่าตอนเด็กๆ ผมเด็กเรียนเก่ง ภาษาอังกฤษก็พอได้ (ยิ้มเขิน) ก็เลยพอจะรู้เป้าหมายของเขา เราก็เลยอุ่นใจ และก็สู้ต่อ”

คิงส์ คัพ ครั้งที่ 31 มีทีมชาติบราซิล ชุดใหญ่ นำโดย ริวัลโด และโรแบร์โต คาร์ลอส (ลงเตะแค่นัดเดียว นัดที่เหลือใช้ บราซิล ยู17), ฟินแลนด์, และเอสโตเนีย… ท้ายที่สุด พิพัฒน์ ได้ติดธง แต่สิ่งที่เหนือความคาดหมายว่านั้น คือ เขาได้ลงเล่นเป็นตัวจริงนัดที่พบกับ เอสโตเนีย  

“หัวใจผมมันจะสั่นจนแทบทะลุออกมาจากอก” พิพัฒน์ พูดย้ำแสดงถึงความตื่นเต้น เมื่อครั้งได้ลงเล่นให้ทีมชาติไทย ครั้งแรก เมื่อ 17 ปีก่อน  

“ตื่นเต้น พูดอะไรไม่ออก ทันทีที่รู้ว่าจะได้ลงสนามเป็นตัวจริง ตอนนั้นมีถ่ายทอดสดช่อง 7 ผมโทรศัพท์ไปบอกพ่อ-แม่ของผม ผมลงสนามไปด้วยความรู้สึกเหมือนฝันน่ะ... ตอนนั้นวิ่งมุทะลุไปข้างหน้าอย่างเดียว เพราะมันคิดอะไรไม่ค่อยออก แต่เรามาทำประตูได้จากจังหวะที่พี่โชค (โชคทวี พรหมรัตน์) โหม่งสบัดบอลไปหน้าประตู แล้วเราอยู่ในเขตโทษ ก็ยิงตวัดเข้าไป อารมณ์ตอนนั้นมันแบบ… โห ดีใจสุดๆ”

“ส่วนลูกที่ 2 พี่จุ่น (อนุรักษ์ ศรีเกิด) เปิดบอลข้ามกองหลัง ให้ผมได้วิ่งเข้าไปยิงตามน้ำ เกมนั้นเราชนะ 2 - 1”

“หลังจบเกมแม่เลี้ยงที่ดูแลผมตอนย้ายเข้ามาอยู่กรุงเทพฯ ท่านขับรถเบนซ์สปอร์ตมารับ และพาไปกินข้าวที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ซึ่งวันนั้น “โหน่ง ชะชะช่า” (ชูศักดิ์ เอี่ยมสุข) เข้ามารับงานแสดง ยังแซวเราอยู่เลยว่า เฮ้ย! นี่ พิพัฒน์ ต้นกันยา ที่ยิงประตูให้ทีมชาติไทยนี่หน่า ตอนนั้นเราเริ่มมีความมั่นใจแล้ว”

กราฟชีวิตของ พิพัฒน์ ต้นกันยา พุ่งทะยานขึ้น เขาติดทีมชาติไทยเรื่อยมา และ 2 ปีถัดมาหลังจากราชประชาฯ ตกชั้นเขาย้ายไปเล่นให้กับบินห์ดิน ในวีลีกของเวียดนาม ก่อนย้ายไปด่องทับ และกลับมาอยู่ไทยอีกครั้งกับบีอีซี เทโรศาสน อีกครั้ง เมื่อปี พ.ศ. 2548 จากนั้นย้ายไปการไฟฟ้าฯ, การท่าเรือไทย เอฟซี, เปอร์ซิซัม ปูตร้า ในลีกอินโดนีเซีย และกลายเป็นนักเตะพเนจร ย้ายไปอีก 7 สโมสรในเมืองไทย เบ็ดเสร็จค้าแข้งไป 15 สโมสรตลอดเวลาเกือบ 20 ปีในชีวิตการค้าแข้ง… กระทั่งวันนี้เขาได้ยุติอาชีพนักเตะแล้ว

“บอกตามตรงว่าเดิมที ผมตั้งใจว่า หากปีก่อนพาอุดรฯ เลื่อนชั้นสู่ลีกรอง ผมจะแขวนสตั๊ดทันที” พิพัฒน์ เริ่มเล่าถึง เพราะมันคงเป็นภาพที่สวยงามที่ผมพาทีมบ้านเกิดของผมเลื่อนชั้นได้ แต่พอเราแพ้ในรอบแชมเปี้ยนส์ลีก ผมรู้สึกค้างคาใจ แต่ตอนนี้ผมรู้สึกว่าถึงเวลาที่ผมจะหันไปสู่การทำงานด้านอื่นเต็มตัวแล้ว”

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

“ใจจริงผมฝันอยากทำอะคาเดมี่เป็นของตัวเอง แต่เราก็ต้องเก็บเกี่ยวประสบการณ์ และสอบไลเซนส์ให้ได้ ซึ่งตอนนี้ผมมีโอกาสดีที่ได้มาอยู่กับอุบล ยูเอ็มที รุ่นอายุ 8 ปี (รุ่นเด็กสุดของทีมยุวชนของอุบลฯ) เพราะการทำงานกับระบบของทีมอาชีพย่อมช่วยให้เราได้เรียนรู้ และพัฒนา”

“ถามว่าวันหนึ่งอยากเป็นโค้ชไทยลีกไหม?... ก็อยากนะ แต่โค้ชไทยลีกเขาเปลี่ยนกันบ่อยไปหน่อย” พิพัฒน์ พูดปิดท้ายแบบหัวเราะเบาๆ