กินกันไม่ลง : 5 ปัจจัยสำคัญหลังเกมไก่เจ๊าหงส์

ลิเวอร์พูลอาจจะยังมีปัญหาในการเล่นรับ ทว่าเกมรุกของพวกเขาถือว่าใช้ได้ทีเดียว กลับกัน สเปอร์สเป็นทีมที่มีปัญหาในเกมรุก แต่มีเกมรับที่เหนียวแน่น ติดตามบทวิเคราะห์เกมเมื่อคืนนี้พร้อมๆ กันได้ที่นี่ 

กินกันไม่ลง

ทั้ง 2 ทีมต่างพยายามช่วงชิงจังหวะกันในเกมเมื่อคืนนี้ ทว่าสุดท้ายทั้งคู่ก็ทำได้เพียงแลกกันไปคนละหมัด ทว่าสิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือ วิธีการออกหมัดของทั้ง 2 ทีมที่แตกต่างกันโดยสิ้งเชิง

ลูกทีมของโปเช็ตติโน่ดูเข้าทำช้าพอสมควร โดยแม้กระทั่ง เดเล่ อัลลี กองกลางดาวรุ่งของทีมที่ไม่สามารถกดดันแผงแบ็คโฟร์ของทีมหงส์แดงได้เลย ทว่าในทางกลับกัน เห็นได้ชัดว่าสปีดของเกมรุกลิเวอร์พูลนั้นเหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด

คุณภาพเกมรุกของทั้ง 2 ทีมนั้นแตกต่างโดยสิ้นเชิง เพราะทีมไก่เดือยทองดูเหมือนว่าจะพยายามเล่นอย่างมีระเบียบวินัยและต่อบอลกันอย่างระมัดระวังเพื่อสร้างโอกาสเข้าทำ ทว่าลิเวอร์พูลนั้นใช้การเล่นที่หวือหวาพยายามใช้ทุกโอกาสที่เปิดให้พวกเขา ดังนั้นมันจึงเหมือนว่า ฝ่ายหนึ่งพยายามสะเดาะล็อกกุญแจอย่างใจเย็น ขณะที่อีกฝั่งพยายามทำลายแม่กุญแจทิ้ง

ความแตกต่างของเกมรุกทั้ง 2 ทีมนั้นแสดงออกมาในรูปของจำนวนครั้งที่ล้ำหน้า โดยทัพหงส์แดงล้ำหน้ามากกว่าทัพไก่เดือยทองถึง 3 เท่า

ขาดไดเออร์เหมือนขาดใจ

หลังจากที่ไคล์ วอล์คเกอร์ ได้รับบาดเจ็บจนเล่นต่อไม่ไหว ทำให้ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ กุนซือใหญ่ของทีม ต้องส่ง วินเซนต์ แยนส์เซน กองหน้าป้ายแดงของทีมลงมาแทน และปรับ เอริค ไดเออร์ กองกลางตัวเก่งของทีมขยับลงไปแล้วแบ็คขวาแทน

การปรับตำแหน่งของไดเออร์นั้น ทำให้แผงกลางของสเปอร์สเกิดช่องว่างทันที เพราะ วิคเตอร์ วานยาม่า มิดฟิลด์ตัวรับของทีมก็ทำหน้าที่ป้องกันแนวรับอย่างเดียว แต่จ่ายบอลไม่เนี้ยบเท่าไดเออร์ ดังนั้นมันจึงทำให้บอลไปไม่ค่อยถึง คริสเตียน อีริคเซน, แฮร์รี เคน  และบรรดาตัวรุกของทีมทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าไดเออร์จะถูกจับไปเล่นเป็นฟูลแบ็ค เจ้าตัวก็ยังสร้างสรรค์โอกาสได้ดีเหมือนเดิม โดยเฉพาะลูกตีเสมอ 1-1 ของแดนนี โรส ที่เจ้าตัวก็เป็นคนที่เติมเกมรุกขึ้นไปฝั่งริมเส้นด้านขวาก่อนจะโยนเข้ามาตรงกลางดังที่เห็นกัน ทว่าไม่ว่าเขาจะทำได้ดีแค่ไหน แต่มันค่อนข้างชัดว่าจริงๆ แล้วโปเช็ตติโน่ควรจะจับลูกทีมรายนี้เล่นอยู่ตรงกลางสนามเท่านั้น ซึ่ง หากนำสถิติของเขาไปเทียบกับของนัดก่อนที่ทีมเอาชนะคริสตัล พาเลซ 1-0 ได้ จะเห็นได้ทันทีว่า เขามีความสำคัญต่อทีมขนาดไหน

มาเน่สำคัญสุดของลิเวอร์พูล?

หากมองเพียงแต่ตัวเลขสถิติของมาเน่ เขาก็อาจจะไม่ใช่คนที่ทุ่มเทเพื่อทีมมากที่สุด เพราะเขาผ่านบอลสำเร็จเพียงแค่ 16 จาก 26 ครั้ง ยิงเข้ากรอบ 1 ครั้ง แถมยังเลี้ยงผ่านคู่แข่งได้แค่ 1 จากทั้งหมด 3 ครั้งเท่านั้น ทว่าเขาทำได้ดีทีเดียวยามที่ตัวเองไม่มีบอล มาเน่ประสานงานกับโรเบร์โต้ เฟร์มิโน และ ฟิลิปเป้ คูตินโญ  ตัวรุกของทีมทั้ง 2 รายได้ยอดเยี่ยมมากๆ ซึ่งส่งผลให้เขาเป็นผู้เล่นที่สำคัญมากๆ คนหนึ่งของลิเวอร์พูลไปแล้วแม้ว่าจะเพิ่งย้ายมาร่วมทีมก็ตาม

ความเร็วของมาเน่นั้นทำให้ แดนนี โรส แบ็คซ้ายของเจ้าถิ่นถึงกับไม่กล้าเติมเกมรุกมากนัก ทว่าความจริงแล้วมาเน่ไม่ใช่นักเตะประเภทที่จะเลี้ยงบอลลากเลื้อยหนีกองหลังอย่างที่เราคิดกัน เขาแทบไม่ได้พยายามจะทำแบบนั้นเลยด้วยซ้ำ เพราะเขาเป็นผู้เล่นที่มักจะหาช่องว่างรับบอล และมุ่งหน้าหาประตูด้วยวิธีการที่สั้นที่สุด

ตรงจุดนี้เองที่มาเน่คอยสร้างปัญหาให้กับกองหลังคู่แข่งเสมอ เพราะเจ้าตัวมักจะหาพื้นที่รับบอลบริเวณช่องว่างระหว่างฟูลแบ็คและกองหลังตัวกลาง ทำให้บางครั้งผู้เล่นแนวรับจะเกิดอาการสับสนว่าใครจะเป็นคนเข้าประกบมาเน่กันแน่

นอกจากนั้น การที่มาเน่เลือกโจมตีพื้นที่ตรงนี้ ทำให้เวลากองหลังคู่แข่งตัดสินใจพลาด หรือขยับออกมาประกบเขา คูตินโญและเฟร์มิโนที่รออยู่ด้านในก็จะลงโทษอยู่ด้วยเช่นกัน

วานยามาไม่ได้เอาแต่สกัด

อดีตกองกลางของเซาแธมป์ตันรายนี้ไม่ได้เพียงแต่เข้าสกัดเพียงอย่างเดียว แต่เขายังคอยวิ่งไล่บี้คู่แข่งอีกด้วย แม้ว่าการจ่ายบอลและการสร้างสรรค์เกมจะทำได้ไม่เท่า มูซ่า เดมเบเล่ ที่โดนแบนก็ตาม

แม้ว่าวานยามาจะมาเสียพาร์ทเนอร์อย่างไดเออร์ที่ต้องปรับไปเป็นแบ็คขวา แต่เจ้าตัวก็ยังสามารถปรับจังหวะตัวเองให้เข้ากับแทคติคใหม่ได้อย่างราบรื่น แถมมันยังทำให้เขาสามารถตัดบอลและเก็บบอลจังหวะ 2 ได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

การที่เจอกับทีมลิเวอร์พูลที่ชอบต่อบอลไปมาอย่างรวดเร็วตรงกลางสนามแล้ว ทำให้วานยามาสามารถปิดจังหวะจ่ายบอลเข้าตรงกลางได้หลายๆ ครั้ง แถมยังป้องกันไม่ให้นักเตะหงส์แดงเก็บบอลแถวสองได้อีกด้วย ซึ่งถ้าไม่ได้เขาช่วยไว้ ลิเวอร์พูลคงจะมีโอกาสเข้ากว่านี้อีกเพียบ

หงส์เกือบคลีนชีท

แม้ว่าลูกทีมของคล็อปป์ก็ยังไม่สามารถรักษาคลีนชีทได้เลยแม้แต่นัดเดียว แต่ต้องยอมรับว่า เกมรับของพวกเขาในเกมเมื่อคืนนี้นับว่าทำได้ดีที่สุดแล้วตั้งแต่ลงเล่นมา โดยเฉพาะ โจเอล มาติป ที่เปิดตัวในเกมนัดแรดได้ยอดเยี่ยมมากๆ ขณะเดียวกัน เจมส์ มิลเนอร์ กองกลางสารพัดประโยชน์ ก็โชว์ฟอร์มเป็นที่น่าพอใจที่สามารถทำให้แฟนๆ เดอะค็อปไว้ใจเขากับบทบาทแบ็คซ้ายของทีม

ด้วยเหตุนี้ ทำให้สเปอร์สมีโอกาสได้จบสกอร์ในกรอบเขตโทษเพียงแค่ 5 ครั้งเท่านั้น แถมยังเข้ากรอบแค่ 2 ครั้งด้วย โดย 1 ใน 2 นั้นเข้าประตู ส่วนอีกครั้งถูกเซฟไว้ได้อย่างยอดเยี่ยมจาก ซิมง มิโญเลต์ นายทวารของทีม

โอกาสส่วนใหญ่ของทีมไก่เดือยทองนั้น มักจะเป็นการยิงจากแถว 2 และการเปิดจากด้านข้างเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากกองกลางของลิเวอร์พูลก็สามารถช่วยป้องกันไว้ได้แทบจะทุกครั้ง แถมลูกทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์ยังเพรสซิ่งได้ดีในยามที่พวกเขาไม่มีบอลด้วย ซึ่งรูปแบบนี้เป็นทีเด็ดของกุนซือชาวเยอรมันอยู่แล้ว

จากสาเหตุดังกล่าวจึงไม่สงสัยเลยว่าทำไม เคน หรือ แยนส์เซน 2 กองหน้าของทีมไก่เดือยทองถึงไม่ได้จบเลยแม้แต่ครั้งเดียว

รู้หรือไม่

  • เจมส์ มิลเนอร์ ยิงได้แล้วทีมไม่แพ้เป็นนัดที่ 42 (ชนะ 34 เสมอ 8) ซึ่ง มาเพียง ดาริอุส วาสเซลล์ ที่ทำได้มากกว่าเขาในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก (46 เกม)

  • มิลเนอร์ยิงสเปอร์สได้อีกครั้งหลังจากก่อนหน้านี้ทำได้ในสีเสื้อแอสตัน วิลลา และนิวคาสเซิล ซึ่งมีเพียง เลส เฟอร์ดินานด์ ที่ยิงสเปอร์สแบบต่างสโมสรได้มากกว่าเขา (4 สโมสร - คิวพีอาร์, นิวคาสเซิล, เวสต์แฮม และ เลสเตอร์ ซิตี้)

  • สเปอร์สพังประตูแรกของเกมในการเจอกับลิเวอร์พูลที่ไวท์ ฮาร์ท เลน ได้เป็นครั้งแรกในรอบ 416 นาทีในพรีเมียร์ลีก โดยก่อนหน้านี้ แกเร็ธ เบล คือผู้ที่ทำได้ในเดือนพฤศจิกายนปี 2012

  • หงส์แดงเก็บคลีนชีตในเกมพรีเมียร์ลีกนอกบ้านไม่ได้มา 8 เกมแล้ว ถืวอ่านานที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2006

  • 6 จาก 8 ประตูที่แดนนี โรส ทำได้ในพรีเมียร์ลีกมาจากเกมในไวท์ ฮาร์ท เลน โดยเฉพาะ 5 นัดหลังสุดที่เฝ้ารังเขายิงได้นัดละลูก

  • แฮร์รี่ เคนลงเล่นในเดือนสิงหาคมทั้งหมด 10 นัด แต่เขายังไม่สามารถทำประตูได้เลยแม้แต่ลูกเดียว

  • โรเบิร์ต แมดลีย์ ให้จุดโทษไปแล้วถึง 15 ครั้งนับตั้งแต่เริ่มฤดูกาลที่แล้ว ซึ่งมีเพียงไมค์ ดีน ที่ให้จุดโทษมากกว่าเขา (16 ครั้ง)

  • สำหรับการพบกันระหว่างคู่นี้ มีจุดโทษเกิดขึ้นมากที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีก (20 ครั้ง) เท่ากับคู่ระหว่าง เอฟเวอร์ตันและนิวคาสเซิล