ความวุ่นวาย/ยากจน/เสียงอึกทึก : เปิดประสบการณ์แข้งนิวคาสเซิลที่แดนภารตะ

ปีเตอร์ อัลซอป ได้สัมภาษณ์กับ ปีเตอร์ ราเมจ อดีตกองหลังนิวคาสเซิลที่เคยค้าแข้งกับเกรละ บลาสเตอร์ ในอินเดียน ซูเปอร์ ลีก (ไอเอสแอล) ที่กำลังเบ่งบาน...

ทิวทัศน์อันสวยงามของชายฝั่งมาลาบาร์ที่มีต้นปาล์มอยู่เรียงรายดูจะเป็นจุดหมายปลายทางในฝันสำหรับชายที่มาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอังกฤษ แต่ในความเป็นจริงแล้วมันค่อนข้างตรงกับข้ามสำหรับราเมจ อดีตปราการหลังนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด และคริสตัล พาเลซ ที่เคยเป็นกัปตันทีมเกรละ บลาสเตอร์ สโมสรที่มีถิ่นฐานอยู่ในเมืองโกจิ

“ในปูเน โรงแรมอยู่ท่ามกลางสลัม” ราเมจรำลึกถึงตอนเยือนเมืองดังกล่าวช่วงกลางซีซั่น “เด็กๆนั่งอุจจาระตรงข้างทาง แล้วล้างก้นในแอ่งน้ำขนาดเล็ก”

“เราซื้อลูกฟุตบอลถูกๆ 30 ลูก และจานร่อน 20 อันไปมอบให้กับพวกเขา เช้าวันต่อมาเรานั่งอยู่ในห้องและมองพวกเขาเล่นด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า มันทำให้ผมได้รู้เป็นครั้งแรกว่าความยากจนสุดๆมันเป็นยังไง”

หลังจากที่สัญญาของเขากับพาเลซหมดลงตอนจบฤดูกาล 2014-15 ราเมจที่ถูกบาร์นสลีย์ยืมตัวตอน 2 ฤดูกาลสุดท้ายที่เป็นนักเตะในสังกัด “ปราสาทเรือนแก้ว” ก็มาถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของอาชีพค้าแข้งเมื่อเขาได้รับข้อเสนอให้มาเล่นที่เกรละเป็นระยะเวลาสั้นๆ

“ตอนที่ผมมาถึงใหม่ๆ สโมสรอยู่ในช่วงขัดสนเพราะหนึ่งในผู้สนับสนุนเมื่อฤดูกาลก่อนถอนตัว” ราเมจอธิบาย “สิ่งอำนวยความสะดวกในการซ้อม (ที่โรงเรียนท้องถิ่น) ถือว่าแตกต่างจากที่ผมเคยเห็นโดยสิ้นเชิง ในวันแรกนั้นเราไม่มีชุดแข่ง และตรงครึ่งวงกลมบริเวณนอกกรอบ 18 หลาก็ไปอยู่ตรงกรอบ 6 หลา ส่วนประตูก็เป็นสีน้ำตาลเนื่องจากสนิม”

แต่ราเมจผู้ที่แฟนๆและเพื่อนร่วมทีมเรียกกันว่า “แรมโบ้” ก็เข้าใจได้อย่างรวดเร็วว่าแม้จะมีปัญหาในตอนแรก แต่หลายสิ่งก็มีการพัฒนาและความคลั่งไคล้เกมฟุตบอลในแดนภารตะนั้นทำให้เขามีความสุขที่จะทำ และเขาก็รู้ว่ามันเป็นการทำเพื่อตอบแทนสังคม

ราเมจในช่วงที่ค้าแข้งกับบาร์นสลีย์แบบยืมตัว (ภาพจาก: barnsleyfc.co.uk)

“ถึงสิ่งอำนวยความสะดวกจะไม่เหมือนกับที่เราคาดไว้เหมือนตอนอยู่อังกฤษ แต่มันก็เป็นเรื่องเยี่ยมที่ได้เห็นเด็กๆออกมาชมเกมและมีปฏิสัมพันธ์กับเรา เราชอบที่จะเล่นฟุตบอลและซึมซับความกระตือรือร้นจากพวกเขา เราต้องการโปรโมตเกมลูกหนังและช่วยให้คนรุ่นใหม่มีส่วนร่วม นี่คือเหตุผลที่สโมสรกำลังหาทางพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกในการซ้อม เพื่อที่เราจะได้ปั้นเยาวชนในระดับรากหญ้าขึ้นมา”

โดยไอเอสแอลที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อไม่กี่ปีก่อนได้สร้างปรากฏการณ์รวบรวมบรรดานักเตะดาวดังที่อยู่ในช่วงปลายอาชีพรวมถึงพ่อค้าแข้งพเนจรและนักเตะท้องถิ่นที่ยืมมาจากไอลีกซึ่งเป็นลีกสูงสุดอย่างเป็นทางการของประเทศ ด้วยจุดมุ่งหมายที่จะสร้างความแข็งแกร่งเชิงลูกหนังให้กับชาติที่มีประชากรเกือบ 1.3 พันล้านคนซึ่งหลงไหลในกีฬาคริกเก็ตจนถึงขนาดกล้าๆแพ้ให้กับสมันน้อยอย่างกวมในศึกฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกเมื่อเดือนมิถุนายน

และ 8 ทีมในซูเปอร์ลีกที่มีตั้งแต่เกรละที่อยู่ตอนใต้ยันเดลีทางตอนเหนือ ไปจนถึงมุมไบที่อยู่ทางตะวันตกจรดกูวาฮาติที่อยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะทำการโม่แข้งกันอย่างเข้มข้นทั้งเหย้าและเยือนตลอด 2 เดือนครึ่ง ซึ่งทีมที่จบ 4 อันดับแรกจะได้ลงเตะในรอบเพลย์ออฟ โดยมีทีมจากโกลกาต้า, เชนไน, โกอา รวมถึงปูเนร่วมสังคายนาด้วยเนื่องจากไอเอสแอลพยายามจะทำให้ครอบคลุมทุกภาคของประเทศ และจะมีคิวเตะต่อเนื่องกันทุกวันๆละ 1 คู่

ซึ่งทางฝ่ายผู้จัดการแข่งขันต้องการทำให้มันบูมด้วยการดึง อเลสซานโดร เดล ปิเอโร, โรแบร์ ปิแรส และ เฟร็ดดี้ ลุงเบิร์ก มาฟาดแข้ง โดยแอตเลติโก เด โกลกาต้า เป็นแชมป์ลีกขณะที่เกรละเป็นที่ 2 และในฤดูกาลนี้ก็มีลูซิโอ, ฟลอร็องต์ มาลูด้า และ ซิเมา ซาโบรซา มาร่วมแจมด้วย

ย้อนกลับไปยังราเมจที่หลังจากถูกคริสตัล พาเลซ ปล่อยตัวออกมา เขาก็ได้รับโทรศัพท์เทียบเชิญจาก ปีเตอร์ เทย์เลอร์ ผู้จัดการทีมในตอนนั้นให้ไปร่วมงานด้วย ซึ่งจากการที่ต้องคำนึงถึงภรรยาและลูกสาว 2 คนทำให้เขาตอบปฏิเสธไปในตอนแรก แต่เมื่อไม่มีข้อเสนอจากทีมในบ้านเกิดประกอบกับความตั้งใจที่จะพัฒนาตัวเองขึ้นไปเป็นโค้ชในช่วงที่แก่ตัวลงไป เขาจึงไตร่ตรองดูว่าโอกาสที่จะสร้างคอนเนคชั่นพร้อมกับได้สัมผัสวัฒนธรรมใหม่ๆเป็นสิ่งที่ยากจะปฏิเสธ

“มันมีโรงเรียนสอนฟุตบอลของอาร์เซนอลอยู่ที่โกจิ ส่วนลิเวอร์พูลเองก็มีที่หนึ่งในโกอา และยังมีการพูดคุยกับนิวคาสเซิลกับ (โบรุสเซีย) ดอร์ทมุนด์ว่ากำลังจะมีการนำเข้ามาด้วย ดังนั้นมันจึงมีความเป็นไปได้ที่จะทำงานที่นี่หลังจากแขวนสตั๊ดไปแล้วในฐานะโค้ชหรือทูตฟุตบอล ยิ่งผมหาข้อมูลเท่าไรผมก็ยิ่งคิดว่าตัวเองคงเสียใจมากที่ไม่ลองดูสักตั้ง”

นอกจากนี้อดีตนักเตะชื่อดังอย่างซิโก้, โรแบร์โต้ คาร์ลอส และ นิโกลาส์ อเนลก้า ก็ได้มาลิ้มรสชาติการคุมทีมในชมพูทวีปด้วยเช่นกัน

โรแบร์โต้ คาร์ลอส ตำนานทีมชาติบราซิลก็มาหากินในอินเดียด้วยเช่นกัน

มันดูเหมือนจะเป็นภาพฉายซ้ำที่ชัดเจนของซอคเก้อร์ลีกอเมริกาเหนือ (เอ็นเอเอสแอล) ที่ดึงดาวค้างฟ้าอย่างเปเล่, จอร์จ เบสต์ และ ฟรานซ์ เบคเคนบาวเออร์ มาร่วมค้าแข้งแต่สุดท้ายก็หนีกันไปหมด

และเกรละของราเมจที่มีผู้ถือหุ้นใหญ่เป็น ซาชิน เทนดุลการ์ อดีตตำนานนักคริกเก็ตผู้ยิ่งใหญ่ของอินเดียก็เจอกับปัญหาที่คล้ายคลึงกัน

เมื่อ คาร์ลอส มาเชนา นักเตะชื่อดังที่เคยคว้าแชมป์ฟุตบอลโลกกับสเปนออกจากทีมไปดื้อๆ เนื่องจากมีปัญหาอาการบาดเจ็บและไม่ลงรอยกับเทย์เลอร์ที่อำลาทีมหลังจากพาบลาสเตอร์เก็บชัยชนะเพียงแค่นัดเดียวจาก 6 เกมแรกจนร่วงอยู่ท้ายตาราง

“ไม่ได้มีแค่เราทีมเดียวหรอกที่มีปัญหา เพราะ เดวิด แพล็ตต์ (ผู้จัดการทีมปูเน ซิตี้) ยังต้องออกไปซื้อเสื้อซ้อม, กางเกงขาสั้น และถุงเท้า 40 ชุดด้วยตัวเองเลย แต่ตอนนี้หลายๆอย่างดูเหมือนกำลังดีขึ้นแล้ว”

โดยลูกชายของอดีตผู้ตัดสินรักบี้ยูเนียนรายนี้เซ็นสัญญากับนิวคาสเซิล ยูไนเต็ด ทีมที่เขาเชียร์ตั้งแต่อายุ 11 ขวบ และหลังจากลงเล่นให้กับ “สาลิกาดง” ร่วมกับสตาร์อย่าง อลัน เชียเรอร์ และ พาทริก ไคลเวิร์ต ไป 50 กว่านัด ราเมจที่ตอนนั้นอายุ 24 ก็ต้องฝืนใจอำลาทีมเพื่อต้องการลงเล่นอย่างสม่ำเสมอ

“ผมถึงกับร้องไห้ตอนที่ออกจากนิวคาสเซิล ในนัดสุดท้ายของผม เควิน คีแกน (ผู้จัดการทีมในตอนนั้น) ส่งผมลงสนามช่วงทดเจ็บในเกมกับเอฟเวอร์ตันเพื่อหวังจะให้ผมอยู่กับสโมสรต่อไปอีก ผมสกัดบอลด้วยหน้าแข้งและมันเกือบจะเข้าประตู ผมถึงกับปล่อยโฮในห้องแต่งตัวหลังจากที่รู้ว่าตัวเองจะไม่ได้สวมชุดลายทางขาว-ดำอีกต่อไปแล้ว”

และกรุงลอนดอนคือจุดหมายถัดไปของราเมจ ซึ่งตอนแรกคือคิวพีอาร์และจากนั้นก็เป็นคริสตัล พาเลซ แล้วก็ถูกเบอร์มิงแฮมกับบาร์นสลีย์ยืมตัวไปหลังจากที่ 2 สโมสรดังกล่าวเลื่อนชั้นขึ้นมายังพรีเมียร์ลีก ดูเหมือนว่าอนาคตของเขาจะจมอยู่กับลีกระดับล่างนับตั้งแต่นั้น