ลิเวอร์พูล vs แมนฯ ยูไนเต็ด : เมื่อลูกเซ็ทพีทอาจจะนำชัยให้ ‘ปีศาจแดง’

กูรูจาก FFT วิเคราะห์ว่า ทีเด็ดจากลูกนิ่งอาจจะทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด เป็นฝ่ายได้เฮในศึกแดงเดือดคราวนี้ เพราะเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น เชิญติดตามได้เลย…

ไม่มีความจำเป็นที่ โชเซ่ มูรินโญ่ จะสั่งให้ลูกทีมเดินหน้าบุกหรือเปิดหน้าแลกกับทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ที่ แอนฟิลด์ เพราะว่าหลายครั้ง เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก็เคยคิดค้นสูตรสำเร็จที่จะพา “ปีศาจแดง” ปราบคู่แค้นตลอดกาลถึงถิ่นได้มาแล้ว

สูตรดังกล่าวก็คือ ใช้กองกลางตัวตัดเกมสองคน เล่นเกมรับอย่างอดทน พร้อมกับฉวยโอกาสจากลูกเซ็ทพีท

อย่างไรก็ตาม แน่นอนว่า ทั้งสองทีมเปลี่ยนไปพอสมควรนับตั้งแต่ เซอร์ อเล็กซ์ จากทีมไป แต่รับรองว่า แผนดังกล่าวอาจจะถูกงัดมาใช้อีกครั้ง และอาจเคี่ยวยิ่งกว่าเมื่ออยู่ภายใต้การคุมทีมของ มูรินโญ่ เนื่องจาก กุนซือชาวโปรตุกีส เป็นผู้นิยมชมชอบแท็คติคเกมรับ และไม่แคร์ที่จะถูกกล่าวหาว่าใช้แผนรถบัสอุดประตูอีกด้วย

ดังนั้น คงไม่ใช่งานง่ายๆที่ “หงส์แดง” จะยิงประตูใส่ทีมเยือนเหมือนกัน

มูรินโญ่ น่าจะใช้แท็คติคที่ตัวเองถนัดในเกมนี้

ย้อนกลับไปในปี 2007 “เฟอร์กี้” ใช้หมากเดียวกันในสองเกมที่ แอนฟิลด์ โดยตอนนั้น ทีมดังแห่งเมืองแมนเชสเตอร์ รูปเกมเป็นรองเจ้าถิ่นทั้งสองนัด แต่กลับได้ประตูชัยจาก จอห์น โอเชีย(ซีซั่น 2006-07) และ คาร์ลอส เตเบซ (ซีซั่น 2007-08)

หรือจะเป็นเมื่อปีที่แล้ว ที่ หลุยส์ ฟาน กัล พาทีมบุกชนะ ลิเวอร์พูล ถึงถิ่น ทั้งที่รูปเกมตลอด 90 นาทีสู้ไม่ได้ และมีโอกาสยิงเข้ากรอบเพียงครั้งเดียวจากประตูชัยของ เวย์น รูนี่ย์ ที่วอลเล่ย์ลูกเปิดจากเตะมุมเข้าไปอย่างสะใจ

ซึ่งเมื่อย้อนกลับไปดูสถิติในช่วงนั้น ก่อนหน้าเกมแดงเดือด “หงส์แดง” เสียประตูจากลูกเตะมุมมา 4 ลูกจาก 4 เกมลีกหลังสุด ทว่าสุดท้าย คล็อปป์ ก็ไม่สามารถกำชับลูกทีมไม่ให้เสียลูกที่ 5 ได้…

จอมโขกแห่งอังกฤษ

ลูกทีมของ มูรินโญ่ ดวลลูกกลางอากาศชนะคู่แข่งถึง 58.6 เปอร์เซ็นต์ ทิ้งห่างอันดับรองๆลงมา อย่าง สเปอร์ส (55.4 เปอร์เซ็นต์), คริสตัล พาเลซ (54.2 เปอร์เซ็นต์) และ เชลซี (53.6 เปอร์เซ็นต์)

สถิติในปีนี้บอกเราได้อย่างดีว่า ลิเวอร์พูล ไม่ถนัดรับมือลูกกลางอากาศ โดยพวกเขาเป็นทีมที่ชนะการดวลโหม่งเป็นอันดับ 17 ของลีก(12.9 ครั้งต่อเกม) แต่ในอีกมุมหนึ่ง นั่นเป็นเพราะ ทีมดังแห่งเมอร์ซี่ไซด์ เป็นทีมที่ใช้การผ่านบอลสั้นและมีเพลย์เมคเกอร์ร่างจิ๋วหลายราย

ส่วน แมนฯ ยูไนเต็ด อยู่ในอันดับที่ 12 ของลีกด้วยค่าเฉลี่ย 15.3 ครั้งต่อเกม โดยส่วนใหญ่ก็เป็นผลงานของ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช และ มารูยาน เฟลไลนี่ นั่นเอง

ทว่า หากเรามองลึกลงไปอีก จะพบว่า “ปีศาจแดง” ก้าวขึ้นมาเป็นอันดับ 1 เมื่อเทียบกับเปอร์เซ็นต์การดวลโหม่ง โดยลูกทีมของ มูรินโญ่ ดวลลูกกลางอากาศชนะคู่แข่งถึง 58.6 เปอร์เซ็นต์ ทิ้งห่างอันดับรองๆลงมา อย่าง สเปอร์ส (55.4 เปอร์เซ็นต์), คริสตัล พาเลซ (54.2 เปอร์เซ็นต์) และ เชลซี (53.6 เปอร์เซ็นต์)

ขณะที่ “หงส์แดง” รั้งรอยบ๊วยที่  43.9 เปอร์เซ็นต์

ทว่า นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า ลูกทีมของ คล็อปป์ จะเป็นรองอะไร เพราะ ลิเวอร์พูล คือ ทีมที่ถนัดเล่นโอเพ่น เพลย์ มากกว่า

แต่ในมุมกลับกัน ลูกตั้งเตะต่างหากที่อาจจะทำให้พวกเขาชวดคว้าชัยในเกมนี้

ลูกเตะมุม : เส้นขนานของสองทีม

แน่นอนว่า มูรินโญ่ รู้จุดนี้เป็นอย่างดี ทั้งอาจจะเป็นการวางแผนของเขาก่อนที่จะซื้อตัว ซลาตัน, ปอล ป็อกบา และ เอริค ไบญี่ เข้ามาด้วยซ้ำ โดยถึงตรงนี้ เราบอกได้เต็มปากว่า แมนฯ ยูไนเต็ด มีลูกโด่งที่น่ากลัวที่สุดในลีก โดยเฉพาะเมื่อคนเตะมุมไม่ใช่ รูนี่ย์ แล้ว (ฮา)

อย่างในเกมเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนกับ เลสเตอร์ ยักษ์ใหญ่แห่งแมนเชสเตอร์ ได้ประตูจากลูกเตะมุมถึง 3 ครั้ง

และรู้หรือไม่ว่า ไม่มีทีมในลีกที่ได้ประตูจากลูกตั้งเตะมากกว่า แมนฯ ยูฯ (4 ครั้ง) โดยขนาดทีมเจ๋งๆอย่าง แมนฯ ซิตี้ ยังเคยเกือบเสียท่าให้กับไม้ตายนี้ของพวกเขามาแล้ว โดยตอนนั้น “น้ามู” ได้จัดให้ “ก็อดซลาตัน” และ “เดอะ ฟู” อย่าง เฟลไลนี่ เข้าไปรุม นิโคลัส โอตาเมนดี้ ซึ่งทั้งหมดเกือบได้ผล เพราะว่า ตอนนั้น “เร้ด เดวิลล์” ชนะการดวลโหม่งถึง 16 จาก 23 ครั้ง โดยเป็นการชนะในกรอบเขตโทษ “เรือใบสีฟ้า” ถึง 6 ครั้งนั่นเอง 

ข่าวดี(ของแฟนผี)และข่าวร้าย(ของเด็กหงส์)ก็คือ ลิเวอร์พูล เป็นทีมที่เสียประตูจากลูกนิ่งมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของลีก หากนับตั้งแต่ที่ คล็อปป์ เข้ามาคุมทีมเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้วที่ 16 ครั้ง(แชมป์คือ สวอนซี 18 ประตู)

แน่นอนว่า อดีตเทรนเนอร์ดอร์ทมุนด์ รู้เรื่องนี้ดี และพยายามแก้ไขตลอดซัมเมอร์ที่ผ่านมา ทว่าแค่เกมประเดิมสนามกับ อาร์เซนอล พวกเขาก็เสียประตูแบบนี้ไปแล้ว 1 ลูก เช่นเดียวกับเกมกับ สเปอร์ส ที่พลพรรค “เร้ด แมชีน” โดนลงโทษจากลูกเปิด หรือจะเป็นเกมกับ ฮัลล์ ที่พวกเขาโดนทำประตูจากลูกเตะมุม

หลังจากเกมกับ “เดอะ ไทเกอร์” คล็อปป์ ออกมาให้สัมภาษณ์กับ เจมี่ คาร์เรเกอร์ ในรายการทีวีที่ อังกฤษ เพื่ออธิบายถึงเรื่องนี้

“เราพัฒนาขึ้น แต่เราไม่มีความแข็งแกร่งเพียงพอในเรื่องการป้องกันลูกนิ่ง” กุนซือจอมร็อค ยอมรับ “เราต้องพยายามหาทางแก้ที่สร้างสรรค์กว่านี้ อาจจะให้ (จอร์จินิโอ) ไวจ์นัลดุม ประกบตัว หรือให้ (จอร์แดน) เฮนเดอร์สัน และ (อดัม) ลัลลาน่า ลงมาช่วยอีก” 

แน่นอนว่า เรามั่นใจได้ว่า คล็อปป์ ไม่ได้ละเลยในจุดนี้ ทว่าหลังจากให้สัมภาษณ์ ทีมของเขาก็เสียประตูจากลูกเซ็ทพีท(เกมกับสวอนซี)อีกแล้ว สรุปแล้วสองนัดหลังสุด “หงส์แดง” เสีย 2 ประตูจากการเตะมุมเพียง 5 ครั้งรวมกันของทั้งสองทีม 

ยักษ์ vs คน

ตัวหลักๆของ มูรินโญ่ ก็น่าจะยังเป็นชุดเดิมๆ โดยคำถามก็คือ ลุค ชอว์ จะกลับมาเบียดตำแหน่ง ดาลี่ย์ บลินด์ หรือไม่ เช่นเดียวกับ เฟลไลนี่ ที่จะลงมาก่อน อังเดร เอร์เรร่า หรือเปล่า ซึ่งหาก กองกลางทีมชาติเบลเยี่ยม และ แบ็คซ้ายทีมชาติอังกฤษ ลงสนามละก็ ค่าเฉลี่ยความสูงของ “ปีศาจแดง” จะอยู่ที่ 6 ฟุต 1 นิ้ว ทีเดียว

ผู้เล่นเจ้าถิ่นที่พอจะสูงสู้กับเหล่า ‘ยักษ์’ ของทีมเยือนได้ก็น่าจะมี โจเอล มาติป และ แร็กนาร์ คลาวาน(เดยัน ลอฟเรน น่าจะไม่พร้อม) ขณะที่แบ็คสองข้างอย่าง นาธาเนียล ไคลน์ และ เจมส์ มิลเนอร์ คงไม่ไหว

ส่วนแผงกองกลางนั้น เฮนเดอร์สันน่าจะได้ลงเล่นร่วมกับ ลัลลาน่า กับ เอมเร่ ชาน หรือ ไวจ์นัลดุม ซึ่งนั่นคือปัญหาใหญ่ของ คล็อปป์

เพราะว่า นอกจากคู่เซนเตอร์แบ็คแล้ว ไม่มีใครในทีมที่จะสูงกว่า 6 ฟุตเลย

และทุกคนยิ่งเหนื่อยใจหนักไปอีก เมื่อมองไปที่นายทวารที่ ซิมง มิโญเล่ต์ ก็เอาแน่เอานอนไม่ได้ ขณะที่ ลอริส คาริอุส ยังไม่ชินกับบอลยาวของเมืองผู้ดี

สิ่งที่น่าสนใจ คือ คล็อปป์ จะจัดการอย่างไรกับเรื่องนี้? แน่นอนว่า เขาทำให้ลูกทีมสูงขึ้นไม่ได้(เคยเล่นมุขนี้ตอนสัมภาษณ์) ดังนั้น การประกบตัว การยืนตำแหน่ง คือ สิ่งจำเป็นสุดๆ เช่นเดียวกับ มูรินโญ่ ที่จะฉวยโอกาสจากจุดนี้ได้มากน้อยเพียงใด

ซึ่งทั้งสองทีมต่างรู้จุดแข็งจุดอ่อนกันอย่างแล้ว ดังนั้นที่เหลือต้องไปวัดกันในสนามแล้วละ

และอย่าประหลาดใจ หากสุดท้าย ลูกเซ็ทพีท อาจจะตัดสินชัยชนะในท้ายที่สุดนะครับ…