ลีซอ เล่าให้ฟัง : ลูกยิงลูกไฟใส่ญี่ปุ่นคืนนั้นที่ไซตามะ

ค่ำคืนนั้นที่สนามไซตามะ สเตเดี้ยม จากจำนวนผู้ชมกว่า 35,310 คน ละลานตาไปด้วยบรรดากองเชียร์ฝั่งเจ้าบ้านเต็มอัฒจันทร์ พร้อมส่งเสียงกึกก้องกดดันทีมเยือนจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เกมฟุตบอลโลก 2010 รอบคัดเลือก รอบ 3 โซนเอเชีย เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2551 ที่ทัพนักเตะ "ช้างศึก" ในยุคของ ชาญวิทย์ ผลชีวิน ต้องออกสตาร์ทรอบแบ่งกลุ่มด้วยการบุกไปเยือนทีมชาติญี่ปุ่น แม้นักเตะทุกคนจะเปี่ยมไปด้วยความหวังว่าอยากมีแต้มกลับบ้าน แต่พวกเขาต่างก็รู้อยู่แกใจว่าโอกาสสำเร็จมันช่างริบหรี่เหลือเกิน

แม้เกมนั้นอาจจะไม่ใช่แมตช์ที่น่าจดจำสำหรับแฟนบอลไทยเท่าไหร่นักในเรื่องของผลการแข่งขัน เพราะโดนเจ้าบ้านไล่ถล่มไป 4-1 แต่สำหรับ ธีรเทพ วิโนทัย เขายังจำวันนั้นได้ดีแบบไม่มีวันลืม

ในทุกๆเกมที่ "ลีซอ" ลงสนามไม่ว่าจะเป็นการรับใช้ทีมชาติหรือในนามสโมสร ด้วยสัญชาตญาณดาวยิงที่มีอยู่ในตัว ทำให้เขาตั้งเป้าหมายไว้อย่างเดียวเสมอ คือต้องยิงประตูให้ได้ ทว่าในเกมดังกล่าว การใส่ชื่อตัวเองลงบนสกอร์บอร์ด ไม่ได้อยู่ในหัวของเขาเลยแม้แต่น้อย

“เกมวันนั้นน่ะเหรอ ผมไม่คิดหรอกว่าจะยิงประตูได้ มันไม่มีอยู่ในหัวเลย (หัวเราะ)” ลีซอ เล่าให้ FFT TH ฟังด้วยอารมณ์ขัน “ปกติก่อนลงสนามทุกๆเกม ผมตั้งเป้าหมายว่าจะต้องยิงประตูให้ได้ ก่อนเล่นก็ชอบคุยกับ เพื่อนๆว่าจะดีใจท่าไหนดีถ้ายิงเข้า แต่เกมวันนั้นผมมองไม่ออกเลยว่าจะยิงประตูญี่ปุ่นได้ยังไง”

“แต่มันกลับเป็นเกมที่ผมตื่นเต้นมาก เพราะการผู้เล่นชั้นยอดของญี่ปุ่นรายล้อมอยู่รอบตัว มันเป็นอะไรที่วิเศษสุดๆ โดยเฉพาะการได้ลงสนามไปเจอกับ นากาซาวา"

ยูจิ นากาซาวา ปราการหลังของ “ซามูไรบลู” (ตอนนั้นอายุ 30 ปี) แสดงให้ทุกคนได้เห็นว่าเขาคือสุดยอดกองหลังของทวีปเอเชีย เมื่อแนวรุกของทีมชาติไทยไม่สามารถเอาชนะเขาได้เลย

"แค่เริ่มก็รู้แล้วว่าสู้พวกเขาไม่ได้ เราตั้งเกมไม่ได้เลย ครองบอลได้แป๊บเดียวก็เสียแล้ว ที่สำคัญเกมรับของญี่ปุ่นปิดช่องไว้หมดเลย ผมมองไม่เห็นโอกาสที่จะเข้าไปลุ้นทำประตูได้เลย แถมพอทีมเสียประตูแรก เหมือนทุกอย่างมันจะลงแล้ว เพราะเราถูกเขาต้อนฝ่ายเดียว มันทำให้ผมหงุดหงิดมาก" ลีซอ เปิดเผยกับ FFT TH

"พอรู้ว่าเจาะเกมรับญี่ปุ่นไม่ได้แน่ ก็เลยตั้งใจว่าจะลองยิงไกลดูสักครั้ง อารมณ์แบบว่าขอแค่ได้ง้างเท้ายิงสักครั้งเถอะ ไม่ได้คิดหรอกว่าจะยิงให้เขา เพราะในหัวคิดอย่างเดียวแค่มีโอกาสจบสกอร์สักครั้งก็ประสบความสำเร็จแล้ว เลยตั้งใจไว้ว่าหากได้บอลไม่ว่าจะตรงไหนของสนามก็จะลองยิงดู"

หลังจากได้เฮดังจากจังหวะฟรีคิกประตูแรกของ ยาสุฮิโตะ เอ็นโดะ ในนาทีที่ 20 ถัดมานาทีเดียวสาวกลูกหนังแดนอาทิตย์อุทัยก็ต้องเงียบกริบทั้งสนาม พร้อมกับเกิดเสียงตะโกนโห่ร้องของแฟนบอลชาวไทยที่มีเพียงหยิบมือ เมื่อ "ลีซอ" จัดการยิงไกลระยะกว่า 25 หลา บอลส่ายก่อนพุ่งข้ามหัว โยชิคัตสึ คาวางูจิ นายทวารเลือดซามูไร มุดเสียบใต้คานชนิดที่เรียกได้ว่าหมดสิทธิ์เซฟด้วยประการทั้งปวง

"ตอนนั้นไม่รู้หรอกว่า พี่เบิร์ท (สุธี สุขสมกิจ) จะส่งบอลมาให้ผมหรือเปล่า แต่คิดไว้ว่าหากส่งบอลมาให้ผม ก็จะพลิกบอลหันไปทางประตูญี่ปุ่น แล้วจะลองยิงไกลทันที” ลีซอ เริ่มเล่าเป็นฉากๆ ถึงเหตุการณ์ที่กำลังจะยิงลูกไฟสนั่นเอเชีย “แล้วพี่เบิร์ทก็ส่งมาให้ผมจริงๆ ก็เลยทำตามที่ใจนึกไว้ แน่นอนว่ามันเป็นอะไรที่สมบูรณ์แบบมาก เพราะผมใช้เวลาคิดสั้นมากในจังหวะนั้น คิดว่าไม่น่าจะเกิน 3 วินาทีด้วยซ้ำ เพราะหากเกินกว่านั้นผมคงไม่มีโอกาสยิงแน่นอน”

“พอบอลออกจากเท้าผมทั้งๆที่ยังไม่รู้หรอกว่าลูกนั้นจะเป็นประตู ผมก็รู้สึกดีใจแล้ว เพราะเกมนี้ผมได้มีโอกาสจบสกอร์เสียที”

ด้วยความดีใจที่ล้นปรี่ออกมามหาศาล เพราะสามารถทำประตูได้โดยที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน ทำให้เจ้าตัวถึงกับลืมท่าดีใจที่เตรียมไว้ตั้งแต่ก่อนเริ่มเกม

"พอบอลพุ่งเข้าประตู ผมทำอะไรไม่ถูกเลย ตกใจมาก เซอไพรส์สุดๆ ตอนนั้นก็มีท่าดีใจในแบบฉบับของตัวเองแล้วนะ แต่มันเป็นเพราะดีใจมากไป เลยทำให้ผมลืมที่จะใช้ท่าประจำตัว ทำได้แต่เพียงวิ่ง วิ่ง วิ่งดีใจอย่างเดียว ตอนนั้นทุกคนในทีมมีความหวังขึ้นมาทันทีเลยว่าเราจะมีแต้มกลับบ้าน แต่สุดท้ายเราก็ต้านไม่อยู่..." ลีซอ กล่าวทิ้งท้ายกับ FFT TH