กว่าจะเป็นตำนาน : ซารูตะ ฮิโรโนริ…นักเตะญี่ปุ่นที่ค้าแข้งเมืองไทยยาวนานที่สุด

“ผมอึ้งเลย…  ที่เห็นคนไทยไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์กันทุกครั้งก่อนลงสนาม ผมไม่เคยเจออะไรแบบนี้”

นี่ คือ เหตุการณ์ที่ ซารูตะ ฮิโรโนริ รู้สึกประหลาดใจ เมื่อครั้งเริ่มเป็นนักเตะอาชีพในเมืองไทย ปี 2009 กับศรีราชา เอฟซี...เขา คือ นักฟุตบอลจากแดนอาทิตย์อุทัยยุคบุกเบิกของไทยลีก เป็นเวลานับ 8 ปี ที่เขาอยู่เมืองไทยไม่ยอมไปไหน และนี่ คือ เรื่องราวของเขาตั้งแต่วัยเด็กที่ประเทศญี่ปุ่น  จนกลายเป็นตำนานไทยลีก…กว่าจะมีวันนี้ ชีวิตของเขาผ่านอะไรมาบ้าง? ติดตามได้ที่นี่

เจ้าหนูซูชิ

“สมัยเด็กเหรอ? ผมอยากเป็นนักปั้นซูชิ และก็ทำประมง” ฮิโรโนริ ซารูตะ แข้งวัย 35 ปี เริ่มเท้าความเล่าเรื่องราวความฝันแรกของตัวเอง....

เขาเป็นลูกชายคนที่ 3 ของตระกูลฮิโรโนริ บ้านของเขาอยู่ห่างใกล้จากตัวเมืองฮิโรชิม่า ถัดไปไม่กี่บล็อคถนน ก็เจอมหาสมุทรอันกว้างใหญ่

“เพื่อนบ้านของผมทำอาชีพประมงกันเยอะ แต่พ่อ-แม่ผมเป็นพนักงานบริษัททั่วไปเนี่ยแหละ”

“พ่อของผมชอบเบสบอล ที่ญี่ปุ่นสมัยนั้นยังไม่มีลีกฟุตบอลอาชีพ แต่ที่ฮิโรชิม่า มีทีมเบสบอลดังมากอยู่ทีมหนึ่ง (ฮิโรชิม่า โตโย คราพ) ซึ่งเป็นที่นิยมของเด็กๆ… ผมก็เล่นเบสบอลเหมือนกันนะ แต่ก็ชอบเล่นฟุตบอลด้วย เล่นตามพี่ชาย ตั้งแต่อายุได้ 6 - 7 ขวบ”

“เด็กชอบผมชอบอ่านการ์ตูน และ ‘กัปตันซึบาสะ’ เนี่ยแหละ คือ ไอดอลคนแรกของผม ทำให้ผมสนุกกับการเล่นฟุตบอล เวลาผมไปเล่นกับเพื่อนๆ ผมพยายามจะเล่นท่ายากยิงประตูแบบ ‘กัปตันซึบาสะ’ บ้าง (หัวเราะ) จากนั้นก็เร่ิมเล่นให้ทีมโรงเรียนตั้งแต่อายุได้ประมาณ 8 ขวบ”

“ความจริงตอนเด็กผมอยากเป็นนักปั้นซูชิซะมากกว่า อยากตกปลา… ผมอินกับมังงะเรื่อง  ‘เจ้าหนูซูชิ’ (Shota no Sushi - มังงะเขียนโดยไดซุเกะ เทราซาวะ ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี ค.ศ. 1992) และแม่ผมก็ชอบทำซูชิให้ผมกินซะด้วยซิ (ฮา)”  

แต่จุดเปลี่ยนของเด็กน้อยผู้บ้าคลั่งมังงะเกิดขึ้น เพราะชายผู้เป็นตำนาน…คาซูโยชิ มิอูระ ยุคนั้นกำลังโด่งดังในยุคที่เจลีกเพิ่งก่อตั้ง และ “ซารุจัง” ก็โอกาสไปชมเกมอุ่นเครื่องระหว่างทีมชาติญี่ปุ่น กับ ซาอุดิอาระเบีย ระหว่างฤดูร้อนเมื่อปี 1995 “คิงคาซู” ทำประตูตีให้ทัพซามูไรบลูส์ก่อนพลิกแซงชนะ 2 - 1 นั่นทำให้ เขาเริ่มชอบนักฟุตบอลที่เป็น “คน” จริงๆ ขึ้นมาแล้ว  

“หลังจากเกมนัดนั้น ผมเริ่มหานิตยสารฟุตบอลซ็อคเกอร์ คิง มาอ่านมากขึ้น ติดตามเรื่องราวของ คาซู ผ่านทางสื่อต่างๆ”

ซารุ ดูเริ่มจริงจังกับฟุตบอลมากขึ้น แม้ยังไม่ได้วางเป้าหมายเป็นนักฟุตบอลอาชีพให้ได้ในอนาคต แต่เขาก็ใช้ความในเกมลูกหนังพาตัวเองเข้ามหาวิทยาลัยในโตเกียว

ผจญภัยวัยรุ่น

ช่วงชีวิตที่ชนบท ห่างจากตัวเมืองฮิโรชิม่า ของ ซารูตะ ฮิโรโนริ จบลงหลังจากเขาได้รับการชักชวนจากมหาวิทยาลัยทาคูโชกุในกรุงโตเกียว เขาได้เข้าเมืองหลวงไปศึกษาต่อคณะรัฐศาสตร์ และเป็นนักกีฬาฟุตบอลประจำสถาบัน

“ผมเรียนคณะรัฐศาสตร์ก็จริง แต่แทบไม่เคยเข้าเรียนเลย (หัวเราะ)” ซารูตะ เล่าถึงชีวิตวัยรุ่นที่เมืองหลวง

“ความจริงผมอยากเข้าไปอยู่ที่โตเกียวอยู่แล้วล่ะ และเมื่อได้โอกาสผมก็รีบคว้ามันไว้ เอาจริงๆ สมัยวัยรุ่น เราก็ยังไม่ถึงกับจริงจังว่าต้องเป็นนักฟุตบอลอาชีพให้ได้ เรายังมีออกนอกลู่นอกทางบ้าง สมัยนั้นผมซื้อมอเตอร์ไซค์ไว้คันหนึ่ง คอยขับไปไหนต่อไหนทั่วประเทศเลยล่ะ นอกจากเตะฟุตบอล ผมก็ทำงานพาร์ทไทม์เป็นอาชีพเสริมหลายอย่าง ทั้งเป็นบาร์เทนเดอร์ กระทั่งโค้ชฟิตเนส”

ชีวิตการเป็นนักฟุตบอลทีมมหาวิทยาลัยของเขา อาจไม่ได้ยิ่งใหญ่ แต่มันก็มากพอที่จะช่วยให้เขาได้รับสัญญาอาชีพจาก เอฟซี เอฮิเมะ ทีมในเมืองมัตซึยาม่า ซึ่งไม่ได้ไกลจากฮิโรชิม่า บ้านเกิดของเขาสักเท่าไหร่นักเมื่อปี 2005… แต่ก็นั่นแหละ ‘ซารุ’ ยังดูไม่เอาจริงเอาจังกับชีวิตเท่าไหร่นัก หลังจากหมดสัญญากับ วายเคเค เอฟซี (คาทาลเลอร์ โตโยม่า ในปัจจุบัน) ในปี 2007 เขาเลือกเดินทางตามหาความท้าทายไปยังอีกซีกโลกหนึ่ง…

“เดวิด เบ็คแฮม… ตอนนั้นเพิ่งย้ายไปอยู่กับแอลเอ แกแลคซี่ ในเมเจอร์ลีก ซ็อคเกอร์ เพื่อนผมก็เลยชวนไปทดสอบฝีเท้ากับทีมในอเมริกา ใช่! ผมเองก็หวังจะได้เล่นที่สหรัฐฯ เผื่อจะได้ดวลกับเบ็คแฮม ผมไปทดสอบกับหลายทีมเลยล่ะ และโค้ชของคลีฟแลนด์ (ซิตี้ สตาร์ - ปัจจุบันไม่มีทีมนี้แล้ว) ก็บอกว่าจะเซ็นสัญญากับผม แต่พอผู้จัดการทีมมาเห็นผมเท่านั้นแหละ เขาบอกว่า ‘ไม่เอาๆ คุณตัวเล็กเกินไป’...”

“ผมอยู่ที่นั่นต่อ จนครบ 4 เดือน เงินผมหมดพอดี ผมเลยต้องหาสโมสรที่อื่นที่ไม่ใช่ในอเมริกา”

นาโอยะ ชิบามูระ เพื่อนบ้านของ ซารูตะ ฮิโรโนริ ที่โอตาเกะ, ฮิโรชิม่า บุกเบิกไปค้าแข้งกับทีมฟุตบอลที่สิงคโปร์… นั่นทำให้เขาชักชวน ‘ซารุจัง’ ข้ามมหาสมุทรแปซิฟิคกลับมายังเอเชีย แต่เป็นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้… ซารูตะ เซ็นสัญญาอาชีพกับ บาเลสเตียร์ ทีมดังในเอสลีก สิงคโปร์ เมื่อปี 2008 และจากนั้นชีวิตผจญภัยของเขาก็จบลง

ณ ดินแดนบูรพา

“ที่สิงคโปร์... ผมได้เงินเดือนอยู่ประมาณ 50,000 บาท” ซารุ เริ่มเล่าถึงจุดเปลี่ยนที่มาไทย เมื่อปี 2009

ชีวิตบนเกาะเล็กๆ ทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ได้ดีนัก เงินเดือนที่เขาได้รับมันค่อนข้างน้อยนัก กับค่าครองชีพ นั่นทำให้เขาพูดคุยกับ เรียวจิ ซุเอโอกะ อดีตนักฟุตบอลของมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ก่อนถูกส่งไปซ้อมกับศรีราชา เอฟซี… และเพียงไม่กี่วัน ‘ซารุ’ ก็ได้งานใหม่

“มันไม่มีการเซ็นสัญญา ไม่มีเอกสารอะไรทั้งนั้น” ซารุ พูดถึงสัญญาฉบับแรกของตัวเองที่เมืองไทย ซึ่งเป็นสัญญาปากเปล่า “มันมีเพียงแค่การพูดคุย และเขาก็ถามเงินเดือน ผมก็ตอบ ‘โอเคๆ’... นั่นแหละ และชีวิตนักฟุตบอลของผมกับศรีราชา ก็เริ่มขึ้น"

“ผมรู้สึกชอบชีวิตความเป็นอยู่ที่ศรีราชามากๆนะ บ้านเมืองก็สบายๆ อยู่ติดกับทะเล บรรยากาศ มันก็คล้ายๆ กับบ้านเกิดของผม (ฮิโรชิม่า)”

ชีวิตนอกสนามเองก็ลงตัว เพราะที่จังหวัดชลบุรี มีชาวญี่ปุ่นมาตั้งรกรากทำงานกันเยอะ เขาไม่จำเป็นต้องปรับตัวมากมายนัก เพื่อนร่วมทีมของเขาส่วนใหญ่ภายในทีมก็เป็นนักเตะดาวรุ่ง ผู้เล่นอย่าง สุภภรณ์ พรหมพินิจ, อรรถพงษ์ หนูพรหม, เกริกฤทธิ์ ทวีกาญจน์ หรือกระทั่ง วรุตน์ วงศ์ดี กำลังอยู่ในช่วงวัยห้าวหาญ ขณะที่ผู้เล่นต่างชาตินอกจากตัวเขามี กัสตัน ราอูล กอนซาเลซ, ดิเอโก้ โรเบิร์ต และ วาเลรี่ ซานู…ซึ่ง ‘ซารุ’ ก็ปรับตัวเข้ากับฟุตบอลไทยได้อย่างรวดเร็ว เขายิงประตูแรกในเกมนัดประเดิมสนามใส่ พัทยา ยูไนเต็ด พร้อมกับสถาปนาเป็นแข้งขวัญใจสาวก “เดอะ บลูมาร์ลิน” ทันที เพราะด้วยฝีเท้า และความน่ารักกับแฟนบอล

“ผมชอบเดินไปไหว้ขอบคุณแฟนบอล… นั่นอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้ผมกลายเป็นขวัญใจแฟนบอลศรีราชา แต่ที่รู้สึกประหลาดใจที่สุดตอนมาไทยใหม่ๆ ก็ คือ การเห็นเพื่อนๆไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ก่อนลงสนาม ผมอึ้งเลย…  ผมไม่เคยเจออะไรแบบนี้ที่ญี่ปุ่น”

“แต่ตอนหลังผมก็ชอบไปไหวนะ...ไหว้แล้วก็รู้สึกดี”

-ติดตามเรื่องราวของ 'ซารุจัง' ในเมืองไทยในหน้าถัดไป-