ลิเวอร์พูล โมเดล: สำเร็จหรือล้มเหลวอยู่ที่วิธีการ

ฤดูกาลย่ำแย่ทำให้ลิเวอร์พูลต้องยกเครื่องแบ็ครูมออฟฟิศเป็นการใหญ่ รวมถึงการอำลาทีมของกัปตันผู้รับใช้ทีมยาวนาน ทำให้ภาระหนักตกอยู่บนตักบีร็อด  Declan Warrington ผ่าเผือกร้อนหงส์แดง 

เฟนเวย์ สปอร์ต กรุ๊ป เลือกที่จะไว้ใจเบรนแดน ร็อดเจอร์สให้คุมทีมต่ออีกฤดูกาล แม้จะแตกหักแยกทางกับโคลิน ปาสโค ผู้ช่วยผู้จัดการทีมและไมค์ มาร์ช โค้ชฝึกทีมชุดใหญ่ และนั่นน่าจะแสดงให้เห็นว่าฝ่ายบริหารระดับสูงของลิเวอร์พูลยังคงตั้งใจที่จะสานต่อระบบลิเวอร์พูลโมเดลที่ถูกวิพากษ์อย่างกว้างขวางด้วยการเน้นซื้อตัวนักเตะเยาวชนและพัฒนาดาวรุ่งในทีม

นอกจากดิว็อค โอริกิ และแดนนี่ อิงส์ สองดาวรุ่ง ลิเวอร์พูลที่คว้าตัวเจมส์ มิลเนอร์และอดัม บ็อกดานเข้าทีม อาจจะทำให้หลายคนคิดว่าหงส์แดงจะเปลี่ยนแนว แต่ถ้าจะมองกันจริงๆ แล้ว การมาถึงของมิลเนอร์ในปีนี้ก็คงไม่ต่างจากริคกี้ แลมเบิร์ตในปีที่แล้ว ที่การซื้อตัวนักเตะส่วนหนึ่งก็เน้นการใช้งานและการใช้เงินมากกว่าอื่น

แม้จะวางเป้าเก็บนักเตะดาวรุ่งพุ่งแรงเป็นหลัก แต่ในทางธุรกิจแบบดีดลูกคิดทองคำ ลิเวอร์พูลใช้ระบบซื้อตัวลักษณะนี้มาตั้งแต่จอห์น ดับบลิว. เฮนรี่ เข้าเทคโอเวอร์สโมสรลิเวอร์พูลเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2010 มาแล้ว

แม้จะซื้อขายตามระบบไม่ผิดพลาด แต่ข้อจำกัดของลิเวอร์พูลกลับเกิดขึ้นจากการเซ็นสัญญานักเตะบางคน ไม่ใช่ระบบการซื้อตัวนักเตะที่คณะกรรมการซื้อขายเป็นฝ่ายดำเนินการ ซึ่งถ้าซื้อมาแล้วใช้งานได้ดีก็ถือว่าประสบความสำเร็จ ไม่ว่าการตัดสินใจสุดท้ายจะมาจากคณะกรรมการหรือมาจากร็อดเจอร์สโดยตรงก็ตาม

เจมส์ มิลเนอร์, แดนนี่ อิงส์ และดิว็อค โอริกิ

สามนักเตะใหม่หงส์แดง มิลเนอร์, อิงส์, โอริกิ

ในยุคของเคนนี่ ดัลกลิช หงส์แดงทุ่มเงินกว่า 105 ล้านปอนด์ (ประมาณ 5,500 ล้านบาท) ในการซื้อตัวนักเตะดาวรุ่ง และนักเตะดาวเด่นเข้าทีม แต่กลับมีเพียงจอร์แดน เฮนเดอร์สันที่ทำผลงานแบบเรียกได้ว่าประสบความสำเร็จ (ในระดับกลางค่อนข้างสูง) แต่หากเทียบกับจำนวนเงินมหาศาลที่ลิเวอร์พูลผลาญลงไปสามารถแลกตัวนักเตะระดับแดเนียล สเตอร์ริดจ์ หรือฟิลิเป้ คูตินโญ่ ได้มากกว่านี้ ก็คงไม่มีเสียงออกมาเรียกร้องให้เปลี่ยนระบบการซื้อนักเตะ

นับตั้งแต่ย้ายรังเหย้าจากไฮบิวรี่สู่เอมิเรตส์ จนถึงการเซ็นสัญญาคว้าตัวเมซุต โอซิลเมื่อปี 2013 อาร์เซนอลก็เคยผ่านสถานการณ์วิกฤติคล้ายกัน และพิสูจน์แล้วว่าระบบนี้ใช้การณ์ได้จริง แต่ก็เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น

ปัจจัยสำคัญในการประสบความสำเร็จคืออาร์แซน เวงเกอร์มีความสามารถในการปั้นนักเตะดาวรุ่ง ที่คล้ายกับว่าร็อดเจอร์สเองก็พอจะมีแววปั้นเด็กได้อยู่เหมือนกัน แต่สิ่งที่แตกต่างกันก็คือเวงเกอร์ตาดี มองเห็นศักยภาพของเด็กที่จับตัวเข้ามาร่วมทีม ในขณะที่เรายังไม่เห็นว่าร็อดเจอร์ส แอนด์ เดอะ แกงค์จะได้นักเตะวัยรุ่นดีๆ มาร่วมทีมเลย

ยึดมั่นกับกลยุทธ์

มามาดู ซาโก้

ซาโก้ยังต้องเรียนรู้อีกมาก

อัลแบร์โต้ โมเรโน่ และเอ็มเร่ ชาน เป็น 2 ในหลายๆ คนที่ย้ายเข้ามาร่วมที่ในปี 2014 และโชว์ฟอร์มเป็นชิ้นเป็นอันมากกว่าคนอื่น ในขณะเดียวกัน อดีตสต็อปเปอร์เปแอสเช มามาดู ซาโก้ และอดีตดาวรุ่งนักบุญ อดัม ลัลลาน่า (ที่บางทีเราก็ลืมๆ ไปว่าอายุ 27 ปีเข้าไปแล้ว) ก็เริ่มจะหาฟอร์มเจอบ้างแล้ว

แต่ที่เป็นความผิดพลาดราคาแพงประจำซีซั่นคงต้องยกให้มาริโอ บาโลเตลลี่, เดยัน ลอฟเรน และลาซาร์ มาร์โควิช ที่เป็นตัวถ่วงน้ำหนักจนระบบการซื้อตัวของลิเวอร์พูลเรียกได้ว่าล้มเหลว และกลายเป็นความกังวลของแฟนฟุตบอล แต่ถ้านำไปเทียบกับอาร์เซนอลในยุคก่อนที่จะได้ตัวเมซุต โอซิล ก็ไม่น่าจะเทียบกันได้ เพราะในขณะนั้นอาร์เซนอลเป็นทีมล่าแชมป์ เป้าหมายคือถ้วยแชมป์ และตั๋วแชมเปี้ยนส์ลีกเป็นของตายที่ได้ติดมือทุกปี ส่วนลิเวอร์พูล.....ท็อป 5 ก็ยังยาก

และหากอยากจะแสดงให้เห็นว่าระบบลิเวอร์พูลโมเดลใช้ได้ผล หงส์แดงก็ต้องทำผลงานให้ได้เหมือนกับอาร์เซนอลเคยทำมาแล้ว

แต่เชื่อหรือไม่ว่าเวงเกอร์และร็อดเจอร์สเหมือนกันกว่าที่หลายคนจะคาดคิด

กว่าที่เวงเกอร์ จะประสบความสำเร็จกับนักเตะตั้งแต่บาการี่ ซานญ่า, อารอน แรมซีย์, ฟรานซิส โกเกอแล็ง, ซามีร์ นาสรี และอีกหลายคน (แม้เดนิลสันและนิคลาส เบนด์ทเนอร์จะไม่รุ่งก็ตาม) จนถึงนักเตะอย่างแพร์ แมร์เตซัคเกอร์และโลร็องต์ คอสเชียลนี่จะเป็นสุดยอดคู่เซ็นเตอร์อย่างในปัจจุบัน แต่หากมองย้อนกลับไป ครั้งหนึ่งเวงเกอร์ก็เคยถูกหลายๆ คนตราหน้าว่าควรจะพิจารณาตัวเองและคิดใหม่ทำใหม่ในการเซ็นสัญญาซื้อตัวนักเตะ

และนี่คือจุดเริ่มต้นของร็อดเจอร์ส

ไว้ใจมิดฟิลด์

เอ็มเร่ ชาน

จะแทนที่สตีวี่ จี ได้หรือไม่?

ห้องเครื่องที่เป็นหัวใจสำคัญของอาร์เซนอล ไม่ว่าจะใช้ระบบ 4-3-3 หรือ 3-4-3 จะต้องเป็นนักเตะที่มีศักยภาพ และลิเวอร์พูลเองก็ควรจะเรียนรู้ที่จะปรับใช้ทั้งสองระบบโดยเลือกใช้กับคู่แข่งที่จะต้องเจอในแต่ละเกม 

เอ็มเร่ ชาน ดูเหมือนจะเป็นตัวเลือกที่เข้ากับตำแหน่งเพลย์เมคเกอร์ยืนต่ำมากกว่าที่เจอร์ราร์ดเคยเป็น และน่าจะเป็นตัวเสริมซ้อนแนวรับให้คู่มิดฟิลด์ ไม่ว่าจะเป็นการจับคู่ระหว่างมิลเนอร์ เฮนเดอร์สัน หรืออัลเลน การเลือกใช้ชาน-เฮนเดอร์สัน-อัลเลน ทำให้ร็อดเจอร์ส สามารถสร้างเกมที่มีพื้นที่ครองบอลกลางสนามได้ดีในเกมที่พบกับสวอนซี และยังช่วยเป็นการซ้อนแนวรับเหนือแนวสุดท้ายที่อ่อนยวบยาบอย่างทุกวันนี้

ยกเครื่องเกมรับ

เดยัน ลอฟเรน

ลอฟเรน กับฤดูกาลที่อยากจะลืม

สำหรับการพูดถึงการทุ่มเงินหลายล้านปอนด์ซื้อตัวดาวยิง ไม่นับว่าเป็นความสำคัญเร่งด่วนสำหรับทีมอย่างลิเวอร์พูล 

ซิมง มิโญเลต์ เป็นนายประตูชั้นดี ที่เรียกได้ว่าดีเกินฟอร์มฤดูกาล 2014/15 ที่แสดงให้เห็นด้วยซ้ำ แต่มิโญเลต์ยังไม่ใช่นายประตูมาตรฐานทีมแชมเปี้ยนส์ลีก และนั่นคือเป้าหมายแรกที่ลิเวอร์พูลควรจะเตรียมเสริมแกร่ง และหากนายประตูอย่างวอยเชียค เชสนีย์ หรือหลายๆ คนที่มีความสามารถในระดับเดียวกันมีแนวโน้มว่าจะมองหางานใหม่ ร็อดเจอร์สก็ควรจะเป็นทีมแรกๆ ที่เริ่มขยับตัว

ตลอด 3 ปีในฐานะกุนซือใหญ่หงส์แดง ร็อดเจอร์ส ยังไม่สามารถจัดระบบเกมรับที่ไว้ใจได้ (แต่อาจจะดึขึ้นถ้ามี ซามี่ ฮูเปีย ที่มีข่าวว่าจะเข้ามาร่วมงานในตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการทีม) แดเนียล แอ็กเกอร์ เป็นเซ็นเตอร์แบ็คที่ดีที่สุดของร็อดเจอร์ส แต่ก็ยังถูกขายออกจากทีม มาร์ติน สเคอร์เทล ที่หลังจากขาดคาร์ราเกอร์ก็ไม่สามารถทำฟอร์มเข้าตาแฟนบอล ส่วนลอฟเรนที่ย้ายมาร่วมทีมด้วยราคาแพงน้ำตาร่วง 20 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,060 ล้านบาท) ยังคงเป็นของแพงแรงไม่ถึงอยู่เหมือนเคย

การต่อสัญญาโคโล ตูเร่ ออกไปอีก 12 เดือนเป็นการตัดสินใจที่ออกจะน่ากังขา สเคอร์เทลก็เช่นกัน แม้โจ โกเมซ ที่ซื้อมาจากชาร์ลตันด้วยราคาเพียง 3.5 ล้านปอนด์ (ประมาณ 185 ล้านบาท) น่าจะกลายเป็นของดีราคาถูกในอนาคตอันใกล้ 

นอกจากนี้การตัดสินใจขายลอฟเรนเพื่อสมทบทุนเป็นค่าตัวแบ็คดาวรุ่งร่างยักษ์จากอิปสวิช ไทโรน มิงส์ น่าจะเป็นอีกอ็อปชั่นที่น่าจะเป็นประโยชน์กับหงส์แดงมากกว่า แม้จะเป็นการลุ้นเหมือนซื้อล็อตเตอรี่ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม นี่คือทางแก้ปัญหาเร่งด่วนที่หงส์แดงควรรีบลงมือ

เลี้ยงแนวรุกให้แข็งแกร่ง

Daniel Sturridge

หงส์ย่ำแย่เมื่อสเตอร์ริดจ์เจ็บยาว

และอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่แฟนหงส์แดงคาดหวังว่าจะได้รับการเปลี่ยนแปลงยกเครื่องคือพื้นที่แนวรุก  แต่ในความเป็นจริงแล้วแนวรุกยังคงไม่น่าจะเป็นที่เรื่องใหญ่เร่งด่วนควรแก้ของลิเวอร์พูล

ราฮีม สเตอร์ลิงคงไม่อยู่ต่อ แต่ถ้าอยู่ต่อก็คงจะต้องถูกขยับลงต่ำไปยืนหน้าแนวมิดฟิลด์ 3 ตัวเพื่อคอยเชื่อมเกมคู่กับคูตินโญ่และปั้นเกมบุกให้กองหน้าตัวเป้า และถ้าสเตอร์ลิงไม่อยู่ ร็อดเจอร์สต้องเลือกนักเตะมายืนแทนสเตอร์ลิงให้ดี

ลิเวอร์พูลได้ตัวโอริกิ และอิงส์ ทำให้เชื่อได้ว่าน่าจะวางระบบกองหน้า 3 ตัวเมื่อสเตอร์ริดจ์หายกลับมาลงสนามในเดือนตุลาคม (และยังมีตัวเลือกอื่นให้เลือกส่งลงยืนริมเส้นซ้ายขวาได้อีก) กองหน้าตัวเป้าอีกคนจึงเป็นเรื่องเกินจำเป็น 

การจะควักเงิน 32 ล้านปอนด์ (ประมาณ 1,700 ล้านบาท) ซื้อตัวคริสเตียน เบนเตเก้ จะเป็นการแสดงให้เห็นว่าไม่มีความเชื่อถือในโอริกิและอิงส์ แม้ร็อดเจอร์สจะมีสกิลในการปั้นเด็กและเซฟเงินค่าซื้อตัวได้หลายๆ ล้านก็ตาม แต่การลงเงินก้อนใหญ่ซื้อนักเตะที่ฟอร์มเริ่มผ่านช่วงพีคสุดยอดไปแล้วอย่างเบนเตเก้ไม่น่าจะเป็นแนวทางของลิเวอร์พูลโมเดล

ทางเลือกที่ใกล้เคียงความจริงมากกว่าคือ การโละขายบาโลเตลลี่ บอรินี่ และแลมเบิร์ต (ไม่ใช่ความผิดของแลมเบิร์ต แต่ร็อดเจอร์สไม่เห็นคุณค่าเท่านั้น) เพื่อลดการขาดทุน

หมดหน้าตัก!

การทุ่มแบบหมดหน้าตักแบบนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการแทงพนันและไปลุ้นเอาข้างหน้า เหมือนที่เฮนรี่เคยลุ้นกับดัลกลิชเมื่อปี 2012 หรือเหมือนที่ร็อดเจอร์สเคยเสี่ยงวัดดวงกับปาสโค, มาร์ช และเจอร์ราร์ดมาแล้ว

แต่ถ้าไม่เสี่ยงทุ่มสุดตัว นายใหญ่หงส์แดงและนโยบายสโมสรก็จะม้วนเสื่อไปตั้งแต่ก่อนจะเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง 

การกล้าเสี่ยงถ่ายเลือด ลดอายุเฉลี่ยของนักเตะในทีม ลดค่าตัวนักเตะ และเพิ่มความแข็งแกร่งโดยรวมของทีมเป็นนโยบายที่น่าจะได้ผล และไม่ว่าจะผิดหรือถูก นั่นก็น่าจะเป็นปลายทางฝันของจอห์น ดับบลิว. เฮนรี่ และเฟนเวย์ สปอร์ต กรุ๊ป