ลาเมล่ารุ่ง,ดาเมี่ยนร่วง: 5 สิ่งที่มองเห็นจากเกมไก่จิกผียับ

คริส ฟลานาแกน หนึ่งในทีมงานโฟร์โฟร์ทูได้ชมเกมจากที่นั่งนักข่าวในไวท์ ฮาร์ท เลน เพื่อวิเคราห์เกมที่สเปอร์สชนะแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 3-0 โดยใช้ Stats Zone... 

1. ลาเมล่าเล่นได้ครบเครื่องขึ้นเยอะ

เป็นระยะเวลาไม่ถึงปีนับตั้งแต่ที่ เอริค ลาเมล่า ถูกมองว่าเป็นก้อนเนื้อมูลค่า 30 ล้านปอนด์ที่ล้มเหลวในถิ่นไวท์ ฮาร์ท เลน ที่มาจาก อังเดร วิลล่า-โบอาส ผู้ที่เคยทุ่มเงินซื้อนักเตะอย่าง เปาลินโญ่ และ โรเบร์โต้ โซลดาโด้ ด้วยเช่นกัน

การดำเนินรอยตาม แกเร็ธ เบล ไม่ใช่เรื่องง่าย และเอวีบีเองก็ไม่สามารถดึงจุดที่ดีที่สุดของอดีตแข้งโรม่าออกมาใช้งานได้ ขนาด เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ กุนซือชาติเดียวกันก็ต้องใช้เวลาเกือบปีเหมือนกัน ซึ่งเมื่อฤดูกาลก่อนลาเมล่าถึงกับโดนตราหน้าว่าเป็นนักเตะฝีเท้ากลวงที่ทำอะไรไม่เป็นนอกจากท่าราโบน่าเลยทีเดียว

แต่ตอนนี้หลายๆอย่างได้เปลี่ยนไปแล้ว และไม่ได้เป็นครั้งแรกในซีซั่นนี้ที่ “ไก่เดือยทอง” จำเป็นต้องใช้เขาอย่างที่สุด โดยลาเมล่ารับบทบาทสำคัญในเกมนี้ และบทบาทดังกล่าวต้องเล่นเกมรับมากพอๆกับเกมรุก ซึ่งเป็นสิ่งที่ดูเหมือนจะเกิดขึ้นได้ยากเมื่อปีก่อน และนั่นเป็นสัญญาณที่แสดงว่าปรัชญาของโปเช็ตติโน่มีผลกับลาเมล่ามากแค่ไหน

โดยตัวริมเส้นชาวอาร์เจนไตน์โชว์ฟอร์มได้อย่างน่าประทับใจและแย่งบอลได้ทุกครั้งจากทั้งหมด 9 หน ซึ่งมากกว่าทุกคนในสนาม 4 ครั้งด้วยกัน และ 8 จาก 9 นั้นมาจากในแดนตัวเอง เมื่อเจ้าตัวลงไปช่วยแบ็คขวา ไคล์ วอล์คเกอร์ ในเกมรับ

และเมื่อสเปอร์สขึ้นนำในช่วงปลายๆเกม ก็เป็นลาเมล่าคนนี้ที่เป็นหัวใจสำคัญในแนวรุก เมื่อเปิดฟรีคิกให้ โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์ โหม่งเป็นประตูที่ 2 ของเกม ก่อนที่จะเป็นคนยิงปิดกล่องจากลูกครอสของ แดนนี่ โรส ถือเป็นประตูที่ 10 ของเขาในซีซั่นนี้ไปแล้ว

2. ดาร์เมี่ยนไม่ใช่ตัวแทนที่ดีของโฟซู-เมนซาห์

ที่จริงแล้วรูปเกมส่วนใหญ่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เล่นใช้ได้เลยทีเดียว โดยครองบอลเหนือกว่าและมีแววว่าจะเก็บคลีนชีตได้เป็นนัดที่ 16 ของฤดูกาล

ซึ่งลูกทีมของ หลุยส์ ฟาน กัล ดูเหมือนว่าจะรักษาสถิติที่ดีในการเจอกับทีมท็อปโฟร์ฤดูกาลนี้ได้ หลังจากที่ชนะ 3 เสมอ 2 และแพ้นัดเดียว แต่ท้ายที่สุดก็ต้องจบลงเหมือนกับความปราชัยในถิ่นลอนดอนเหนือครั้งก่อนหน้าที่มีต่ออาร์เซนอลด้วยสกอร์ 3-0 เหมือนกัน

เหตุผลหลักที่ทำให้พบกับความพ่ายแพ้ก็คืออาการบาดเจ็บของ ทิโมธี โฟซู-เมนซาห์ แบ็คขวาวัย 18 ปีที่ถูกเปลี่ยนตัวออกในนาทีที่ 68 ซึ่งก่อนหน้าที่จะเดี้ยงนั้นเจ้าตัวเล่นด้วยความมั่นใจเลยทีเดียว โดยตัดบอลได้ 5 ครั้งและยังแย่งบอลได้อีก 5 ครั้ง ซึ่งหนหนึ่งเป็นการไล่บอลจาก ไคล์ วอล์คเกอร์ ในครึ่งแรก ส่วนอีกหนเป็นการแย่งบอลจาก เดเล่ อัลลี่

และเมื่อ มัตเตโอ ดาร์เมี่ยน ที่ถือเป็นหนึ่งในบ่อน้ำมันจากเกมที่แพ้อาร์เซนอล 3-0 เมื่อเดือนตุลาคมลงสนามมาแทน กองหลังชาวอิตาเลียนก็เจอกับฝันร้ายอีกครั้งที่ไวท์ ฮาร์ท เลน เมื่อเสีย 3 ลูกรวดในระยะเวลาไม่ถึง 8 นาทีที่ลงสนาม

โดยลูกแรกมาจากการที่เจ้าตัวยืนใกล้กับเซ็นเตอร์ฮาล์ฟฝั่งตัวเองมากเกินไป จนทำให้ คริสเตียน อีริคเซ่น มีพื้นที่ขึ้นมาทางด้านข้างก่อนจะเปิดให้อัลลี่ชาร์จเผาขน ส่วนลูกที่ 2 มาจากลูกฟรีคิกที่เจ้าตัวไปทำฟาวล์ แฮร์รี่ เคน จนโดนใบเหลือง ขณะที่ลูกที่ 3 เกิดขึ้นหลังจากที่ไม่สามารถหยุดลูกครอสเรียดของ แดนนี่ โรส จนทำให้ลาเมล่าทำประตูปิดกล่อง

ถือว่าเป็นการลงสนามในฐานะตัวสำรองที่ค่อนข้างสร้างหายนะมากที่สุดเท่าที่เคยมีมาเลยทีเดียว

3. สเปอร์สแสดงให้เห็นว่าสามารถบี้กับเลสเตอร์จนหยดสุดท้าย

พลพรรค “ไก่เดือยทอง” จะไม่ได้เล่นในวันเสาร์อีกเลยจนกระทั่งจบฤดูกาล และในอีก 4 เกมข้างหน้าพวกเขาจะเตะทีหลังเลสเตอร์ และแมตช์นี้ก็ถือเป็นมาตรวัดได้อย่างดีว่าพวกเขาตอบสนองต่อผลงานของคู่แข่งแย่งแชมป์ได้ดีแค่ไหน หลังจากที่ “จิ้งจอกสยาม” ชนะซันเดอร์แลนด์ไปก่อนเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้า

นั่นทำให้ช่องว่างถ่างออกไปเป็น 10 แต้มและขณะที่เลสเตอร์ไม่คุ้นเคยกับความกดดันในการไล่ล่าแชมป์ ก็ต้องพึงระลึกไว้ว่าสเปอร์สเองก็ไม่เคยเหมือนกัน ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่เข้าทาง “จิ้งจอกสยาม” โดยมันไม่ได้เหมือนกับปี 1996 ที่นิวคาสเซิลออกอาการเป๋ในช่วงโค้งสุดท้ายเมื่อเจอกับทีมมากประสบการณ์อย่างแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

และช่วงต้นเกมก็ดูเหมือนว่าสเปอร์สจะไม่ได้ตอบสนองได้ดีมากนัก เพราะกว่าจะผ่านบอลไปถึงพื้นที่สุดท้ายต้องรอถึงนาทีที่ 16 ขณะที่ เดเล่ อัลลี่ กับ เอริก ไดเออร์ ก็ดูเงียบผิดปกติเมื่อเสียการครองบอลบ่อยครั้ง

เมื่อเวลาผ่านไปเรื่อยๆ ก็เริ่มมีการสงสัยมากขึ้นว่าความกดดันเริ่มจะมีผลกับทีมพลังหนุ่มอย่าง “ไก่เดือยทอง” หรือไม่ แต่แล้วคำถามเหล่านั้นก็ได้รับคำตอบในช่วง 20 นาทีสุดท้าย เพราะถึงแม้อัลลี่อาจจะไม่โชว์ฟอร์มเปล่งปลั่งมากนัก แต่ประตูปลดล็อคของเขาก็สามารถพิสูจน์ได้ว่ายังสามารถสร้างอิมแพคให้กับทีมได้แม้จะไม่ได้เป็นวันที่ดีสำหรับเจ้าตัวก็ตาม

เดเล่ อัลลี่ ฉลองประตูขึ้นนำของสเปอร์ส

ถึงแม้ว่าก่อนจบเกมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะได้ครองบอล 53 เปอร์เซ็นต์ แต่สเปอร์สก็ยังอุตส่าห์หาทางส่องผู้มาเยือนได้ถึง 16 ครั้ง เมื่อเทียบกับยูไนเต็ดที่ทำได้แค่ 5 หน มันเป็นเรื่องยากที่จะแย้งว่าพวกเขาไม่สมควรชนะ เมื่อ คริสเตียน อีริคเซ่น สร้างสรรค์โอกาสได้ 4 ครั้ง ส่วน มุสซ่า เดมเบเล่ เก็บบอลจากรับเป็นรุกได้ 13 หน

โปเช็ตติโน่กล่าวว่า “หลังรู้ผลการแข่งขันของเลสเตอร์ มันเป็นเรื่องสำคัญสำหรับเราที่ต้องแสดงให้เห็นถึงคาแรคเตอร์และความนิ่ง มันคืออีกก้าวหนึ่งของทีมคนหนุ่มทีมนี้ การเล่นภายใต้ความกดดันและพยายามจะขยับเข้าใกล้ช่องว่างให้ได้ มันแสดงให้เห็นว่าเราได้อยู่จุดนั้นแล้ว เพียงแต่ต้องรอคอยและสู้ต่อไปจนถึงที่สุด”

4. เดปายกลายเป็นตัวเลือกทีหลังยัง

หลุยส์ ฟาน กัล ได้เผชิญหน้ากับคำถามแทงใจจากสื่อตอนหลังจบเกม เมื่อมีนักข่าวคนหนึ่งได้ถามว่าตอนนี้เขาเสียใจหรือไม่ที่มาคุมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แทนที่จะเป็นสเปอร์สเมื่อปี 2014 หลังจากเชื่อว่าในตอนนั้นยูไนเต็ดมีภาษีดีกว่าสเปอร์สเนื่องจากความยิ่งใหญ่ของสโมสร

“ผมก็คิดว่าเรายังดีกว่านะ” เขาตอบกลับ “ความท้าทายในสโมสรใหญ่มันมีมากกว่าอยู่แล้ว ผมเองก็อยากเซ็นสัญญากับท็ตแน่มเหมือนกัน ซึ่ง ดาเนี่ยล เลวี่ รู้ดี แต่ความท้าทายที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มันมีมากกว่าและน่าจะมากกว่าไปตลอดด้วย แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นสโมสรที่ใหญ่กว่า และผมก็คิดว่ามันเป็นเรื่องตีตัวไปก่อนไข้ไปหน่อยที่คุณถามคำถามนั้นมาตอนที่พวกเขาชนะ 3-0 มันเป็นเรื่องง่ายที่จะถามแบบนั้น แต่ก็เอาเถอะ เอาที่สบายใจคุณละกัน”

นอกจากนี้ฟาน กัล ยกตกเป็นเป้าวิพากษ์วิจารณ์กับการตัดสินใจแบบสุดเซอร์ไพรส์ที่ส่ง แอชลี่ย์ ยัง ยืนเป็นกองหน้าในครึ่งหลังแทน มาร์คัส แรชฟอร์ด มากกว่าจะส่งยืนทางกราบแล้วโยก อองโตนี่ มาร์กซิยาล เข้าไปเล่นข้างในมากขึ้น

ซึ่งเป็นที่น่าแปลกใจสำหรับ เมมฟิส เดปาย ที่สามารถเล่นได้ทั้งปีกและกองหน้าอย่างที่เห็นกันในทีมชาติฮอลแลนด์ กลับเป็นตัวเลือกทีหลังยังหลังจากที่ตกเป็นตัวเลือกรองจากแรชฟอร์ดกับ เจสซี่ ลินการ์ด ไปเรียบร้อย ดังนั้นการตัดสินใจของฟาน กัล ที่มองข้ามเขาแล้วส่งยังเล่นหน้าแทนถือเป็นการส่งสัญญาณเตือนให้กับอดีตสตาร์ของพีเอสวีรายนี้อย่างเห็นได้ชัด แต่อย่างไรก็ตามยังกลับยิงตรงกรอบหนเดียวในช่วงเวลา 45 นาทีในสนาม และก็ไม่ได้สร้างผลงานอะไรไปมากกว่าแรชฟอร์ด

การเปลี่ยนตัวช่วงพักครึ่งของฟาน กัล ไม่ได้ช่วยให้เกมดีขึ้น

ในที่สุดเดปายก็เรียกให้ลงมารอเปลี่ยนตัวข้างสนาม แต่ขณะที่เจ้าตัวยืนรอลงสนามอยู่นั้น สเปอร์สก็ได้ประตูที่ 3 และเกมก็จบลงอย่างสิ้นเชิง เขาดูหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด และความฉุนเฉียวดังกล่าวก็ส่งผลเมื่อเขาลงไปในสนามด้วย เมื่อเจ้าตัวไปวางมวยใส่ ไคล์ วอล์คเกอร์

โดยฟาน กัลได้อธิบายถึงเหตุผลที่ส่งยังเล่นศูนย์หน้าว่า “ผมอยากให้มีการวิ่งสอดมาจากทางด้านหลังมากขึ้น เรามีโอกาสหลายครั้งที่จะทำอย่างนั้นเพราะท็อตแน่มเล่นเกมรุกที่ฟูลแบ็คชอบเติมเกมบุกเหมือนเรา คุณจำเป็นต้องวิ่งสอดขึ้นมาและ แอชลี่ย์ ยังก็ทำได้ดีในทีมสำรอง ขณะที่มาร์คัสเล่นได้ไม่ดีนักวันนี้และนั่นคือเหตุผลที่ผมเปลี่ยนตัวเขาออก”

“อองโตนี่ มาร์กซิยาล เป็นนักเตะที่ต้องการเก็บบอลไว้กับตัว และเมื่อผมต้องการคนที่วิ่งสอดขึ้นมาจากทางด้านหลัง มันจึงเป็นเรื่องดีกว่าที่จะให้โอกาสนักเตะที่ทำแบบนี้ได้ดีลงสนาม”

5. อัลเดอร์ไวเรลด์ชอบทำประตูทีมหัวตาราง

หลุยส์ ฟาน กัล ได้เผยว่าเขาได้เตือนลูกทีมแล้วก่อนเกมว่าให้ระวังลูกกลางอากาศของ โทบี้ อัลเดอร์ไวเรลด์ โดยมอบหมายให้ มาร์กอส โรโฮ ประกบเขา แต่การรับรู้ถึงความอันตรายดังกล่าวกับความพยายามที่จะหยุดมันถือเป็นคนละเรื่องกัน

โดยในฤดูกาลนี้เซ็นเตอร์ฮาล์ฟชาวเบลเจี้ยนทำได้ 4 ประตู และทั้งหมดก็เป็นเกมเหย้าในการเจอกับทีมท็อป 6 ทั้งแมนเชสเตอร์ ซิตี่, เวสต์แฮม, อาร์เซนอล และล่าสุดกับแมนฯยูฯ มีเพียงเลสเตอร์ที่สามารถหยุดเขาได้ ซึ่งบางทีนั่นอาจเป็นเหตุผลที่พวกเขาเป็นจ่าฝูงของตาราง

โดยอัลเดอร์ไวเรลด์กลับมาจับคู่กับ แยน แฟร์ตองเก้น เพื่อนร่วมชาติอีกครั้งหลังจากที่ฝ่ายหลังหายจากอาการบาดเจ็บหัวเข่า แม้ เควิน วิมเมอร์ จะทำผลงานได้ดีตอนที่แฟร์ตองเก้นไม่อยู่ แต่ 2 คู่หูทีมชาติเบลเยี่ยมก็สามารถสานต่อฟอร์มอันแข็งแกร่งได้ด้วยการปิดเกมรุกของยูไนเต็ดอย่างอยู่หมัด

อัลเดอร์ไวเรลด์เคลียร์บอลไป 8 ครั้งซึ่งมากกว่าทุกคนในสนาม ทำให้ลูกยิงของ อองโตนี่ มาร์กซิยาล ที่ถูกเซฟไว้ได้โดย อูโก้ โยริส เป็นจังหวะจะแจ้งแค่ครั้งเดียวของทีมเยือน

 

STATS ZONE Free on iOS • Free on Android