Kings of ASEAN: เปิดฉากความยิ่งใหญ่ฟุตบอลทีมชาติไทย

ทีมชาติไทยปิดฉากฟุตบอลซีเกมส์อย่างยิ่งใหญ่ ครองความเป็นเจ้าฟุตบอลอาเซียน และนี่เป็นเพียงก้าวแรกของทัพช้างศึกทีมชาติไทย

ดาวเด่น: ชนาธิป สรงกระสินธ์

นักเตะชั้นยอดจะสามารถแสดงความยอดเยี่ยมได้ในทุกสถานการณ์ และเมื่อความจำเป็นเรียกร้อง ชนาธิป สรงกระสินธ์ ก็สนองตอบอย่างเหนือชั้นด้วยการโชว์ฝีเท้าที่เคยทำให้วงการฟุตบอลอาเซียนต้องทึ่งต่อหน้าแฟนฟุตบอลกว่าสามหมื่นคนในสนามกีฬาสิงคโปร์สปอร์ตฮับ

เจ้าของฉายา "เมสซี่ เจ" โชว์ทักษะการจ่ายบอลขั้นเทพตลอดทั้งเกม และเป็นหัวใจเกมบุกของทีมชาติไทยที่ช่วยรักษาจังหวะการเล่นที่กระชับและเฉียบคมหน้าประตูเมียนมาร์

หนึ่งในจังหวะคิลเลอร์พาสสุดสวยของ "เมสซี่ เจ" นำไปสู่ประตูที่ 2 ย้ำชัย มิดฟิลด์จอมทัพยกบอลผ่านแนวรับเมียนมาร์ ส่งบอลใส่พานให้ชนานันท์ ป้อมบุปผาปิดจ็อบด้วยการส่งลูกบอลเข้าไปตุงตาข่าย เป็นการประสานงานไหลลื่นงดงามของสองชนา

ฟอร์มการเล่นเหนือชั้นของดาวรุ่งวัย 21 ปี โดดเด่นยิ่งกว่าผลงานการเซฟของนายประตูดาวรุ่งเมียนมาร์ คยอ ซิน เพียว ที่ทุ่มเทเซฟช่วยรักษาสกอร์ให้กับทีมชาติเมียนมาร์ตลอดครึ่งแรก แต่ 3 ประตูที่ซิน เพียว ต้องเสียให้กับทีมชาติไทย เป็นประตูที่เกิดจากความสุดยอดจากการประสานงานและความสามรถของนักเตะทีมชาติไทยชนิดที่ไม่อาจโทษว่านายประตูเมียนมาร์ได้เลย

จังหวะพลิกเกม

หากจะให้เลือกจังหวะที่เป็นจุดเปลี่ยนพลิกเกมของนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลซีเกมส์ หนึ่งในนั้นคงเป็นจังหวะการตวัดยิงประตูของ "เจ้าตั้ม" ธนบูรณ์ เกษารัตน์ ที่เติมเกมบุกขึ้นสูงมายืนถูกที่ถูกเวลา

ธนบูรณ์ รักษาพื้นที่เกมรับหน้าประตู จังหวะเข้าตัดเกมบุกนอกกรอบเมื่อ สิน ธุราพยายามจะเอาบอลสปีดเข้าไปหาประตูช่วงนาที 30 เจ้าตั้มตัดสินใจได้อย่างน่าชม และเพียง 9 นาทีของครึ่งหลัง เจ้าตั้มก็ขยับขึ้นมาช่วยเกมบุกในจังหวะที่ไทยได้เปิดลูกเตะมุมโดยนูรุล ศรียานเก็ม

บอลตกใส่ไหล่ของแนวรับเมียนมาร์ที่ชุลมุนกันหน้าประตู ตกใส่เท้ากองหลังที่ดีดบอลด้วยความตั้งใจพยายามเคลียร์บอลให้พ้นพื้นที่อันตราย แต่กลายเป็นการตั้งบอลใส่พานให้ธนบูรณ์กดเต็มข้อ บอลพุ่งแหวกแนวรับเข้าประตูโดยนายประตูไม่ได้ขยับตัว

 
และเมื่อได้ประตูขึ้นนำจากแบ็คดาวรุ่งมังกรไฟ บีอีซี เทโร ศาสน ทีมชาติไทยก็คึกคักและเริ่มโหมบุกหนักจนสามารถยิงประตูที่ 2 และ 3 ได้สำเร็จ

สู้ด้วยแท็กติก

เกมเป็นไปตามคาดเมื่อเมียนมาร์ใช้การเพรสซิ่งตั้งแต่ต้นเกมเพื่อตัดการเล่นต่อบอลสั้นลื่นไหลของทีมชาติไทย โดยเข้าบอลเร็วและหนักทุกครั้งที่ไทยได้ครองบอล

แท็กติกของเมียนมาร์ใช้ได้ผลตลอด 45 นาทีแรกเมื่อนักเตะช้างศึกไทยแทบไม่สามารถต่อเกมเข้าไปถึงกรอบประตูเมียนมาร์ที่มีรถบัสจอดขวาง ทำให้ต้องหาโอกาสด้วยการลองยิงไกลนอกกรอบแทน ช่วงหนึ่งแทบจะได้เห็นว่าสองมิดฟิลด์เมียนมาร์ เฮลียง โบโบ และ เย โคอู สู้กันตัวต่อตัวกับ "กัปตันตัง" สารัช อยู่เย็น และ "เจ้านิว" ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ จนฝ่ายไทยแทบกระดิกไม่ได้

แต่การเล่นเกมเพรสซิ่งที่ใช้พลังงานมากของเมียนมาร์ที่ผ่านเข้ามาชิงชนะเลิศด้วยการต้องลงเตะในเกมหนักๆ ทุก 3-4 วันทำให้สองขาเริ่มล้า และสมองเริ่มตื้อ จนในช่วงครึ่งหลังเมียนมาร์เริ่มช้าและเล่นผิดพลาด และนั่นเป็นจุดเริ่มต้นที่โค้ชโชคที่ยืนคุมเกมข้างสนามและโค้ชซิโก้ที่นั่งชมเกมที่แคมป์ทีมชาติชุดใหญ่ได้เห็นอย่างชัดเจน

แท็กติกเกมเพรสซิ่งของเมียนมาร์เน้นการใช้พลังและทีมเวิร์คกดดันคู่แข่ง ต่างกับทีมชาติไทยที่แม้จะใช้การเล่นเร็วและความเข้าอกเข้าใจกันของนักเตะช่วยประสานงานในเกม แต่แท็กติกของไทยเรียกได้ว่าเป็นการเล่นแบบถนอมตัว ไม่ทุ่มพลังสุดชีวิตจนหมดแรงท้ายเกม

และในที่สุดเราก็ได้เห็นนักเตะจอมขยันของเมียนมาร์ค่อยๆ ทยอยล้มกันไปทีละคนด้วยอาการตะคริวกิน ขาล้าจนไม่มีแรงไล่กวดกองหน้าความเร็วสูง ขาตายจนแทบไม่สามารถดักจังหวะจ่ายบอลของเพลย์เมคเกอร์ช้างศึกอย่างสารัช และชนาธิป 

เมื่อแนวรับที่อ่อนล้าถูกท้าทายด้วยการเตะมุมหลายครั้งติดต่อกัน ก็เท่ากับเป็นการรอเวลาถูกสำเร็จโทษ และธนบูรณ์ก็เป็นดาบแรกของทีมชาติไทย

หลังจากนั้นทุกสิ่งคงเหมือนฝันร้ายของเมียนมาร์ ทีมชาติไทยสามารถทลายแนวรับหน้าประตูของเมียนมาร์ สารัชวางบอลผ่านช่องตัดหลังแนวรับให้ และชนาธิปได้พาบอลฉีกตัวประกบเมียนมาร์ที่แทบไม่มีเรี่ยวแรงติดตัวจนต้องปล่อยให้ชนานันท์ ป้อมบุปผาและภิญโญ อินพินิจ เข้าไปยิงประตูย้ำความเหนือชั้น

ตัดสินใจเพื่อชัยชนะ

"นกกระยางดำ" โชคทวี พรหมรัตน์ เจอปัญหาตั้งแต่การเลือกตัวนักเตะแบ็คโฟร์ลงสนาม เพราะช้างศึกชุดเล็กทำผลงานยอดเยี่ยมกันทุกคน ไม่ว่าจะเป็นรองกัปตัน อดิศร พรหมรักษ์, ธนบูรณ์ เกษารัตน์ หรืออาทิตย์ ดาวสว่าง ที่แข็งแกร่งในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็ค รวมถึงคู่แบ็คขวาจอมบุกฟอร์มร้อนแรง นฤบดินทร์ และทริสตอง โด

แต่โชคทวีตัดสินใจเลือกธนบูรณ์ลงสนาม และเจ้าตั้มก็ไม่ทำให้โค้ชโชคผิดหวังนอกจากจะตัดเกมได้เฉียบขาด ยังเติมเกมขึ้นไปยิงประตูเปิดฉากให้ทีมชาติไทย

การตัดสินใจเพื่อชัยชนะของโค้ชโชค คือการเลือกที่จะเชื่อใจลูกทีมให้เล่นตามแผนและรักษาแท็กติกที่วางกันไว้ก่อนเกม โดยไม่มีการตะโกนสั่งเกมและกดดันจังหวะลูกทีม เราจึงมักจะเห็นโชคทวียืนกอดอกนิ่งอยู่ข้างสนามตลอดทั้งเกม และเมื่อกลับมาลงสนามในช่วงพักครึ่ง ทีมชาติไทยก็มักจะเห็นจุดอ่อนของคู่แข่งและทุบทำลายแนวรับของคู่แข่งได้ทุกครั้ง

ก้าวสู่อนาคต

ช้างศึกไทยยกทัพมาพร้อมกับความแข็งแกร่ง และวินัยในเกม รวมกับการเล่นฟุตบอลที่เด็ดขาดในเกมรับและเฉียบคมในเกมบุกตลอดทัวร์นาเมนต์ เก็บชัยชนะ 7 เกมรวด สร้างสถิติไร้พ่าย ยิง 24 ประตู และเสียประตูเพียง 1 ลูก จนไม่มีข้อกังขาว่านี่คือทีมที่ยอดเยี่ยมที่สุดในซีเกมส์ 2015

ทีมชาติไทยชุด U23 ปี แกร่งทุกตำแหน่ง และแม้จะมีนักเตะตัวหลักจากทีมชุดใหญ่อย่างสารัช อยู่เย็น, ชนาธิป สรงกระสินธ์ และนฤบดินทร์ วีรวัฒโนดม อยู่ในทีม แต่ช้างศึกชุดเล็กไม่ได้พึ่งพาทั้ง 3 คนเพียงอย่างเดียว นักเตะคนอื่นๆ ในทุกตำแหน่งมีความสามารถและแกร่งพอที่จะเล่นทดแทนกันได้ทุกตำแหน่ง รวมถึงความเข้าอกเข้าใจกันของนักเตะรุ่นน้องและรุ่นพี่ที่ช่วยให้ทัพนักเตะไทยทั้ง 20 คนได้ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันลงสนามครบทุกคน และนอกเหนือจาก 2 นายประตูแล้ว นักเตะ 12 จาก 18 คน ได้ยิงประตูอย่างน้อยคนละ 1 ลูกในซีเกมส์ครั้งนี้

ซึ่งหากมองลึกลงไปอีก 2 พี่น้องแบ็คขวา นฤบดินทร์ และทริสตอง ยิงกันไปคนละ 2 ประตู แสดงให้เห็นความสามารถที่ชัดเจนของตำแหน่งแบ็คขวาที่โดดเด่นในเกมบุกอย่างที่แทบไม่ได้เห็นในทีมอาเซียนอื่นที่สิงคโปร์

สองแบ็คขวารักษาวินัยเกมรับร่วมกับปราการหลังแบ็คโฟร์ได้เหนียวแน่นไร้ที่ติ จัดการเก็บกวาดเกมบุกจนแฟนฟุตบอลไทยแทบไม่ได้เห็นหน้าชนินทร์ แซ่เอียะ หรือสมพร ยศ ในเกม

ผลงานยอดเยี่ยมครบเครื่องในซีเกมส์ครั้งนี้แสดงให้เห็นแล้วว่าทีมชาติไทยชุดเล็ก กำลังเติบโตกันอย่างมั่นคง และนี่คือความยิ่งใหญ่ของฟุตบอลไทยทั้งทีม ที่โค้ชซิโก้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง และโค้ชโชค พยายามสร้างนักเตะเลือดใหม่เข้ามาในทีมให้สามารถเล่นร่วมกันกับนักเตะชุดเดิม

และหากวันหนึ่งจะต้องผลักดันนักเตะชุดนี้ขึ้นไปเล่นกับชุดใหญ่ หรือดึงตัวนักเตะชุดใหญ่กลับไปใช้งานในทัวร์นาเมนต์สำคัญอย่างฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก หรือฟุตบอลเอเชี่ยนคัพในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า แฟนฟุตบอลชาวไทยก็วางใจได้แล้วว่าสองโค้ชได้พบกับเส้นทางสู่อนาคตที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ

ณ วันนี้ที่ทีมชาติไทยฉลองชัยชนะในฐานะแชมป์ซีเกมส์ วงการฟุตบอลอาเซียนต่างก็เห็นตรงกันว่าทีมชาติไทยยิ่งใหญ่เกินกว่าอาเซียน และด้วยการพัฒนาที่แข็งแกร่งและต่อเนื่อง อีกเพียง 3-5 ปีข้างหน้า ทีมชาติไทยก็จะได้กลับไปครองตำแหน่งหัวแถวเอเชียเหมือนที่เคยเป็นมาแล้ว

ภาพประกอบทั้งหมดจาก Faceook บริษัท สปอร์ต ฮีโร่ จำกัด