กลับไม่ได้ ไปไม่ถึง: เมื่อสิงคโปร์ยังตามหลังไทย และถูกพม่าไล่จี้ขึ้นมา

จอห์น เดอร์เดน ชี้ว่าสิงคโปร์มักจะมองไทยเป็นเป้าหมายเสมอ แต่บางทีมันอาจจะเป็นเป้าหมายที่เกินตัวในตอนนี้... 

มิเชล ซาบลอน ได้เผยถึงถึงสิ่งที่ถูกต้องแก่นักข่าวเมื่อช่วงต้นสัปดาห์

"เราอยากจะพัฒนาแนวทางการเล่นให้กับคนรุ่นใหม่ของสิงคโปร์ในอีก 5-6 ปีข้างหน้า" ผู้อำนวยการเทคนิคของสมาคมฟุตบอลสิงคโปร์กล่าวในการแถลงข่าวถึงการใช้ระบบ 4-3-3 กับทีมชาติทุกชุดว่า "ตอนนี้เราไม่ได้อยู่ตรงจุดนั้น แต่เราก็กำลังพยายามที่จะสามารถเล่นในระบบดังกล่าวได้"

นอกจากนี้ผู้บริหารชาวเบลเจี้ยนยังอยากให้เด็กๆเล่นฟุตบอลในโรงเรียนเพิ่มมากขึ้นด้วย "เด็กๆควรจะได้รับความสนุกสนานเช่นเดียวกับได้เรียนรู้ไปด้วย เราอยากให้โฟกัสไปที่คุณภาพ เราต้องการโค้ชที่มีใบประกาศฯ" ซาบลอนกล่าวเสริม

"ถ้าเรามีครูที่เก่งคณิตศาสตร์และภูมิศาสตร์แล้ว ทำไมจะมีครูที่เก่งฟุตบอลไม่ได้ล่ะ?" 

ซึ่งจากการที่เบลเยี่ยมถือเป็นประเทศที่พัฒนานักเตะระดับเวิลด์คลาสขึ้นมาประดับวงการในช่วงหลังๆ ทำให้คำพูดของซาบลอนคือสิ่งที่ต้องยอมรับโดยดุษฎี

ซาบลอนเผยความจริงอันปวดใจ

ถึงแม้ไม่อาจจะยอมรับได้ว่าเมียนมาร์ได้พัฒนาขึ้นมาเทียบเคียงแล้ว แต่นี่ก็คือความจริง บางทีนี่คือสิ่งที่น่าจะกลับไปทบทวนหลังกลับมายังสิงคโปร์แล้ว

มาเลเซียและสิงคโปร์ต่างก็เป็นมหาอำนาจในภูมิภาคมานานกว่าทศวรรษแต่ก็ยังต้องขุดคุ้ยความสำเร็จเก่าๆเมื่อหลายทศวรรษก่อนสมัยรุ่งเรืองมาคุยกันอยู่เลย ทั้งที่ 2 ประเทศนี้ต่างมีประวัติศาสตร์,​ โครงสร้างที่พร้อม และการลงทุนมานานหลายปี

แต่พอเปลี่ยนโค้ชใหม่ ก็ดูเหมือนว่าอะไรๆจะต้องเริ่มใหม่หมดทุกครั้ง

บางทีอาจเป็นเพราะประวัติศาสตร์อันรุ่งเรืองจึงทำให้มีการคาดหวังสูงเกินไป ขณะที่เมียนมาร์ไม่มีแรงกดดันมากนัก นี่คือประเทศที่เพิ่งจะได้ลงเล่นฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2007 และมีลีกอาชีพเป็นครั้งแรกในปี 2009 แต่ก็มีสิ่งที่ซาบลอนพุดถึงเกือบครบทุกอย่าง

แม้ว่าเมียนมาร์จะมีตัวเลือกน้อยมากเมื่อเทียบกับสิงคโปร์ แต่พวกเขาก็พบแนวทางการพัมนาที่เหมาะและยิง่ไปกว่านั้น พวกเขาหาสไตล์ของตัวเองเจอ

ถึงในเกมอุ่นเครื่องที่แข้งพม่าเสมอกับมาเลเซีย 0-0 ที่ย่างกุ้งเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาจะถูกลืมไปภายในไม่กี่เดือน ด้วยสองเหตุผลที่ต่างกัน

สำหรับมาเลเซียแล้ว นี่คือบททดสอบแรกๆของโค้ช อ่อง คิม สวี

ส่วนเมียนมาร์ มันคือการเตรียมพร้อมกับทัวร์นาเม้นต์เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ ที่ตัวเองเป็นเจ้าภาพร่วมในเดือนพฤศจิกายน เพื่อทำให้ตนเป็นเต้ยแห่งภูมิภาค 

แต่ก็มีอยู่ 2 สิ่งที่ยังคงเป็นสัจพจน์เกี่ยวกับนี้ หนึ่งก็คือผู้มาเยือนเคยเป็นทีมที่ดีกว่า

สองก็คือเมียนมาร์เล่นกันได้อย่างลื่นไหลและประสานงานกันได้ลงตัวกว่าซึ่งถือว่าตรงข้ามกับ "เสือเหลือง" ชัดเจน ทั้งการเคลื่อนที่และการจ่ายบอลถือว่าน่าประทับใจขาดก็แต่การจบสกอร์เท่านั้นที่ยังเป็นปัญหา

เช่นเดียวกับเกมที่พ่ายต่อสิงคโปร์หวุดหวิด ก็ยังเป็นแข้งพม่าที่เป็นฝ่ายครองเกมบุกมากกว่า

มาเลเซียเพิ่งจะเสมอกับเมียนมาร์ไป 0-0, ภาพ: ส.บอลมาเลเซีย

นอกจากนี้ 11 ผู้เล่นตัวจริงยังมีอายุเฉลี่ยแค่ 23 ปี ซึ่งคนที่แก่ที่สุดของฝั่งเจ้าบ้านอายุเพียง 26

นั่นเป็นเพราะกุนซือ แกร์ด ไซเซ่ เคยคุมทั้งชุดยู-19 และยู-20 มาก่อนที่จะขึ้นคุมทีมชาติชุดใหญ่ในเดือนพฤศจิกายน จึงไม่แปลกใจที่เขาจะเน้นดาวรุ่ง

แม้จะต้องสั่งสมประสบการณ์อีกสักหน่อย แต่ก็เห็นได้ชัดว่าเมียนมาร์มีวิสัยทัศน์ในระยะยาวและมองว่าเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น

ซึ่งการเข้าถึงรอบรองชนะเลิศในบ้านตัวเองก็น่าจะเป็นแม่แบบที่ดีสำหรับการต่อยอดต่อไป อีกทั้งยังพยายามจะขอเป็นเจ้าภาพร่วมเอเชียน คัพ ในอนาคตอันใกล้ด้วย

ถึงไซเซ่จะไม่ได้มีชื่อเสียงหรือเป็นมิตรกับสื่อแต่ก็ทำงานหนัก เขาเคยพาเมียนมาร์ไปฟุตบอลโลกยู-20 มาแล้ว และนักเตะหลายคนก็ได้ก้าวสู่ทีมชุดใหญ่ไปแล้วเรียบร้อย ซึ่งการที่พาทีมชาติไปเล่นที่นิวซีแลนด์ได้ถือว่าไม่ใช่เรื่องฟลุ๊คแต่อย่างใด อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนในการพัฒนาทีมอย่างต่อเนื่องด้วย

เมียนมาร์เป็นทีมที่ยากต่อการเอาชนะในช่วงหลัง,​ ภาพ: Weixiang Lim / FFT

เมื่อ อู ซอ ซอ นายกสมาคมฟุตบอลได้ผลักดันให้เด็กๆได้เล่นฟุตบอลมากขึ้น รวมถึงมีการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกในหลายพื้นที่ของประเทศ

และย้อนกลับไปเมื่อปี 2010 กระทรวงศึกษาธิการก็ได้เริ่มสอนบรรดาครูในโรงเรียนให้เป็นโค้ชฟุตบอลแล้ว

นอกจากนี้ยังมีการลงทุนในระดับเยาวชนทั้งจากภาครัฐและเอกชน อีกทั้งยังมีการใช้เงินอุดหนุนจากฟีฟ่าอย่างกว้างขวางและชาญฉลาดด้วย

และคุณภาพของนักเตะท้องถิ่นก็พัฒนาขึ้นมาอย่างช้าๆ จากการที่ไซเซ่มักจะพาทีมเยาวชนไปเก็บตัวในยุโรปเสมอๆ

ที่จริงมาเลเซียก็เคยทำอย่างเดียวกันเมื่อเดินทางไปตั้งแคมป์ฝึกซ้อมถึงสโลวาเกียแต่มันก็ไม่ได้รับการต่อยอด แม้แต่สมาคมฯมาเลย์เองยังแต่งตั้งโค้ชยู-23 คนใหม่ก่อนที่จะหาคนที่จะมาดำรงตำแหน่งกุนซือทีมชุดใหญ่ได้ด้วยซ้ำ ซึ่งนั่นทำให้สไตล์การเล่นของทีมชาติขาดความต่อเนื่องจากชุดเล็กไปชุดใหญ่

และมันก็เป็นแบบเดียวกับสิงคโปร์ที่เคยไปเยือนตุรกีในอดีต

สิงคโปร์เคยส่งชุดยู-23 ไปเก็บตัวที่ตุรกีในปี 2015 ภาพ: ส.บอลสิงคโปร์

ขณะเดียวกันทางด้านของเมียนมาร์ เนชั่นแนล ลีก ก็พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา จนกลายเป็นการแข่งขันที่มีการกระจายไปทั่วประเทศอย่างแท้จริง ซึ่งต่างจากเมื่อก่อนที่มีศูนย์กลางที่เมืองย่างกุ้ง

ถึงมาตรฐานของแต่ละทีมและจำนวนผู้ชมจะไม่เท่ากัน แต่บรรดายอดทีมก็ได้รับความช่วยเหลือมากขึ้นจากมหาเศรษฐีอย่างย่างกุ้ง ยูไนเต็ด ที่ได้น้ำเลี้ยงจากมหาเศรษฐี อู ทาย ซา

แม้ว่าปีนี้ทั้งย่างกุ้งและอิรวดีจะไม่สามารถผ่านเข้าไปถึงรอบ 16 ทีมสุดท้ายในรายการเอเอฟซี คัพ อันเป็นรายการที่ทางสมาคมฟุตบอลเมียนมาร์พยายามอย่างหนักกว่าจะได้เข้าร่วมในปี 2012 แต่จากการเข้าร่วมทั้ง 4 ครั้งทั้งสองทีมต่างก็เข้ารอบน็อคเอาท์รวมกันได้ 4 หน

นับได้ว่าเมียนมาร์มาไกลมากในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ถึงจะไม่สามารถก้าวผ่านบรรดามหาอำนาจในอาเซียนได้ในเร็ววันนี้ แต่พวกเขาก็หาตัวเองเจอและทำมันอย่างต่อเนื่อง

ซึ่งทั้งมาเลเซียและสิงคโปร์ที่ต้องเริ่มใหม่อยู่เสมอนั้น จำเป็นต้องค้นพบแนวทางของตัวเองได้แล้ว

ภาพประกอบหลัก: Weixiang Lim / FFT