กระจกสะท้อนฤดูกาลใหม่? : ผ่า 5 เรื่องจากศึกคอมมิวนิตี้ ชิลด์

นี่คือบทวิเคราะห์หลังเกมที่เวมบลีย์ ซึ่งอาร์เซน่อลเอาชนะเชลซีในการดวลจุดโทษ และคว้าแชมป์แรกของฤดูกาลมาครองสำเร็จ

ศึกคอมมิวนิตี้ ชิลด์ มักเผยถึงความเป็นสาวกพันธุ์แท้จริงตั้งแต่นาทีแรกของเกม มันเต็มไปด้วยความรุนแรง, การปลดปล่อยพลังเสียง, การตะโกนแบบสุดปอดท่ามกลางฝูงชน ความเป็นอิสระจากอากาศอันร้อนรุ่ม ความผ่อนคลายอย่างเต็มที่ การเล่นเวฟอย่างกระปรี้กระเปร่ารอบสนามเวมบลีย์ เกิดขึ้นในช่วงพักครึ่ง

โชคดีอย่างยิ่ง นี่เป็นเกมแห่งการขับเคี่ยว โมฮาเหม็ด เอลเนนี่ สอยข้อเท้า แกรี่ เคฮิลล์ ในช่วงต้นเกม, ปีเตอร์ เช็ก ต้องออกมาจากกรอบเขตโทษอย่างรวดเร็ว เพื่อสกัดบอลยาวและ อเล็กซ์ อิโวบี้ กระชากบอลผ่านตัวประกบ แม้พลาดในการผ่านบอลให้เพื่อนร่วมทีมลุ้นทำประตูก็ตาม

อาร์เซน่อลเริ่มต้นเกมได้ดี อิโวบี้และ แดนนี่ เวลเบ็ค ปั่นป่วนอยู่ในแดนหน้า และแม้ว่า อาร์แซน เวนเกอร์ ปราศจากผู้เล่นตัวเจ็บอย่าง เมซุต โอซิล, ชโคดราน มุสตาฟี่ และ อารอน แรมซี่ย์ รวมถึงซูเปอร์สตาร์ทั้ง โลร็องต์ กอสซิแอลนี่ ที่ติดโทษแบนและ อเล็กซิส ซานเชซ ที่ยังไม่ฟิต "ไอ้ปืนใหญ่" เปิดฉากด้วยเกมเร็ว อเล็กซ็องดร์ ลากาแซ็ตต์ ซัดถากเสา พลาดโอกาสช่วยให้ทีมขึ้นนำอย่างน่าเสียดาย

และ นี่ คือ 5 เรื่องที่เราเห็นได้จากเกมนี้…

 

1. อาร์เซน่อลไม่ได้มีแค่ ซานเชซ และ โอซิล

ฟอร์มในช่วง 25 นาทีแรก ช่วยสร้างกำลังใจเต็มเปี่ยมให้เวนเกอร์ เป็นที่ชัดเจนว่า อาร์เซน่อลเป็นทีมที่ดีกว่าแน่ เมื่อมีซานเชซและโอซิลอยู่ด้วย เดาไม่ยากว่า พวกเขาเองคงไม่พอใจที่มันเป็นอย่างนั้นเช่นกัน

มีข้อสังเกตุเกี่ยวกับสภาพความฟิตของเวลเบ็ค เช่นเดียวกับเครื่องหมายคำถามที่มีต่ออิโวบี้ และไม่มีใครสามารถมั่นใจได้ว่า ลากาแซ็ตต์ จะปรับตัวได้ดีแค่ไหนในพรีเมียร์ลีก แต่แผงรุกกันเนอร์สเดินเครื่องได้อย่างลื่นไหลในเกมที่เวมบลีย์ บางที เกมคอมมิวนิตี้ ชิลด์อาจไม่ใช่บททดสอบที่แท้จริง และเชลซีดูเฉื่อยชาผิดวิสัย กระนั้น มีแสงสว่างรออยู่ที่ปลายอุโมงค์ สำหรับแผงหน้าอาร์เซน่อล

 

อเล็กซ์ อิโวบี้ โชว์ฟอร์มเด่นในช่วงครึ่งแรก

2. มิชี่ บาตชูอายี่ ได้รับการสนับสนุนมากพอแค่ไหน?

ในเรื่องเดียวกันนี้ เชลซี ไม่อาจพูดได้อย่างนั้น การขาด เอแด็น อาซาร์ สร้างปัญหาให้กับทีม และจะเป็นเช่นนั้นต่อไปกระทั่งแข้งเบลเยียมฟื้นตัวกลับมาจากอาการบาดเจ็บในเดือนกันยายน แต่ดูเหมือน มิชี่ บาตชูอายี่ ไม่อาจเติมเต็มในระบบแนวรุก ซึ่งมันขึ้นอยู่กับการประสานงานของศูนย์หน้าตัวเป้ากับตัวสนับสนุนในแดนกลาง อัลบาโร่ โมราต้า ลงมาทำหน้าที่แทน และเป็นการเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง แต่สำหรับบาตชูอายี่แล้ว ในฐานะตัวจบสกอร์ชั้นเยี่ยม เขาต้องต่อสู้อย่างหนักในการพิสูจน์ตัวเอง จาการเล่นนอกกรอบเขตโทษ

แต่ดูเหมือน มิชี่ บาตชูอายี่ ไม่อาจเติมเต็มในระบบแนวรุก ซึ่งมันขึ้นอยู่กับการประสานงานของศูนย์หน้าตัวเป้ากับตัวสนับสนุนในแดนกลาง

มันไม่ใช่เรื่องที่น่าวิตกเกินไป เนื่องจากอาซาร์ และเปโดรสามารถรับบท "ศูนย์หน้าตัวหลอก" ได้ในกรณีที่จำเป็น แต่สำหรับบาตชูอายี่แล้ว แน่นอน เขามีข้อจำกัดสำหรับเกมรุกที่ทำงานกันเป็นทีม เขาพัฒนาเกมของตัวเองอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ได้รับโอกาสไม่มากนักสักเท่าไหร่ นับตั้งแต่ย้ายมาจากมาร์กเซยเมื่อปีที่แล้ว เพราะจากฟอร์มอันร้อนแรงของ ดีเอโก้ คอสต้า และไม่ต้องสงสัยว่าการมาของโมราต้า ก็อาจทำให้เขาต้องตกที่นั่งลำบากในการยึดตัวจริงต่อไป

อย่างที่กล่าวไว้ ภายในไม่กี่นาทีที่ถูกเปลี่ยนตัวลงมาแทนบาตชูอายี่ โมราต้าเคลื่อนไหวในยามไร้บอลได้ดี และสร้างพื้นที่ว่างในการเจาะแนวรับแบ็กโฟร์อาร์เซน่อล เขาพลาดโอกาสจากลูกผ่านของวิลเลี่ยน ต่อหน้าแฟนบอลตัวเองที่อยู่หลังประตู แต่ประเด็นสำคัญคือ การประสานงานและทำให้ทีมมีทางเลือกมากขึ้นในเกมรุก

 

3. เชลชีต้องการความสมดุลในแดนกลางโดยด่วน

อันโตนิโอ คอนเต้ ดูเหมือนมีความสุขกับการปล่อย เนมันย่า มาติช ไปอยู่กับคู่แข่งลุ้นแชมป์พรีเมียร์ลีกโดยตรง มันไม่ใช่การตัดสินใจที่แย่เกินไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่ ติเอมูเอ้ บากาโยโก้ เซ็นสัญญาเพื่อมาเป็นคู่ขาคนใหม่ของ เอ็นโกโล่ ก็องเต้

เกมคอมมิวนิตี้ ชิลด์ แสดงให้เห็นอย่างนั้น มันเป็นเรื่องสำคัญสำหรับมิดฟิลด์คู่กลางของเชลซีที่คุมเกมไว้อยู่หมัด แม้คู่แข่งขาด อารอน แรมซี่ย์ และ ซานติ กาซอร์ล่า แต่อาร์เซน่อล ก็บุกเจาะทะลวงเข้าไปในพื้นที่สุดท้ายของเชลซีมาได้เหมือนกัน และหลายครั้งที่ เชส ฟาเบรกาส แสดงให้เห็นว่า เขาอายุมากเกินไปในช่วยเป็นตัวทำลายเกมรุกคู่แข่งได้อย่างที่คาดหวัง

สถิติที่น่าสนใจ

  • สถิติบ่งชี้ว่าทีมแชมป์ เอฟเอ คัพ เล่นรายการคอมมูนิตี้ชิลด์ได้ดีกว่า เพราะ 4 ปีหลังสุดเป็นทีมแชมป์บอลถ้วยที่คว้าชัยเหนือทีมแชมป์ในพรีเมียร์ลีกได้ทั้งหมด

บากาโยโก้ควรมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหานี้ และปล่อยให้ฟาเบรกาสใช้ศักยภาพในการสร้างสรรค์เกมของตัวเองอย่างเต็มที่ แต่มันเป็นบทบาทที่เขาควรพัฒนาอย่างรวดเร็ว หากเชลซีต้องการป้องกันแชมป์ให้ได้

 

4. จุดแข็งของสิงห์บลูส์ คือการฉวยโอกาส

และยังไม่หมด...

มันมีเหตุผลหลายอย่างสำหรับเชลซีในการป้องกันแชมป์พรีเมียร์ลีก แต่สิ่งสำคัญที่สุดเหนืออื่นใดนั่นคือ ความอดทน พวกเขาเล่นไม่ดีที่เวมบลีย์ ขณะที่อาร์เซน่อลเหนือกว่าอยู่เป็นเวลานาน และสมควรเป็นผู้ชนะแล้ว แต่อย่างที่เป็นบ่อยๆ ในยุคคอนเต้ นั่นคือ “ความเคี่ยว” เมื่อ วิคเตอร์ โมเซส ทำประตูได้ในช่วงต้นครึ่งหลัง มันเป็นโอกาสครั้งแรกๆ ของทีมในเกมนี้ด้วยซ้ำ อาร์เซน่อล มีความผิดพลาดเล็กน้อย พวกเขาไม่อาจมีสมาธิที่ดีพอในการรับมือกับความกดดันจากเกมรุกคู่แข่งที่ถาโถมเข้ามา ก่อนโดนลงโทษอย่างเหี้ยมโหด สำหรับการขาดสมาธิเพียงเสี้ยววินาที

 

วิคเตอร์ โมเซส ทำประตูเปิดหัวให้สิงห์บลูส์

ความผิดพลาดเกิดขึ้นเสมอในฟุตบอล และนั่นเป็นสิ่งที่ต้องยอมรับ แต่เกมนี้ มันแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างโอกาส สำหรับทัพเชลซีชุดนี้ พวกเขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงสไตล์การเล่น ความจริงแล้ว สิงห์บลูส์ค่อนข้างแข็งทื่อด้วยซ้ำ กระนั้น พวกเขาสามารถลงโทษคุณได้ แม้ในวันที่เล่นไม่ดีนักก็ตาม บางที พวกเขาแพ้ในการดวลจุดโทษก็จริง แต่ในสภาวะปกตินั้น เชลซีจะหลบเลี่ยงจากการโดนตีเสมอได้ แม้ว่าโชว์ฟอร์มได้ย่ำแย่ก็ตาม

5. เซอัด โคลาซินัค มีศักยภาพในการแก้ปัญหากันเนอร์ส

ที่สุดแล้ว โคลาซินัคเป็นเจ้าของประตูตีเสมอ ด้วยลูกโหม่งอันยอดเยี่ยม แต่ประสิทธิภาพของเขาเป็นสิ่งที่สำคัญกว่า ขณะที่ผู้เล่นอาร์เซน่อลในปีที่แล้ว เกือบยึดติดอยู่กับโปรไฟล์ทางด้านเทคนิคและรูปร่างในลักษณะเดียวกัน แข้งบอสเนียน มีส่วนผสมระหว่างสภาพร่างกายที่ใหญ่โตและเทคนิคเข้าด้วยกัน

ในช่วงปลายฤดูกาลที่แล้ว เวนเกอร์โยนระบบแบ็กโฟร์ที่ยึดมั่นมานานทิ้งไป และเปลี่ยนมาใช้ระบบ 3 เซนเตอร์ ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า มันประสบความสำเร็จอย่างดี แน่นอน นั่นรวมถึงเกมที่พบเชลซี ในนัดชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ ด้วย

การเซ็นสัญญากับโคลาซินัค นำมาสู่คำแนะนำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแบบถาวร เขามีการเคลื่อนที่และความแข็งแกร่งในการเล่นไม่ว่าตำแหน่งแบ็กเต็มตัวหรือวิงแบ็กก็ตาม แต่เป็นที่ชัดเจนว่า เขาถูกจับจ้องและมีคุณสมบัติครบถ้วนในการยืนเซนเตอร์แบ็กทางฝั่งซ้ายด้วยเช่นกัน ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เวนเกอร์ทดลองใช้งาน นาโช่ มอนเรอัล ในบทบาทดังกล่าวช่วงปลายฤดูกาล 2016-17 การมาถึงของโคลาซินัคช่วยให้อาร์เซน่อลมีความหลากหลายมากกว่าเดิม

 

New features you'd love on FourFourTwo.com