ลิเวอร์พูล vs เชลซี: กำเนิดคู่แค้นฟุตบอลแห่งศตวรรษที่ 21

ก่อนเกมลิเวอร์พูลยกทัพหงส์แดงปีกเปลี้ยไปเยือนสิงห์บลูแชมป์พรีเมียร์ลีก Leo Moynihan พาย้อนไปดูกำเนิดสองคู่แค้นฟุตบอลศตวรรษที่ 21 คู่นี้

ฤดูใบไม้ร่วงปี 1987 ช่วงเวลาสบายๆ ของปี ลิเวอร์พูลต้องยกทีมไปเยือนสแตมฟอร์ดบริดจ์ และแสงแดดอุ่นสบายฉาบทาแถบ SW6 ของกรุงลอนดอน ณ จุดนี้ที่ไม่มีถ้วยแชมป์ให้แย่งชิง ไม่มีโควต้ายุโรปให้แข่งแย่งตั๋ว

แฟนฟุตบอลกว่า 30,000 คนเดินทางเข้าสนามมาตะโกนส่งเสียงเชียร์ทีมรักเป็นครั้งสุดท้ายก่อนปิดฤดูกาลไปสู่ช่วงฤดูร้อนที่ไม่มีฟุตบอลให้ดู

และเป็นเกมสุดท้ายของเอียน รัช ก่อนอำลาแอนฟิลด์ไปสู่ยูเวนตุส

ก่อนเกม เคน เบทส์ ลงสนาม คว้าไมโครโฟนและกล่าวชื่นชนดาวยิงหนวดจิ๋มของหงส์แดงก่อนจะยื่นของที่ระลึกซึ่งก็คือก้านเซเลอรี่ 1 ชิ้น (ผักประจำทีมเชลซี) ให้เอียน รัช และอวยพรให้โชคดี แฟนฟุตบอลทั่วสนามต่างก็ปรบมือให้เบทส์และเป็นเกียรติให้รัช เกมค่ำวันนั้นจบลงแบบสมานฉันท์ด้วยการเสมอกัน 3-3 โดยรัชยิงประตูให้หงส์แดง และแฟนบอลต่างก็แยกย้ายกันไปอย่างสุขใจกันทั้งสองฝ่าย

ย้อนไปหนึ่งปีก่อนหน้านี้ เคนนี่ ดัลกลิช วอลเลย์ประตูชัยในเกมเดียวกันนี้ ช่วยให้ลิเวอร์พูลเก็บ 3 แต้มและคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก แฟนทีมเยือนที่อยู่ต่อหลังจบเกมต่างโห่ร้องฉลองแชมป์กันอย่างบ้าคลั่งระหว่างที่เจ้าบ้านเชลซี แม้จะแพ้แต่ก็น้ำใจดี เปิดเพลง "We Are The Champions" ของวงควีนส์ให้ทีมเยือนได้ร้องเพลงฉลองแชมป์จนสะใจ

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การพบกันของทั้งเชลซีและลิเวอร์พูล ไม่ว่าจะเล่นบ้านใคร ก็ไม่เคยเป็นปัญหาหรือมีคำว่าอริหรือคู่แค้นมาเกี่ยวข้องให้ได้เห็น แต่นี่คือสองทีมเก่าแก่จากสองฟากฝั่งของเกาะอังกฤษที่ก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ของตัวเองยามต้องลงสนามฟาดแข้งกันบนผืนหญ้า แม้จะมีร้องเพลงกัดแทะแคะค่อนแฟนหงส์แดงบ้างก็ยังนับว่าเป็นเกมฟุตบอลปกติธรรมดา

แม้ว่าหลังจากนั้นมาจะมีเหตุการณ์ ร็อบบี้ ฟาวเลอร์จะทะเล้นเลยเถิดไปหันก้นล้อเลียนแกรม เลอ โซ จนมีจังหวะนอกเกมให้โดนเอฟเอลงโทษกันทั้งคู่ แต่ก็ไม่มีเหตุอะไรให้เกินเลยร้ายแรง

เมื่อถึงปี 2003 ที่ทีมชนะจะได้โควต้าแชมเปี้ยนส์ลีก ลิเวอร์พูลที่แม้จะแพ้เกมนั้นแต่แฟนหงส์แดงยังยืนปรบมืออำลา ส่งจิอันฟรังโก โซล่า เป็นครั้งสุดท้ายก่อนย้ายออกจากสแตมฟอร์ดบริดจ์ แฟนหงส์ยังชื่นชมดาวยิงเชลซีเจ้าของผลงานยอดเยี่ยมและสมควรได้รับการปรบมือชื่นชม

และหากจะพูดถึงเรื่องสงครามประสาทระหว่างทั้งสองทีม สิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดก็น่าจะเป็นเกมเอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศเมื่อปี 1965 เมื่อ บิล แชงก์ลีย์ กุนซือเจ้าตำนานของหงส์แดง ใช้หมุดปักป้ายกระดาษที่ทำมาจากภาพของเทอร์รี่ เวนาเบิ้ลส์ มิดฟิลด์ตำนานของเชลซีไว้บนผนังห้องแต่งตัวเพื่อเป็นการกระตุ้นลูกทีมให้เอาชนะเวนาเบิ้ลส์เพื่อผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศให้ได้  "ลงสนามไป" เดอะ แชงก์ สั่งลูกทีม "แล้วไปอัดไอ้พวกคนเมืองใต้ให้หมอบไปเลย!!" และก็นั่นแหละ....เท่านั้นเอง

เชลซี vs ลิเวอร์พูล คู่แค้นยุคใหม่ แม้ผ้าพันคอจะดูด๊ ดูดี

เชลซี vs ลิเวอร์พูล คู่แค้นยุคใหม่ แม้ผ้าพันคอจะดูด๊ ดูดี

ข้ามเวลามาถึงยุคปัจจุบัน หลายสิ่งหลายอย่างระหว่างสองทีมต่างเมืองก็เปลี่ยนแปลงไป ก่อนหน้าฤดูกาลนี้ แม้ผลงานในสนามเชลซีและลิเวอร์พูลจะเรียกว่าเทียบกันไม่ได้ แต่การพบกันแต่ละครั้งถือเป็นเกมสำคัญและวันนี้สิ่งที่เราได้เห็นคือการเป็นคู่แค้นของสองทีมในฟุตบอลอังกฤษยุคใหม่ก็เริ่มจะลามปามเกินงามจนไม่น่าดูแล้ว

คู่อาฆาตลิเวอร์พูล-แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีต้นกำเนิดย้อนหลังไปถึงยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ส่วนคู่ท็อตแน่มและอาร์เซนอลก็เป็นการแย่งชิงความยิ่งใหญ่ในแถบลอนดอนตอนเหนือ และแม้แต่ทีมอย่างไบรท์ตันและคริสตัล พาเลซก็ยังมีการงัดข้อกันว่าใครอยู่ใกล้อาคารฝั่งเหนือของสนามบินแกทวิคมากกว่ากัน แต่ปัญหาของคู่แค้นฟุตบอลเหล่านี้เริ่มต้นมาจากประวัติศาสตร์ดั้งเดิมและที่ตั้งของสนามที่อยู่ใกล้เคียงกันจนเกิดการเขม่นกันมาต่อเนื่องถึงสนามฟุตบอล แต่สำหรับคู่แค้นอย่างเชลซีและลิเวอร์พูลกลับไม่มีอะไรเช่นนั้นเลย เป็นเรื่องใหม่ เป็นอะไรที่พรีเมียร์ลีกม๊าก มาก

เพียงไม่กี่สัปดาห์ก่อนเกมที่เชลซีเปิดรังสแตมฟอร์ดบริดจ์เอาชนะลิเวอร์พูล มหาเศรษฐีชาวรัสเซีย โรมัน อบราโมวิชทุ่มเงินมหาศาลลงทุนกับเชลซีและนั่นเป็นการเปลี่ยนโฉมฟุตบอลอังกฤษไปโดยสิ้นเชิง เชลซีทำผลงานได้ยอดเยี่ยม คู่แข่งหลายทีมได้แต่มองด้วยความแค้น และจุดนั้นเองความเป็นอริระหว่างกันก็ได้เริ่มต้นขึ้น

แต่หากจะมองว่าสาเหตุของความร้าวฉานของหงส์แดงและสิงห์บลูมาจากเงินของเศรษฐีหมีขาวอย่างเดียวก็ไม่ได้ (เมื่อปี 2005 ที่อิสตันบุล แฟนบอลทำป้ายล้อเลียน "ภาษีของโรมันคือเงินดำเนินการของทีมเรา") แม้แฟนหงส์หลายคนจะเย้ยหยันเชลซีที่อยู่ดีๆ มีเงินหล่นทับ แต่นั่นไม่ใช่สาเหตุเดียวของรอยร้าวระหว่างกัน

คู่อาฆาตลิเวอร์พูล-แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีต้นกำเนิดย้อนหลังไปถึงยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม ส่วนคู่ท็อตแน่มและอาร์เซนอลก็เป็นการแย่งชิงความยิ่งใหญ่ในแถบลอนดอนตอนเหนือแต่สำหรับคู่แค้นอย่างเชลซีและลิเวอร์พูลกลับไม่มีอะไรเช่นนั้นเลย

กลุ่มแฟนฟุตบอลของทั้งสองทีมเริ่มทำตัวเป็นทั้งกองเชียร์ (ทีมตัวเอง) และกองแช่ง (อีกทีม) โดยเฉพาะในเกมใหญ่ๆ หลายครั้ง ที่ต่างก็หวังให้อีกฝ่ายต้องแพ้ ในเกมคาร์ลิงคัพรอบชิงชนะเลิศปี 2005 ที่เมืองคาร์ดิฟฟ์ เชลซีเป็นฝ่ายเอาชนะและคว้าแชมป์ แต่สิ่งที่แฟนบอลลิเวอร์พูลจดจำได้ติดตาคือภาพของโชเซ่ มูรินโญ่ ทำท่าเอามือจุ๊ปากคล้ายจะส่งสัญญาณ์ให้แฟนหงส์เงียบเสียง

หลายเดือนต่อมา มูรินโญ่กลับกลายเป็นฝ่ายที่พูดไม่ออกเสียเองเมื่อหงส์แดงเป็นฝ่ายเฉือนเอาชนะ 1-0 ในเกมที่สู้กันอย่างสูสี ซึ่งต้องขอบคุณประตูชัยของหงส์แดงที่จนถึงทุกวันนี้กุนซือโปรตุกีสยังคงเรียกประตูนั้นว่า "ประตูผีเข้า" และถัดมาในปี 2006 เกมเอฟเอ คัพรอบรองชนะเลิศที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด หงส์แดงเป็นฝ่ายเอาชนะไปได้ จนเกมถัดไปในปี 2007 แชมเปี้ยนส์ลีกรอบรองชนะเลิศ ชัยชนะยังคงตกเป็นของหงส์แดงภายใต้การนำทีมของราฟา เบนิเตซ แต่ในอีก 2 ปีต่อมา 2008 และ 2009 เป็นฝ่ายสิงห์บลูที่ล้างแค้นเอาคืนได้สำเร็จ

การพบกันเมื่อปลายฤดูกาล 2014 เป็นเกมสำคัญที่สุดของทั้งสองทีมที่มีถ้วยพรีเมียร์ลีกเป็นเดิมพัน และก็เป็นแฟนหงส์ที่ช็อกกันทั้งสนามกับจังหวะหล่อลื่นของกัปตันเจอร์ราร์ด 

ขอบอกว่ายังฮากันมาถึงทุกวันนี้

ไนกี้ถึงกับเอาไปทำโฆษณาขายรองเท้ากันเลยทีเดียว

ไม่เพียงแต่ความขัดแย้งในสนามแข่งเท่านั้น นอกสนามก็ยังมีปัญหาระหองระแหงไม่ลงรอยกันของทั้งสองทีมเมื่อกัปตันกระดูกเหล็กของหงส์แดงถูกเชลซีตามจีบชวนมาขี่หลังสิงห์ถึง 2 ครั้ง 2 ครา จนแฟนหงส์ออกอาการไม่พอใจ ส่วนด้านแฟนสิงโตน้ำเงินคราม พอเจอคำปฏิเสธไร้เยื่อใยของกัปตันหงส์ก็เลยพลอยโมโหตามๆ กันไปอีก

ความแค้นแน่นอกต้องหาที่ยกออก แฟนบอลหงส์แดงและสิงห์บลูก็เลยไประบายเอากลับเพลงเชียร์ที่ร้องแซวกันไปมา ฝ่ายหงส์เริ่มก่อนด้วยเพลง "พวกสูทีมไร้ประวัติศาสตร์" ที่ทำเอาแฟนเชลซีควันออกหู แต่ที่นับว่าใจดำที่สุดก็เห็นจะเป็นเพลง "ฆาตกร" ที่แฟนเชลซีกลุ่มน้อยไม่กี่คนตะโกนใส่หน้าแฟนหงส์ ที่ไปโดนเส้นเอาอย่างจังกับกรณีโศกนาฏกรรมเฮย์เซลและฮิลส์โบโร่ จนแฟนลิเวอร์พูลออกอาการรับไม่ได้ต้องโวยวายกันเป็นการใหญ่

และเมื่อรวมทั้งหมดนั่นเข้าไปกับเรื่องราวก่อนหน้านี้ก็เลยเกิดกรณีคู่แค้นสองทีมล่าสุดในพรีเมียร์ลีก กลุ่มสนทนาของแฟนบอลเชลซีเคยคุยกันว่าใครคือคู่แค้นตัวเป้งของเชลซี "ถ้าว่ากันเรื่องความเกลียดขี้หน้ากันแล้วก็คงเป็นลิเวอร์พูล มันไม่ใช่เพียงความเป็นคู่แข่งชิงดีชิงเด่นกัน เพราะเราสู้เพื่อเป้าหมายต่างกันคนละอย่าง แต่มันเป็นแค่เรื่องไม่ชอบขี้หน้ากันแค่นั้นเอง"

"ประตูผีเข้า" ของหลุยส์ การ์เซีย ในปี 2005

"ประตูผีเข้า" ของหลุยส์ การ์เซีย ในปี 2005

"เป้าหมายต่างกัน" ที่ว่านั้นคือเชลซีเป็นทีมที่มุ่งเอาชนะมากกว่า ซึ่งนั่นก็จริงและอาจทำให้แฟนหงส์แดงส่วนหนึ่งไม่พอใจนัก แต่ถ้าเทียบกับเรื่องการเป็นคู่แข่งกัน แฟนหงส์หลายรายก็ยังไม่เชื่อว่าเรื่องมันแค่การไม่ชอบขี้หน้ากันเหมือนที่แฟนเชลซีปักใจเชื่อเอามากๆ และหากจะว่ากันจริงๆ แล้ว อาการเกลียดเขาข้างเดียวมันก็สร้างปัญหาไม่ต่างกันกับการรักเขาข้างเดียวหรอกนะ

"ผมไม่ได้คิดอะไรมากมายปานนั้น" นีล แอ็ตกินสัน แฟนลิเวอร์พูล ผู้จัดการรายการ podcast The Anfield Wrap กล่าว "ผมค่อนข้างจะดีใจด้วยซ้ำที่เชลซีคว้าแชมป์ยูโรป้าลีก 2013 ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะราฟา เบนิเตซคุมทีม แต่ผมก็ดีใจกับเชลซีจริงๆ นะ แต่ถ้าเบนิเตซย้ายไปคุมทีมอย่างเอฟเวอร์ตันหรือแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ผมก็คงจะไม่อยากเห็นราฟาพาสองทีมนั้นคว้าแชมป์อะไรหรอก"

"ส่วนเรื่องที่เจอร์ราร์ดเกือบจะย้ายไปเชลซี มันก็คงน่าเสียดายถ้าต้องเสียคนเก่งๆ อย่างกัปตันไป คงเจ็บใจเอาเรื่องแต่ไม่ใช่เพราะเขาไปอยู่กับเชลซีนะ ตอร์เรสเองก็ย้ายไปอยู่เชลซี ซึ่งพวกเราก็เสียใจนะแต่เราก็ไม่ได้เก็บมาคิดหมกมุ่นว่าเขาจะย้ายไปไหน ซึ่งถ้าเขาย้ายไปอยู่กับทีมอย่างยูไนเต็ด, เอฟเวอร์ตันหรืออาร์เซนอลมันก็คงจะทำให้แฟนลิเวอร์พูลรู้สึกแย่กว่านั้นเยอะ"

"เหมือนกับว่าตอนนี้เชลซีของเจ้าของใหม่ อบราโมวิช อยากจะได้มุขใหม่ อยากให้มีคู่แข่งมาเพิ่มความระทึกใจ แต่ถ้าเลือกทีมอย่างฟูแล่มมันก็คงไม่สมน้ำสมเนื้อ ไม่น่าสนใจซักเท่าไหร่ แฟนบอลเองก็อยากให้มีคู่แข่งทีมใหม่ๆ เข้ามา และถ้ามองจากเกมใหญ่ๆ ที่เราเคยเล่นกับเชลซีมาก่อน คู่แข่งล่าสุดของเชลซีก็เลยกลายเป็นเรานี่แหละ"

โชเซ่ มูรินโญ่ ส่งสัญญาณให้แฟนหงส์เงียบหน่อย ในเกมคาร์ลิงคัพ นัดชิงชนะเลิศ ปี 2005

โชเซ่ มูรินโญ่ ส่งสัญญาณให้แฟนหงส์เงียบหน่อย ในเกมคาร์ลิงคัพ นัดชิงชนะเลิศ ปี 2005

"แน่นอนว่าผมอยากชนะเชลซีในเกมนี้ อยากมากๆ เลย แต่ที่อยากชนะเพราะว่าชนะแล้วเราได้ประโยชน์นะ ไม่ใช่เพราะว่าเป็นการชนะเชลซีเท่านั้น การเอาชนะเชลซีในเกมนี้หมายความว่าเราได้ 3 แต้ม และนั่นทำให้ผมมีความสุข ก็เท่านั้นเอง"

"ผมเคยดูนักเตะเชลซีมาเยอะ และผมคิดว่าทีมของคาร์โล อันเชล็อตติที่คว้าดับเบิ้ลแชมป์เมื่อปี 2010 เป็นทีมที่ดีที่สุดในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา สุดยอดมาก ทีมชุดที่มูรินโญ่เคยพาคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกสองสมัยติดกันก็เป็นทีมที่เล่นฟุตบอลได้น่าตื่นตาตื่นใจและยิงประตูได้เยอะมาก"

แม้ทางฝั่งหงส์แดงจะมองว่าเรื่องคู่แข่งกับเชลซีเป็นเรื่องไม่ใหญ่ไม่โต แต่ฝั่งสิงห์โตน้ำเงินคราม โจ ทวีดส์ บรรณาธิการบล็อก Plains of Almeria ของฝั่งเชลซีกลับไม่คิดเช่นนั้น "ผมคิดว่ามันเป็นความขัดแย้งกันค่อนข้างแรงเลยนะ" ทวีดส์ อธิบาย "ผมมองว่าส่วนหนึ่งคือช่วงที่เบนิเตซมาคุมทีมเชลซีนั่นแหละที่รู้สึกว่าลิเวอร์พูลกลายเป็นคู่แข่งหลักของเชลซี แต่หลังจากที่ผลงานของลิเวอร์พูลเริ่มตกต่ำลง การแข่งขันและความขัดแย้งมันก็ค่อยๆ จางหายไปส่วนหนึ่ง"

"ผมเชื่อว่าสาเหตุที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือนับตั้งแต่ปี 2005 เป็นต้นมา เราได้เล่นกับลิเวอร์พูลบ่อยมาก ชัยชนะของเราและจังหวะเบนิเตซกับแฟนๆ ก็เลยเป็นต้นตอของความไม่พอใจกันอีกครั้งที่ยังคงสร้างปัญหามาต่อเนื่องอยู่ระยะหนึ่ง"

ประวัติศาสตร์ไม่ใช่แค่เรื่องการคว้าถ้วยรางวัลมาใส่ตู้โชว์ เชลซีเป็นตัวแทนทีมยุคใหม่ และนั่นก็สิ่งที่ทำให้แฟนหงส์แดงไม่ค่อยจะชอบใจ

- โจ ทวีดส์, บรรณาธิการบล็อกเชลซี

"ดูอย่างเพลงนั้นเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของทีมเรา แฟนฟุตบอลที่เดินข้าสนามไปดูฟุตบอลอย่างพวกเราก็ไม่เห็นจะมีปัญหาอะไรกับเรื่องแบบนั้น แต่สำหรับเมืองอย่างลิเวอร์พูลที่ชอบเรื่องจิตวิญญาณฟุตบอลมากกว่าชาวบ้านชาวช่องทั่วไป การที่มาบอกว่าพวกเราใจหยาบก็ออกจะดูแปลกไปนะ ประวัติศาสตร์ไม่ใช่แค่การเล่นอยู่สนามที่เดียวนานๆ หรือมีผู้จัดการทีมผิวดำที่พาทีมคว้าแชมป์ลีกในประเทศ หรือการมียอดผู้ชมมากที่สุดในฟุตบอลอังกฤษ หรือเป็นทีมแรกที่ใส่เสื้อติดหมายเลขข้างหลัง หรืออะไรทำนองนั้น มันไม่ใช่แค่เรื่องการคว้าถ้วยรางวัลมาใส่ตู้โชว์ เชลซีเป็นตัวแทนทีมยุคใหม่ และนั่นก็สิ่งที่ทำให้แฟนหงส์แดงไม่ค่อยจะชอบใจ"

แฟนลิเวอร์พูลส่วนหนึ่งถึงกับเปลี่ยนชื่อทีมจากเมืองหลวงเป็น "เชลสกี้" ที่เหมือนกับจะค่อนว่าความสำเร็จของเชลซีก็อิงอยู่กับเงินมหาศาลของมหาเศรษฐีเจ้าของทีม แต่แอ็ตกินสันเห็นต่างออกไป "ผมไม่โทษเชลซีที่มีเงินล้นมือให้ใช้ไม่มีหมด" แฟนหงส์รายนี้ยืนยัน "โรมันมีเงิน อาจจะเอาเงินไปลงทุนที่ไหนก็ได้ แรกๆ ผมก็ห่วงว่าเงินจำนวนมหาศาลแบบนั้นมันจะทำลายฟุตบอลหรือเปล่า แต่ดูเหมือนว่าผมคิดมากไปเอง ฟุตบอลก็ยังเป็นฟุตบอลเหมือนเดิม"

"แมนเชสเตอร์ ซิตี้ก็มีเงินเยอะแยะ แต่ถึงจะอย่างนั้นผมก็มองว่าฟุตบอลกำลังเข้าสู่ยุคที่น่าตื่นเต้นเหมือนกับช่วงทศวรรษ 1960 ที่มีหลายทีมแข่งกันแย่งแชมป์ ไม่มีไหนรักษาแชมป์ต่อเนื่องนับตั้งแต่ยูไนเต็ดทำได้ครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2009 และผมก็คิดว่ามันคงจะเป็นแบบนี้ต่อไปแีก ฟุตบอลในตอนนี้เป็นช่วงที่ข้ามผ่านยุคของอบราโมวิชและยุคของเฟอร์กูสันไปแล้ว"

และแม้ว่าเชลซีจะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกไปครองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่เราเชื่อว่าเกมที่สแตมฟอร์ด บริดจ์ในวันอาทิตย์นี้ก็ยังน่าจะเป็นเกมที่สู้กันด้วยศักดิ์ศรี เกมนี้จะมีสงครามประสาทออกมากดดันกันแน่นอน เรายังจะได้เห็นอาการเหม็นขี้หน้ากันของสองทีมยักษ์ เห็นการค่อนแคะแซะแซวกันบนอัฒจรรย์ และบางที...บางทีเราคงจะได้เห็นก้านเซเลอรี่ที่ระลึกเหมือนเมื่อครั้งที่ฟุตบอลยังเป็นเกมกระชับสัมพันธ์กันหลายทศวรรษก่อน