Stories

กว่าจะเป็นกว่างโซ้ง เดอะ ซีรีส์ : “มิตติ” กับชีวิตที่ไม่เหมือนเดิม

จากเด็กติดเกม FM ผู้ฝันจะสร้างทีมฟุตบอลในชีวิตจริง สู่การเป็นประธานสโมสรหนุ่มที่ถูกจับตามองตลอด 9 ปีที่ผ่านมา… ชีวิตของ “มิตติ ติยะไพรัช” เปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหนหลังจากสโมสรกลายร่างเป็นเจ้าบุญทุ่ม

We are part of The Trust Project What is it?

พลุไฟ, เปเปอร์ชู้ต, ถูกยิงขึ้นเหนือน่านฟ้าสนามศุภชลาศัย เพื่อเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการเฉลิมฉลองแชมป์ฟุตบอลเอฟ เอ คัพ 2017 ของ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ในค่ำคืนวันที่ 25 พฤศจิกายน

ท่ามกลางเสียงโห่ร้องดีใจไปทั่วทั้งสนาม ชายวัย 32 ปี ในเสื้อโปโลสีฟ้า กำลังกระโดดโลดเต้นกับความสำเร็จครั้งนี้ ราวกับได้ย้อนเวลากลับไปเป็น “เด็กน้อย” อีกครั้ง

มันเป็นชัยชนะเดียวกับ เขาเคยสัมผัสมานับครั้งไม่ถ้วนในจอสี่เหลี่ยมคอมพิวเตอร์กับเกม “Football Manager” แต่ทว่าทั้งหมดไม่สามารถเทียบได้เลยกับ ถ้วยแชมป์เอฟเอ คัพ เพียงใบเดียว บนสนามชีวิตจริงของ “ฮั่น” มิตติ ติยะไพรัช ประธานสโมสร สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด… ที่เริ่มต้นสร้างทุกอย่างจาก 0

“ฝากรับไปหน่อยครับ ฝากไปดูด้วยนะครับ ฝากด้วยนะครับ” เสียงจากหนุ่มดีกรีนักเรียนนอก ที่ยืนแจกใบปลิว และตะโกนให้ผู้คนเดินผ่านมารับกระดาษแผ่นหนึ่งที่มีข้อความเขียนแนะนำสโมสรที่ไม่มีใครคุ้นชื่อแก่ผู้คนในจังหวัด

ย้อนกลับไปใน ฤดูกาล 2009 “กว่างโซ้งมหาภัย” เชียงราย ยูไนเต็ด มีสถานะเป็นเพียงทีมเล็กๆที่เพิ่งก่อตั้งโดย ทายาทนักการเมืองชื่อดังเมืองเหนืออย่าง มิตติ ติยะไพรัช ประธานสโมสรที่มีอายุเพียง 23 ปี

เด็กหนุ่มคนนี้ มีความลุ่มหลงในกีฬาฟุตบอลอย่างมาก เขาเริ่มเนรมิตทีมฟุตบอลเล็กๆแห่งนี้ด้วยตัวคนเดียว ตั้งแต่ปลูกหญ้าไปจนการจัดการสโมสรทุกสิ่งอย่าง… ภายในระยะเวลา 3 ปี เขาสามารถนำทีม ไต่เต้าจากดิวิชั่น 2 ขึ้นมาสู่ลีกสูงสุดได้สำเร็จ และอยู่ยาวตั้งแต่ปี 2011 จนถึงปัจจุบัน

มิตติ ผ่านทุกช่วงเวลาทั้ง สมหวัง, ผิดหวัง, เกือบตกชั้น ไปจนถึงวันที่ตัดสินใจจะพลิกโฉมสโมสร ด้วยลงทุนซื้อผู้เล่นบิ๊กเนมเข้าเสริมทัพมากมาย จนทุกทีมต้องเปลี่ยนความคิดและหันกลับมามอง เชียงราย ใหม่ในช่วงกลางปี 2016

และนับตั้งแต่วันนั้นชีวิตของ “มิตติ ติยะไพรัช” ก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป…

“ผมคิดว่ามันเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสม ที่เราจะลงทุน เพราะลีกเริ่มมีการพัฒนาแล้ว” บิ๊กฮั่น กล่าวเริ่ม

“นักฟุตบอลหลายคนถูกมองข้าม และเราอยากให้โอกาสเขา อย่าง บดินทร์ (ผาลา), ฐิติพันธ์ (พ่วงจันทร์) ซึ่งเป็นโชคดีของเราด้วย ที่สามารถคว้าตัวนักฟุตบอลเหล่านี้มาได้ ส่วน มงคล (ทศไกร) ก็เป็นผู้เล่นที่เราชื่นชอบเขาอยู่แล้ว ตั้งแต่สมัยอยู่อาร์มีฯ และเราเองก็อยากได้นักเตะระดับทีมชาติไทยด้วย”

“ตอนที่เริ่มทุ่มเงินซื้อนักเตะ เราก็ไม่ได้เปลี่ยนอะไรมากครับ แค่พอเวลามีนักฟุตบอลที่เราอยากได้ตัว เราก็สามารถลงทุนซื้อมาได้แล้ว”

เราใช้เงินเยอะก็จริง แต่เราใช้เพื่อการลงทุน ต้องเข้าใจว่า ตัวนักฟุตบอลทุกคนมีมูลค่า สามารถต่อยอดได้

“เราใช้เงินเยอะก็จริง แต่เราใช้เพื่อการลงทุน ต้องเข้าใจว่า ตัวนักฟุตบอลทุกคนมีมูลค่า สามารถต่อยอดได้ นักฟุตบอลทุกคนที่เราดึงเข้ามา ไม่ว่าจะอยู่กับทีม หรือขยับขยายออกไป เราก็สามารถเพิ่มเงินเดือนให้กับเขาได้ แต่เรามองการทำทีมในระยะยาว ดังนั้น เราไม่ได้อยากขายนักฟุตบอลคนไหนออกไป”

หนุ่มหัวนักเรียนนอก มีความฝันและเป้าหมาย คือ ต้องการพลิกโฉมสโมสรแห่งนี้จาก “ผู้ถูกล่า” ให้กลายเป็น “ผู้ล่า” โดยเริ่มจากการนำโปรเจกต์ไปคุยกับทางครอบครัว พาครอบครัวมาดูฟุตบอลถึงขอบสนาม ก่อนที่จนทางบ้านจะเห็นดีด้วย และให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่

“กว่างโซ้งมหาภัย” เริ่มจากการดึง บดินทร์ ผาลา, ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ มาเรียกฮือฮาในไทยลีก ตามมาด้วยการสร้างเซอร์ไพรส์ ที่ทำให้ชื่อเสียงของสโมสรดังไกลถึงต่างแดน ด้วยการคว้าตัว “มาร์ค บริดจ์” กองหน้าระดับตำนานของ เวสเทิร์น ซิดนีย์ มาเสริมทัพ ในช่วงเลกสอง 2016

โดยที่สื่อจากแดนจิงโจ้ รายงานว่าค่าตัวของกองหน้ารายนี้ สูงถึง 50 ล้านบาท

“เราลงทุนสูงกว่าปีก่อนหน้า (2015) หลายเท่าตัว ดีลของมาร์ด บริดจ์ ต้องยอมรับว่าเขาเป็นผู้เล่นที่มีค่าตัวสูงพอสมควร แต่มูลค่าจริงๆของเขาอาจไม่ได้สูงขนาดนั้น”

“เราคาดหวังเขาไว้สูงมากจากผลงานที่เคยพาทีมเก่าไปคว้าแชมป์ เอเอฟซี แชมเปียนส์ลีก อีกทั้งเขายังเป็นผู้เล่นที่จบสกอร์ได้เด็ดขาด ซึ่งเป็นนักเตะแบบที่เราตามหามานาน เราจึงคิดว่านี่น่าจะเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า และทำให้ ไทยลีก เป็นที่รู้จักในเอลีก มากขึ้น” มิตติ กล่าวถึงแนวคิดที่อยากขยายชื่อเสียงของสโมสรไปยังต่างแดน

“พอเรามีเงินมากขึ้น ความคาดหวังแฟนบอล ความกดดันก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งเราเองต้องรับตรงนี้ให้ได้”

“เราเองพยายามใช้เงินอย่างมีสตินะ แต่เราจำเป็นต้องใช้เงินในครั้งนี้ เพื่อยกมาตรฐานของทีมให้สู้กับทีมอื่นได้ จริงอยู่ที่สโมสรอื่น อาจจะใช้เงินซื้อนักเตะลดลง สวนทางกับเรา แต่นั้นเป็นเพราะเขาใช้เงินมาก่อนหน้านี้แล้ว”

ภายหลังจบตลาดซื้อขาย เลกสอง ฤดูกาล 2016 เชียงราย ยูไนเต็ด ถูกยกให้เป็น “เจ้าบุญทุ่ม” ทีมใหมของไทยลีกไปโดยปริยาย ด้วยสรรพกำลังที่เต็มไปด้วยนักเตะชื่อดังหลายรายอยู่ในทีม อย่างที่ไม่มีมาก่อน อาทิ ฐิติพันธ์, บดินทร์, มงคล, วันเฉลิม, มาร์ก บริดจ์, คาอิมบี และ ประทุม ชูทอง

โดยนายใหญ่ สิงห์ เชียงรายฯ เผยว่า การทำงานร่วมกับนักเตะที่เป็น สตาร์ นั้นไม่ได้ยากอย่างที่คิด เพราะผู้เล่นเหล่านี้จะรู้วิธีการปฏิบัติตัวอย่างเป็นมืออาชีพ

แต่ผลงาน หลังการเปลี่ยนแปลงในครึ่งซีซั่นหลัง กลับสวนทางกับเม็ดเงินที่สโมสรลงทุนมหาศาล เมื่อทัพกว่างโซ้งมหาภัย ทำได้เพียงอันดับ 8 และหมดลุ้นฟุตบอลถ้วยทั้ง เอฟเอ คัพ และ ลีก คัพ ตั้งแต่รอบ 2 และรอบ 3

ซ้ำร้ายนักเตะตัวความหวังอย่าง มาร์ค บริดจ์ ก็ดันมามีอาการบาดเจ็บหนักในช่วงปรีซีซั่น ก่อนเปิดฤดูกาล 2017 จนมีการยกเลิกสัญญากันในภายหลัง นับเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากไม่น้อยของสโมสรแห่งนี้

เราพยายามใช้เงินให้ถูกจุด หลายทีมลงทุนแล้วไม่เกิดผล ซื้อตัวมาแล้วเล่นไม่ออก ไม่ตรงสเป็ก เราพยายามเรียนรู้ตรงนี้ด้วย

“เราพยายามใช้เงินให้ถูกจุด หลายทีมลงทุนแล้วไม่เกิดผล ซื้อตัวมาแล้วเล่นไม่ออก ไม่ตรงสเป็ก เราพยายามเรียนรู้ตรงนี้ด้วย”

“แต่ในตอนนั้น เราเองก็มีข้อผิดพลาดเหมือนกัน ไม่ว่าจะด้านการลงทุนกับผู้เล่นบางคนที่เราซื้อมา เขาไม่สามารถโชว์ฟอร์มได้อย่างที่เราต้องการ แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น อีก 80 เปอร์เซนต์ที่เราซื้อ มีผลงานที่โอเค และมีพัฒนาการตามที่เราหวังไว้” บิ๊กฮั่น ทิ้งท้ายถึงขวบปีที่ถูกผู้คนจับตามอง

อย่างไรก็ตามการใช้เงินมูลค่าหลายสิบล้านบาท ในฤดูกาล 2016 เปรียบเสมือนบทเรียนแรกให้ สิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด ได้ศึกษาวิถีของผู้ล่า แต่ “ของจริง” เริ่มต้นขึ้นในฤดูกาล 2017 ต่างหาก...

ติดตามเรื่องราวเหล่านี้ได้ต่อใน “กว่าจะเป็นกว่างโซ้ง เดอะ ซีรีส์”  ตอนที่ 2 ได้ทางโฟร์โฟร์ทู ประเทศไทย ในสัปดาห์ถัดไป